บาทผันผวนในกรอบเดิม จับตาผู้ว่า ธปท.คนใหม่
หุ้นไทย เงินบาท
ค่าเงินบาทผันผวนในกรอบเดิม จับตาผู้ว่า ธปท.คนใหม่
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/7) ที่ระดับ 32.51/52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (15/7) ที่ระดับ 32.39/40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าเทียบเงินสกุลหลัก หลัง Dollar Index ปรับตัวขึ้นที่ระดับ 98.53 จุด
โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคประจำเดือน มิ.ย.เมื่อวานนี้ (15/7) โดยดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวที่ระดับ 2.7% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.6% จากระดับ 2.4% ในเดือน พ.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวที่ระดับ 0.3% ในเดือน มิ.ย. สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.1% ในเดือน พ.ค.
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวที่ระดับ 2.9% ในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 3.0% จากระดับ 2.8% ในเดือน พ.ค. และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI พื้นฐานปรับตัวที่ระดับ 0.2% ในเดือน มิ.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.1% ในเดือน พ.ค.
อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ได้มีการเปิดเผยดัชนีภาคการผลิต (Empire State Index) พุ่งขึ้นสู่ระดับ +5.5 ในเดือน ก.ค. จากระดับ -16.0 ในเดือน มิ.ย. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ -8.3 ซึ่งดัชนีดีดตัวสูงกว่าระดับ 0 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคการผลิตในนิวยอร์ก
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับอินโดนีเซียแล้ว ซึ่งสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียในอัตรา 19% หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐขู่เรียกเก็บภาษีดังกล่าวถึงถึง 32% และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีการวางแผนเพิ่มเติมในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศขนาดเล็ก ซึ่งรวมถึงประเทศในแอฟริกาและแคริบเบียน ในอัตราที่สูงกว่า 10% เล็กน้อย พร้อมเผยแพร่จะส่งจดหมายแจ้งอัตราภาษีดังกล่าวเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ โฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐกล่าวว่า สินค้าสหรัฐจะไม่ถูกเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอินโดนีเซีย ขณะที่อินโดนีเซียจะต้องจ่ายภาษีศุลกากรเมื่อมีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ อย่างไรก็ดี ลุตนิกไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงการค้าระหว่างทั้ง 2 ประเทศแต่อย่างใด ขณะที่นักลงทุนยังจับตาดูการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือน มิ.ย. ของสหรัฐในคืนวันนี้ เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวโน้มเงินฟ้อและอัตราดอกเบี้ยของเฟด
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นักลงทุนยังจับตาการคัดเลือกตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ โดยวานนี้ (15/7) มีรายงานว่าวาระการเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่ผ่านออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังต้องติดตามพัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ โดยรัฐบาลไทยมีความหวังว่าจะได้เท่าเวียดนามหรือต่ำกว่า แต่มองว่ามีความเป็นไปได้ยากเนื่องจากหากแลกด้วยภาษีนำเข้าให้สหรัฐ 0% สำหรับสินค้าเกษตรหลายรายการ ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบกับเกษตรกรนักลงทุนทันที แต่ที่น่ากังวลคือไทยอาจได้รับผลกระทบจากภาษีในหลายส่วน นอกจากกำแพงภาษีรวมที่สหรัฐเรียกเก็บ 36% ประเมินว่าโดยรวมแล้วจะถูกเรียกเก็บภาษีรวม 60% ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.46-32.56 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 32.52/53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/7) ที่ระดับ 1.1613/15 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (15/7) ที่ระดับ 1.1683/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ZEW ได้มีการเปิดเผยความเชื่อมั่นของนักลงทุนเยอรมนีว่าเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือน ก.ค. แต่นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะหายไป หากไม่มีข้อตกลงการค้าระหว่าง EU-สหรัฐ
นอกจากนี้นักลงทุนยังรอติดตามข่าวเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐ-สหภาพยุโรป (EU) ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1600-1.1628 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และเปิดตลาดที่ระดับ 1.1619/20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (16/7) ที่ระดับ 148.82/86 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (15/7) ที่ระดับ 147.71/72 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจ “ทังกัน” (Tankan) ของรอยเตอร์ ได้มีการเปิดเผยความเชื่อมั่นของผู้ผลิตในญี่ปุ่นว่ามีการปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในเดือน ก.ค. และมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แม้ว่ายังคงมีความกังวลเกี่ยวกับกำแพงภาษีของสหรัฐก็ตาม
โดยผลสำรวจรายเดือนระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นของภาคการผลิตขยับขึ้นมาอยู่ที่ +7 ในเดือน ก.ค. จากเดิมที่ +6 ในเดือน มิ.ย. ขณะที่ดัชนีภาคบริการยังคงทรงตัวอยู่ที่ +30 เป็นเดือน ที่3 ติดต่อกัน ในทางตรงกับข้ามกลุ่มผู้ผลิตเครื่องจักรขนส่ง ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมรถยนต์อันเป็นหัวใจสำคัญของญี่ปุ่น กลับมีทิศทางสวนทาง โดยดัชนีความเชื่อมั่นลดลงจาก +20 ในเดือน มิ.ย.เหลือเพียง +9 ในเดือน ก.ค.
โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกำแพงภาษีรถยนต์ 25% ของสหรัฐ ที่ส่งผลต่อปริมาณการส่งออกและต้นทุน โดยผู้ผลิตญี่ปุ่นยังคงเฝ้าระวังความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวจากผลของภาษีสหรัฐ และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 148.63-149.18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 148.75/76 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับปัจจัยที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (17/7), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (17/7), ยอดค้าปลีกเดือน มิ.ย. ของสหรัฐ (17/7), ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือน มิ.ย. ของสหรัฐ (17/7), และอัตราเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.ของญี่ปุ่น (18/7)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.5/-7.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -5.9/-4.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ