Skip to content

Q2/68 จีนเที่ยวไทยวูบ 46% ‘ยุโรป-อินเดีย’ สวนกระแส

22 ส.ค. 2568 | 10:20น.
Q2/68 จีนเที่ยวไทยวูบ 46% ‘ยุโรป-อินเดีย’ สวนกระแส

ททท.เผยต่างชาติเที่ยวไทยไตรมาส 2/68 จำนวน 7.17 ล้านคน สร้างรายได้รวม 3.12 แสนล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับปีก่อน ชี้เป็นสถานการณ์ช่วงโลว์ซีซั่น จีนยังหดตัวหนัก นักท่องเที่ยวหายไปร้อยละ 46 ขณะที่ “ยุโรป-อินเดีย-อิสราเอล” ยังโตแรง

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวระหว่างประเทศของไทยในช่วงไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน 2568) ปีนี้ว่า มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 7.17 ล้านคน สร้างรายได้รวมประมาณ 312,000 ล้านบาท ลดลงทั้งด้านจำนวนและรายได้ ร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567

โดยระดับการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ในระดับประมาณ 80% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 (ปี 2562) แต่หากเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม- มีนาคม) ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสูงของไทย พบว่าไตรมาสสองนี้มีจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดลงร้อยละ 25 ซึ่งสอดคล้องกับการเข้าสู่ช่วง Low Season หรือฤดูกาลท่องเที่ยวต่ำ รวมถึงการหดตัวของตลาดหลักในภูมิภาคเอเชีย

นทท.อาเซียนหดตัว 10%

โดยตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียนลดลงร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยประเทศที่มีการเติบโตในเชิงบวก ได้แก่ เมียนมา (+21%) และฟิลิปปินส์ (+33%) ขณะที่ตลาดหลักอื่น ๆ เช่น เวียดนาม (-39%) กัมพูชา (-35%) ลาว (-22%) อินโดนีเซีย (-10%) มาเลเซีย (-7%) และสิงคโปร์ (-4%) หดตัวอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุหลักมาจากนโยบายของจีนที่ให้ฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวจาก 10 ประเทศในอาเซียน ส่งผลให้จำนวนที่นั่งบินจากอาเซียนไปจีนเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงกรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจากกัมพูชาลดลงถึงร้อยละ 35

ตลาดจีนหายไป 46%

ส่วนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านจำนวนและรายได้ โดยลดลงร้อยละ 37 และ 39 ตามลำดับ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนลดลงถึงร้อยละ 46 สะท้อนถึงความกังวลด้านความปลอดภัย และความนิยมเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกว่า 1.95 ล้านคน (+156%) และลาว ที่ได้รับอานิสงส์จากรถไฟลาว-จีน

ขณะเดียวกัน งาน Event ระดับโลก เช่น เทศกาล Coachella ในสหรัฐ และ World Expo 2025 ที่ญี่ปุ่น ก็เบี่ยงเบนความสนใจนักท่องเที่ยวจากไทยไปยังประเทศเจ้าภาพกิจกรรม

“ยุโรป-อิสราเอล” ยังโตแรง

ด้านภูมิภาคยุโรปและอิสราเอลกลับมาเป็นดาวรุ่งในการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจากยุโรปมีการเติบโตดี เช่น อิตาลี (+31%) อิสราเอล (+29%) เยอรมนี (+22%) และสหราชอาณาจักร (+21%) ส่วนหนึ่งมาจากกระแสความนิยมประเทศไทยในซีรีส์ The White Lotus Season 3 ที่ถ่ายทำในไทย

รวมถึงการเปิดเส้นทางบินตรงใหม่จากยุโรปหลายเส้นทาง ช่วยเพิ่มจำนวนที่นั่งบินเข้าไทยถึงร้อยละ 28 รวมถึงวันหยุดเทศกาลอีสเตอร์และปิดภาคเรียนก็ส่งเสริมการเดินทางในช่วงนี้

เศรษฐกิจทุบสหรัฐชะลอ

ขณะที่ในภูมิภาคอเมริกาการเติบโตโดดเด่น เช่น ตลาดอาร์เจนตินา (+25%) และบราซิล (+12%) ส่วนตลาดสหรัฐ เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3 และแคนาดาติดลบร้อยละ 0.1 จากภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน อัตราแลกเปลี่ยนเงินอ่อนค่า และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของรัฐบาลแคนาดา

ทั้งนี้ ททท.ยังคงเดินหน้าเจาะตลาด Health & Wellness กลุ่มกำลังซื้อสูงในภูมิภาคนี้ โดยจัดกิจกรรม Trade Meet 2025 พร้อม Post Trip สำรวจเส้นทางศักยภาพในหลายจังหวัดทั่วไทย

“อินเดีย-เอเชียใต้” ยังแกร่ง

สำหรับตลาดอินเดียยังคงเป็นกลุ่มหลักของภูมิภาคเอเชียใต้ โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และครองสัดส่วนมากถึงร้อยละ 86 ของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ โดยไทยยังติดอันดับ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย รองจากสหรัฐ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ตลาดรองในเอเชียใต้ที่เติบโตดี คือ ศรีลังกา (+86%) ปากีสถาน (+33%) ขณะที่ เนปาล ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ส่วนบังกลาเทศชะลอตัวจากปัญหาทางการเมืองและข้อจำกัดด้านวีซ่า

โอเชียเนีย-ตะวันออกกลาง ฟื้นดี

นอกจากนี้ ในส่วนของนักท่องเที่ยวจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มีแนวโน้มฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิด โดยมีจำนวนที่นั่งบินเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 และ 13 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคจากพฤติกรรมนิยมเที่ยวในประเทศ และภัยพิบัติธรรมชาติในออสเตรเลีย เช่น น้ำท่วม พายุไซโคลน เช่นเดียวกับตลาดตะวันออกกลางที่มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 โดยเฉพาะช่วงวันหยุดรอมฎอน และ Eid al-Adha

“ภาพรวมของการท่องเที่ยวไทยในไตรมาส 2 ปี 2568 เผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งจากการหดตัวของตลาดหลักในภูมิภาคเอเชีย สถานการณ์การเมืองระดับภูมิภาค และการแข่งขันที่สูงขึ้นจากประเทศเพื่อนบ้าน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน” นางสาวฐาปนีย์กล่าว