เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตารายงานการประชุม FED และรายละเอียดสงครามการค้า
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม 2561 ค่าเงินบาท เปิดตลาดที่ระดับ 33.20/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (4/7) ที่ระดับ 33.16/18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมาตลาดสหรัฐได้หยุดทำการเนื่องในวันชาติ แต่ทั้งนี้นักลงทุนยังคงติดตามรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12-13 มิถุนายนที่ผ่านมา แม้ว่าเฟดจะมีการส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้แล้ว แต่นักลงทุนก็ยังคงติดตามดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ชัดเจนอีกครั้ง อีกทั้งนักลงทุนยังคงติดตามการประกาศมาตรการการเก็บภาษีของสหรัฐ ที่จะเรียกเก็บภาษี 25% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนจำนวนมากกว่า 800 รายการ คิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักลงทุนต่างคาดการณ์ว่าจีนเองก็จะมีมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ออกมาตอบโต้เช่นกัน
ในขณที่ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวถึงการอ่อนค่าของค่าเงินบาทในขณะนี้ว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับทางการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินในภูมิภาค ที่ได้รับผลกระทบจากการประเทศอุตสาหกรรมหลักได้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและความกังวลของเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และประเทศคู่ค้าหลัก แต่ทั้งนี้การอ่อนค่าของค่าเงินบาทนั้น ยังไม่น่าเป็นที่น่ากังวลมากนัก เนื่องจากฐานะทางด้านต่างประเทศของไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง เพราะมีการพึ่งพาเงินตราต่างประเทศที่ต่ำ อีกทั้งยังมีทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างสูง โดยทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นอยู่ที่ 3.5 เท่า และดุลการชำระเงินยังคงเกินดุลอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย คาดว่าในปี 2561 นี้ประเทศไทยจะมีดุลการชำระเงินเกินดุลอีกประมาณ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 33.19-33.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.23/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (5/7) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1658/59 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (4/7) ที่ระดับ 1.1634/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังจากที่ไอเอชเอส มาร์กิตได้มีการเปิดเผยตัวเลข ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของยูโรโซนประจำเดือนมิถุนายน ออกมาปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 55.2 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน และสูงกว่าตัวเลข PMI เบื้องต้นที่ระดับ 55.0 รวมทั้งสูงกว่าตัวเลขในเดือนพฤษภาคม ที่อยู่ที่ระดับ 53.8 อีกทั้งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ัอ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของเยอรมนีในเดือนมิถุนายนก็ออกมาปรับตัวอยู่ที่ระดับ 54.5 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน และสูงกว่าตัวเลขในเดือนพฤษภาคมที่อยู่ระดับ 53.9 โดยแม้ว่าเมื่อเช้าที่ผ่านมากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMP) ได้มีการปรับลดตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีประจำปี 2561 ลงสู่ระดับ 2.2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในเดือนเมษายนที่ระดับ 2.5% เนื่องด้วยผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ และปัจจัยกดดันจาก Brexit ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 1.1647-1.1711 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 1.1686/88 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ในส่วนของค่าเงินเยนวันนี้ (5/7) เปิดตลาดที่ระดับ 110.45/47 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวในกรอบแคบจากราคาปิดตลาดในวันพุธ (4/7) ที่ระดับ 110.45/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนชะลอการเข้าซื้อขาย ก่อนหน้าที่มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าอัตรา 25% ของสหรัฐและจีน โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน นี้ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงระหว่าง 110.28.98-110.69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 110.60/63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ที่ต้องจับตาดูในสัปดาห์นี้ได้แก่ การจ้างงานนอกภาคการเกษตรโดย ภาคเอกชน (5/7) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างานรายสัปดาห์ (5/7) ดัชนีการสำรวจผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อนอกภาคอุตสาหกรรม โดย ISM (5/7) ปริมาณการสต็อกน้ำมันดิบ (5/7) การประกาศผลการประชุม FOMC
(5/7) อัตราค่าจ้างแรงงาน (6/7) การจ้างงานนอกภาคการเกษตร (6/7) อัตราการว่างงาน (6/7)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -3.35/-2.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศ อยู่ที่ 0.5/1.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ