Skip to content

มูลนิธิศุภนิมิตฯ ช่วยเด็กไร้สัญชาติแล้ว 127 คน เตรียมขยายเพิ่ม 3 จังหวัด

01 ส.ค. 2568 | 14:39น.
มูลนิธิศุภนิมิตฯ ช่วยเด็กไร้สัญชาติแล้ว 127 คน เตรียมขยายเพิ่ม 3 จังหวัด

มูลนิธิศุภนิมิตฯ เดินหน้าโครงการช่วยเหลือเด็กไร้สัญชาติกว่า 300,000 คน ขยายผลสู่ 3 จังหวัดเพิ่มเติมในปี 2568 ซึ่งจากโครงการนำร่องสามารถสนับสนุนการคัดกรองเด็กจำนวน 127 คน ส่งผลให้เด็ก 3 คน ได้รับสถานะทางกฎหมาย และเด็ก 4 คน พร้อมผู้ใหญ่ 1 คน ได้รับสัญชาติไทย

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติเผยให้เห็นภาพรวมของปัญหาระดับโลกที่ยังคงมีประชากรนับล้านคนที่ไม่มีสถานะทางกฎหมาย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ส่วนในประเทศไทย กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า ณ ปี 2567 มีผู้ที่ประสบปัญหาไร้สัญชาติและไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรมากกว่า 587,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางกว่า 300,000 คนที่ไม่สามารถพิสูจน์สัญชาติได้ ซึ่งตัวเลขนี้ทำให้ไทยติดอันดับ 3 ของโลกในเรื่องปัญหาคนไร้สัญชาติ รองจากบังกลาเทศและไอวอรีโคสต์

รสลิน โกแวร์
รสลิน โกแวร์

รสลิน โกแวร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงภารกิจสำคัญขององค์กรในการทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก ครอบครัว และชุมชนที่ยากไร้ โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเด็กเปราะบางและกลุ่มชาติพันธุ์ชายขอบในหลายจังหวัด ทั้งภาคเหนือและตะวันตก เช่น เชียงราย แม่ฮ่องสอน ตาก และกาญจนบุรี ด้วยเป้าหมายให้เด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยได้รับการศึกษาและสิทธิที่เท่าเทียมกัน ตามหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก

ในปี 2567 มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ริเริ่มโครงการนำร่องเด็กไร้สัญชาติให้เข้าถึงสถานะทางกฎหมายและระบบบริการของรัฐ โดยเริ่มต้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ผ่านการพัฒนาภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน จิตอาสา และภาคประชาชน

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการรวมถึงการประชุมสร้างความเข้าใจ การอบรมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ การฝึกปฏิบัติกรอกแบบสำรวจทะเบียน (แบบ 89) และการจัดหน่วยบริการเชิงรุกในสถานศึกษา ผลจากโครงการนำร่องนี้สามารถสนับสนุนการคัดกรองเด็กจำนวน 127 คน ส่งผลให้เด็ก 3 คน ได้รับสถานะทางกฎหมาย และเด็ก 4 คน พร้อมผู้ใหญ่ 1 คน ได้รับสัญชาติไทย

ต่อยอดจากความสำเร็จที่ผ่านมา มูลนิธิศุภนิมิตฯ ได้ขยายผลการดำเนินงานในปี 2568 ด้วยโครงการพัฒนาสถานะบุคคลและสิทธิสำหรับเด็กและเยาวชนไร้รัฐไร้สัญชาติ ไปยังอีก 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และสระแก้ว

ในส่วนนี้ หลินฟ้า อุปัชฌาย์ ผู้จัดการด้านผู้หญิงและเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการโยกย้ายถิ่นฐาน เผยว่าเป้าหมายคือช่วยเหลือเด็กที่มีสถานะรหัส G ให้ได้รับหมายเลขประจำตัว 13 หลัก โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับผลประโยชน์ประมาณ 5,000 คนใน 3 พื้นที่

โดยดำเนินการผ่าน 3 กิจกรรมหลัก คือ สรรหาอาสาสมัคร เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ส่งเสริมความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการแจ้งเกิดและการพัฒนาสถานะทางกฎหมายให้กับสมาชิกในชุมชน แสวงหาและพัฒนาความร่วมมือ ในรูปแบบของหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคม การอาศัยทีมลงทะเบียนเคลื่อนที่แบบบูรณาการ เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่อำเภอ

รวมถึงบรรเทาอุปสรรคด้านการเดินทาง เพื่อเร่งกระบวนการ ให้ได้รับการแก้ไขปัญหาของเด็กที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางอย่างเร่งด่วนที่สุด ซึ่งโครงการดังกล่าว เราได้เริ่มดำเนินการไปแล้วกว่า 40%