Skip to content

สมาคมผู้ค้าปลีก แนะผุดสวรรค์นักช็อป-ขยายวงเงินช้อปดีมีคืนแตะแสนบาท

17 ก.ค. 2568 | 16:33น.
สมาคมผู้ค้าปลีก แนะผุดสวรรค์นักช็อป-ขยายวงเงินช้อปดีมีคืนแตะแสนบาท

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชี้ดัชนีเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก มิ.ย. 68 ต่ำสุดรอบ 42 เดือน ลดทุกด้านทุกภูมิภาค ทั้งยอดใช้จ่าย-ความถี่ คาดซึมยาวทั้งไตรมาส 3 แนะรัฐปั้นสวรรค์นักช็อปดึงต่างชาติ พร้อมขยายวงเงิน Easy e-Receipt เฟส 2-ช้อปดีมีคืนแตะแสนบาท เชื่อปลุกจับจ่ายพุ่งแสนล้าน

ค้าปลีกเสี่ยงซึมยาวทั้งไตรมาส 3

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฉายภาพว่า ดัชนีความเชื่อมันผู้ค้าปลีก (RSI-Retail Sentiment Index) เดือนมิถุนายนปรับลดลงต่อเนื่อง New Time Low ในรอบ 42 เดือน โดยลดลงในทุกองค์ประกอบ ทุกภูมิภาค ทั้งยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ ความถี่ในการใช้จ่าย

ทั้งนี้คาดว่า ดัชนี้ความเชื่อมั่นจะลดลงต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 3 สะท้อนกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวและระมัดระวังในการจับจ่าย ถึงแม้จะมีสัญญานบวกจากการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แต่ยังขาดเสถียรภาพทางการเมืองที่ชัดเจน ขณะที่ภาคเอกชนเฝ้ารอการเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ และต้องการเห็นมาตรการฟื้นฟูที่ลงมือปฏิบัติได้จริงในช่วงครึ่งปีหลัง

เพื่อรับมือสมาคมจึงขอเสนอแนวทางเร่งด่วนเพื่อฟื้นเศรษฐกิจทั้งในภาคท่องเที่ยว และการค้าปลีก

ลด-เว้น-คืนสารพัดภาษีปั้นสวรรค์นักช็อป

โดยดึงดูดและกระตุ้นนักท่องเที่ยว-นักช็อปต่างชาติศักยภาพสูงให้เข้ามาจับจ่ายในประเทศ รวมถึงส่งเสริมการกลับมาเที่ยวซ้ำในระยะยาว ด้วยมาตรการด้านภาษีในรูปแบบต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็น ทดลองมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ทันที ณ ร้านค้า (Instant Tax Refund) สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อ ขั้นต่ำ 3,000 บาท โดยอาจเริ่มจากร้านค้าสมาชิกในย่านช็อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯ

พร้อมลดภาษีนำเข้า (Import Tax) สำหรับสินค้าในกลุ่มแฟชั่น เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีนำเข้าสูงถึง 20-30% เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค

พิจารณาจัดตั้งเขตปลอดภาษี (Free Tax Zone) ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต และจัดมหกรรมลดราคาสินค้าทั่วประเทศ ในรูปแบบเดียวกับ “Great Singapore Sale” (งานสิงคโปร์ลดทั้งเกาะ) โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างห้างค้าปลีก ร้านอาหาร โรงแรม และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อสร้างบรรยากาศจับจ่ายทั่วประเทศ เป็นต้น

รวมถึงขยายระยะเวลาวีซ่าของนักท่องเที่ยวรัสเซียจาก 30 วัน เป็น 45 วัน หลังสิ้นสุดโครงการเดิม เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้ในภาคการท่องเที่ยว โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวจากรัสเซียถือเป็นกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและมักนิยมพำนักระยะยาวในประเทศไทย

ดัน “Easy e-Receipt เฟส 2” / ช้อปดีมีคืนวงเงินแสนบาท

ผลักดันโครงการ “Easy e-Receipt เฟส 2” หรือช้อปดีมีคืน ช่วงระหว่างกันยายน-ธันวาคมนี้ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในฤดูไฮซีซั่นและเทศกาลเฟสทีฟต่าง ๆ พร้อมดึงผู้ค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม โดยเสนอให้มีการปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมได้สะดวกขึ้น ด้วยการรวมสินค้าทั่วไปและสินค้า OTOP รวมถึงเพิ่มเติมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายในวงเงินรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ มากกว่า 100,000 ล้านบาท จากเดิมราว 70,000 ล้านบาท

เร่งผ่านงบฯลอตแรก 1.15 แสนล้าน

เร่งผ่านงบฯลอตแรก 1.15 แสนล้าน จากกรอบงบประมาณ 1.57 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน โดยควรกระจายการลงทุนครอบคลุมทั่วประเทศ ในด้านท่องเที่ยวควรเร่งมาตรการความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้รัฐควรจัดสรรงบฯคงเหลืออีก 40,000-50,000 ล้านบาท เพื่อมุ่งกระตุ้นกำลังซื้อฐานรากให้มากขึ้นกว่านี้ และช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งมีมากกว่า 90% ของภาคธุรกิจทั้งหมด ครอบคลุม 50-70% ของการจ้างงานโดยรวม ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น

และเร่งเบิกจ่ายงบฯปี 2568 ให้แล้วเสร็จก่อน 30 ก.ย. 68 ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดปีงบประมาณ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว พร้อมจัดทำร่างงบประมาณรายจ่าย ปี 2569 ให้เป็นไปตามกรอบเวลา เพื่อความต่อเนื่องของนโยบายและการดำเนินการอย่างราบรื่น

ปราบธุรกิจนอมินี จริงจังต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การปราบปรามธุรกิจ “นอมินี” สวมสิทธิโดยชาวต่างชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหาร โรงแรม และซูเปอร์มาร์เก็ต และการคุมเข้ม “สินค้านำเข้าราคาถูกไม่ได้มาตรฐาน” นั้น ทางสมาคมมองว่ารัฐมาถูกทางและเริ่มเห็นผลลัพธ์บ้างแล้ว

แต่ขอเสนอให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง

ย้ำพร้อมให้ความร่วมมือ

ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยย้ำว่า สมาคมพร้อมที่จะร่วมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสม

ขณะที่สมาคมยังให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และส่งเสริมค้าปลีกสีเขียว (Green Retail) โดยร่วมกับสมาชิกในเครือข่ายจัดโครงการ “Hug The Earth” (ฮักโลก) เพื่อรณรงค์การบริโภคอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยจัดพื้นที่จำหน่าย “สินค้าฉลากรักษ์โลก” มากกว่า 20,000 รายการทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ สมาคมยังเดินหน้าเพิ่มโอกาส สร้างรายได้ ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั้งในกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีและเอสเอ็มอี ทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือกับห้างร้านกลุ่มค้าปลีกชั้นนำ เช่น กลุ่มเซ็นทรัล จัดงานมหกรรมจำหน่ายสินค้าชุมชน, เดอะมอลล์ จัดเทศกาลผลไม้และของกินจากร้านดังทั่วไทย, โก โฮลเซลล์ เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า OTOP จากทั่วประเทศ, ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงานแม็คโคร โชห่วยออนทัวร์รวมมิตร เสริมศักยภาพร้านโชห่วยไทย, บิ๊กซี จัดเทศกาลผลไม้ไทย และท็อปส์ จัดโซนจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เป็นต้น

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเชื่อว่าหากรัฐบาลผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีศักยภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ควบคู่กับความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน