เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

กกพ.ชง 3 ทางเลือกค่าไฟท้ายปี “จ่อตรึงต่อ 3.98 บาท” รับต้นทุนเชื้อเพลิงลด

17 ก.ค. 2568 | 16:10น.

กกพ.เผยรอบนี้มีสัญญาณบวกต้นทุนค่าเชื้อเพลิงคลายตัว เคาะ 3 ทางเลือกงวดท้ายปี ถูกสุดตรึงต่อ 3.98 บาท แต่หากรัฐต้องการเร่งชำระคืนหนี้ กฟผ.และ ปตท. เต็มจำนวน ดันแพงสุด 5.10 บาท คาดเคาะตัวเลขชัดเจนสิ้นเดือนนี้

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 26/2568 (ครั้งที่ 968) เมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคม 2568 มีมติให้เปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าสำหรับงวด ก.ย.-ธ.ค. 2568 เป็น 3 กรณี

ตั้งแต่เรียกเก็บต่ำสุดที่ 3.98 บาทต่อหน่วย จนถึงสูงสุดที่ 5.10 บาทต่อหน่วย โดยปัจจัยบวกหลัก ๆ ที่ส่งผลดีต่อค่าเอฟทีและแนวโน้มค่าไฟที่ลดลงในงวด ก.ย.-ธ.ค. 2568 มาจากปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทยกลับมาสู่ภาวะปกติเท่ากับก่อนวิกฤตราคาก๊าซธรรมชาติ ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าช่วงปลายปีมีแนวโน้มลดลง เข้าสู่ภาวะปกติ

ดร.พูลพัฒน์กล่าวต่อไปว่า หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การตรึงค่าไฟไว้ที่ 3.98 บาทต่อหน่วยเท่ากับงวดปัจจุบัน (พฤษภาคม-สิงหาคม) โดยมีโครงสร้างมาจากค่าไฟฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย บวกกับค่าใช้หนี้ กฟผ. 10.71 สตางค์ต่อหน่วย และค่าชดเชยเชื้อเพลิงอีก 9.01 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการทยอยคืนหนี้เอเอฟให้กฟผ.เดือนละ 7,072 ล้านบาท จากยอดหนี้รวม 66,072 ล้านบาท แต่ยังไม่คืนหนี้ในส่วนการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติของปตท. และกฟผ.ยอดหนี้รวม 15,084 ล้านบาท

ขณะที่แนวทางที่สอง ค่าไฟขยับขึ้นเป็น 4.87 บาทต่อหน่วย เป็นการทยอยจ่ายหนี้ค่าเอเอฟกฟผ.ทั้งหมด 66,072 ล้านบาท บาท แต่ยังไม่คืนหนี้ในส่วนการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติของปตท. และกฟผ.ยอดหนี้รวม 15,084 ล้านบาท

และแนวทางที่สาม จะทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 5.10 บาทต่อหน่วย เป็นกรณีที่มีการชำระหนี้ทั้งของ กฟผ.และ ปตท.รวมกัน รวมทั้งสิ้น 81,156 ล้านบาท

“รอบนี้เรามีสัญญาณที่ดีในหลาย ๆ ด้าน ทั้งเรื่องเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มถูกลง โดยเฉพาะ Spot LNG ระดับ 13 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ประกอบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้เราสามารถลดต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ยังมีปริมาณน้ำจากประเทศลาวที่เป็นเชื้อเพลิงให้การผลิตไฟฟ้าในอัตราสูง ทำให้เราสามารถวางแนวทางค่าไฟในงวดสิ้นปีไว้ 3 กรณีนี้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศตัวเลขที่ชัดเจนได้ภายในสิ้นเดือนนี้” ดร.พูลพัฒน์กล่าว

อย่างไรก็ดี แนวโน้มการปรับลดค่าไฟลงจาก 3.98 บาทต่อหน่วยนั้น ต้องติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานโลกอย่างใกล้ชิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะราคา LNG ซึ่งไทยยังต้องนำเข้าอย่างน้อย 36% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด หากราคาตลาดโลกทรงตัวในระดับ 12-13 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู และไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศเพิ่มขึ้น

รวมถึงแนวโน้มการใช้ไฟช่วงปลายปีจากอุณหภูมิที่เย็นลง ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟในประเทศไทยลดลงตามไปด้วย แต่ประเทศในเขตเมืองหนาวอาจมีการใช้ก๊าซเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลกยังต้องจับตาต่อเนื่องในช่วงต้นปีหน้า ส่วนตัวเลขค่าไฟ 3.70 บาทต่อหน่วยนั้น ทางกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการหาแนวทางและข้อสรุปที่เหมาะสมต่อไป

“เรามองว่าจากสถานการณ์ในตอนนี้ 3.98 บาทต่อหน่วย เป็นตัวเลขเหมาะสมและเป็นไปได้ เพราะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง” ดร.พูลพัฒน์กล่าว

สำหรับรายละเอียดการดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) และการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2568 แบ่งเป็น 3 กรณีตามเงื่อนไข ดังนี้

กรณีที่ 1 : ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ.ทั้งหมด) และการคำนวณกรณีเรียกเก็บมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าปี 2566 ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 131.94 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้ม (1) ต้นทุนเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 จำนวน 9.01 สตางค์ต่อหน่วย และ (2) เงินเรียกเก็บ

เพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ. จำนวน 66,072 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 100.08 สตางค์ต่อหน่วย) และมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) จำนวน 15,084 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 22.85 สตางค์ต่อหน่วย) รวมจำนวน 122.93 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ.จะได้รับเงิน

ที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนตั้งแต่เดือนกันยายน 2564-เมษายน 2568
ในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมา คืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว และรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการก๊าซธรรมชาติจะได้รับเงินคืนส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับภาคไฟฟ้าคืนทั้งหมด ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 5.10 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 จากระดับ 3.98 บาทต่อหน่วยในงวดปัจจุบัน

กรณีที่ 2 : ผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft (จ่ายคืนภาระต้นทุนคงค้าง กฟผ.ทั้งหมด) ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 109.09 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะเป็นการเรียกเก็บตามผลการคำนวณตามสูตรการปรับค่า Ft ที่สะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 จำนวน 9.01 สตางค์ต่อหน่วย และเงินเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนคงค้าง (AF) ที่เกิดขึ้นจริงของ กฟผ.จำนวน 66,072 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 100.08 สตางค์ต่อหน่วย) โดย กฟผ.จะได้รับเงินที่รับภาระต้นทุนค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าแทนประชาชนในช่วงสภาวะวิกฤตของราคาพลังงานที่ผ่านมาคืนทั้งหมดภายในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อนำไปชำระหนี้เงินกู้

เพื่อเสริมสภาพคล่องให้มีสถานะทางการเงินคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกที่คำนวณได้กับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.87 บาทต่อหน่วย โดยค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากระดับ 3.98 บาทต่อหน่วย ในงวดปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังไม่รวมมูลค่าส่วนต่างราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงกับราคาก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566 ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) อีกจำนวน 15,084 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 22.85 สตางค์ต่อหน่วย)

กรณีที่ 3 : กรณีตรึงค่า Ft เท่ากับงวดปัจจุบัน (ข้อเสนอ กฟผ.) ค่า Ft ขายปลีกเท่ากับ 19.72 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งจะสะท้อนแนวโน้มต้นทุนเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 จำนวน 9.01 สตางค์ต่อหน่วย และทยอยชำระคืนภาระต้นทุน AF คงค้างสะสมได้จำนวน 7,072 ล้านบาท (หรือคิดเป็น 10.71 สตางค์
ต่อหน่วย) เพื่อนำไปพิจารณาทยอยคืนภาระค่า AF ให้แก่ กฟผ. และมูลค่าส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติ
ที่เกิดขึ้นจริงกับค่าก๊าซธรรมชาติที่เรียกเก็บเดือนกันยายน-ธันวาคม 2566

ของรัฐวิสาหกิจที่ประกอบกิจการจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper) ในระบบของ กฟผ.ต่อไป ซึ่งเมื่อรวมค่า Ft ขายปลีกกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คงที่เท่ากับ 3.98 บาทต่อหน่วย เช่นเดียวกับปัจจุบัน

ทั้งนี้ กกพ.เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 17-28 กรกฎาคม 2568 ก่อนที่จะมีการสรุปและประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กกพ. ค่าไฟ เชื้อเพลิง