‘หมอสุภัทร’ เปิดใจเหตุผลถูกตั้งกรรมการสอบวินัย ปมจัดซื้อ ATK-โพสต์เฟซบุ๊ก พร้อมตั้งคำถามใหญ่ถึงอนาคตการปฏิรูประบบราชการไทย
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่ายภาคประชาชน จัดเสวนาเวที “กระจายอำนาจ ปฏิรูประบบราชการไทย ให้กำลังใจหมอสุภัทร” โดยมี นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชน, นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล (รพ.) สะบ้าย้อย จ.สงขลา และภาคประชาชนร่วมให้กำลังใจเข้าร่วม ณ ห้องเอนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ปทุมวัน
เวลา 13.30 น. เข้าสู่ช่วง “เปิดใจ” กับ นพ.สุภัทร โดยได้กล่าวถึงที่มาของ “ปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ว่า ไม่ใช่เพียงความคิดเห็นส่วนตัว แต่เป็นการหารือร่วมกันของชมรมแพทย์ชนบท และเครือข่ายแพทย์ รพ.ชุมชน ภายหลังได้รับข้อมูลจาก รพ.ในกรุงเทพฯ ว่าไม่สามารถรองรับผู้ป่วยโควิด-19 ได้แล้ว ไม่มีเตียงพอที่จะรับผู้ป่วย ห้องฉุกเฉินบางแห่งต้องปิดรับ และมีผู้เสียชีวิตต่อเนื่อง
โดยได้ปรึกษากับเพื่อนที่เป็นแพทย์ รพ.ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ได้สะท้อนมาว่า รักษาไม่ไหวแล้ว และพบว่า ไม่มีใครลงไปแก้ปัญหาในชุมชนรวมถึงการตรวจ ATK ขณะที่ รพ. ตามต่างจังหวัดมีการตรวจ ATK ในชุมชนเพื่อควบคุมโรค
“จากการหารือ ก็ได้ข้อสรุปว่าจะมีปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุง โดยความยากที่สุดในการบุกกรุง ไม่ใช่ผม แต่คือแพทย์จากจังหวัดอื่น ๆ ชุดแรกจาก 6 รพ. ว่าจะลงพื้นที่ตรงไหน จึงได้มีการเริ่มประชุมกันเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ปี 2564 โดยมีความตั้งใจที่จะบุกกรุงเป็นเวลา 3 วัน และได้ติดต่อไปยังทีมชุมชน จึงได้รับข้อเสนอจากทีมชุมชน ให้ลงพื้นที่สลัม หรือชุมชนแออัดเป็นหลัก ซึ่งจึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง เนื่องจากกลุ่มที่ลำบากที่สุดในกรุงเทพฯ คือกลุ่มที่อยู่ในชุมชนแออัด โดยได้รับความช่วยเหลือจากทีมชุมชนในการประสานสถานที่ การจัดคิว และการจัดทำข้อมูล” นพ.สุภัทร กล่าว
นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า เหตุการณ์ต่อมาคือ เราจะเอา ATK ที่ไหนมาตรวจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมาก เนื่องจากเพิ่งเริ่มมีการใช้และ ATK ก็มีราคาสูง ซึ่งทาง รพ.จะนะได้เริ่มใช้ ATK เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 จำนวน 500 คนต่อวัน ใช้แพทย์ 500 คนในการตรวจ ถือเป็นการช่วยคนในชุมชนรวมไปถึงประชาชนประเทศเพื่อนบ้านได้ จึงมั่นใจว่าการใช้ ATK สามารถทำได้และรายงานผลแม่นยำ และสามารถจัดซื้อได้ในราคา 230 บาท จากราคากลาง 350 บาท พร้อมเงื่อนไขส่งมอบถึงพื้นที่หน้างานและเครดิตการชำระ 180 วัน
นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า สิ่งที่เราไม่เคยเปิดเผยในตอนนั้นคือ ระบบปฏิบัติการหลังบ้าน ทุกท่านก็จะเห็นแต่หน้าบ้านที่มีแพทย์ใส่ชุด PPE ออกตรวจ ATK ทั่วกรุง โดยการปฏิบัติการแพทย์ชนบทบุกกรุงในครั้งแรก มีแพทย์ 6 ทีม ตรวจประชาชนประมาณ 20,000 ราย พบเชื้อร้อยละ 16 ต่อมาในการบุกกรุงครั้งที่ 2 ใช้เวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 21-23 กรกฎาคม 2564 มีแพทย์ 16 ทีม ตรวจราว 30,000 ราย แต่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น จึงต้องดำเนินการครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 4-10 สิงหาคม 2564 รวมแพทย์จำนวน 45 ทีม แพทย์กว่า 500 คน รวมพลังตรวจประชาชนเป็นจำนวนมาก ประกอบกับมีทีมชุมชนในการหาพื้นที่ วันละ 45 ทีมในการออกชุมชนหาพื้นที่ และทีมสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
ในการช่วยออกแบบโปรแกรมลงทะเบียนและคีย์ข้อมูลเพื่อเป็นหลักฐานในทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนตัวผู้ที่มาตรวจ และผลการตรวจ เพื่อนำกลับมาเบิกที่ สปสช.ได้ เนื่องจาก สปสช. กำหนดอัตราการชดเชยไว้ที่ 420 บาทต่อเคส ซึ่ง รพ.จะนะ ใช้เงินซื้อ ATK ไปจำนวน 10 ล้านบาท เบิกกลับมาได้ที่ 17 ล้านบาท มีส่วนต่างเพื่อเป็นเงินบำรุง รพ.จะนะ ไม่ได้เอาเงินเข้าชมรมแพทย์ชนบท ดังนั้น ระบบปฏิบัติการหลังบ้านเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด และไม่เคยได้บอกใคร

ส่วนกระบวนการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยนั้น นพ.สุภัทร ระบุว่า ในช่วงโควิด-19 ชมรมแพทย์ชนบทมีทรรศนะในการบริหารจัดการสู้ภัยโควิดอยู่หลายกรณีที่แตกต่างจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยเหตุการณ์ที่ชัดที่สุดอย่างหนึ่งคือ เราเคยทักท้วงเรื่อง การจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค (Sinovac) 12 ล้านโดสสุดท้าย ในช่วงปี 2565 ที่โควิดเริ่มซา แต่ สธ. มีความพยายามในการจัดซื้อวัคซีนซิโนแวค 12 ล้านโดส เป็นจำนวน 6,000 ล้านบาท ขณะที่ยังมีวัคซีนเหลือคงค้างใน รพ. ประกอบกับคนไม่ยอมฉีดแล้ว
โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และคณะกรรมการมีความเห็นว่าควรจัดซื้อไม่เกิน 3-6 ล้านโดส แต่สุดท้าย มติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบที่ 12 ล้านโดส จึงมองว่า เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ และสุดท้ายก็มาทิ้งจริง ๆ คือ เอาวัคซีนที่ตกค้าง เอาไปเก็บไว้ รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อนำไปฉีดให้ประชาชน แต่ในความจริงแล้ว แต่ละโดสของวัคซีนใกล้หมดอายุมากแล้ว
“ข้อท้วงติงจำนวนมากเหล่านี้ เป็นประเด็นสำคัญ บุคลิกของชมรมแพทย์ชนบท เหมือน NGO ในวงการสาธารณสุข หมวกหนึ่งเราเป็นข้าราชการ เราต้องทำตามระเบียบและวินัย อีกหมวกหนึ่งเราเป็นประชาสังคม หากไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ให้ความเห็นหรือปรับให้ดีขึ้น แล้วมันจะใช่หรือ” นพ.สุภัทร กล่าว
นพ.สุภัทร กล่าว ตนเคยถูกกรรมการสอบอีกเรื่องหนึ่งคือ เวลาตนโพสต์เฟซบุ๊กเรื่องช่วยชาวบ้านจะนะที่เข้ามาประท้วงที่กรุงเทพฯ เรื่องนิคมอุตสาหกรรม จึงถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยเรื่องการโพสต์เฟซบุ๊ก ตนจึงชี้แจงว่า ตนไม่ได้ไป และตนโพสต์เฟซบุ๊กหลังเวลาราชการ แต่กรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า การเป็นข้าราชการนั้น ต้องเป็น 24 ชั่วโมง ไม่สามารถที่จะให้ความเห็น การแสดงความเห็นขัดแย้งกับนโยบายรัฐบาลเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและไม่สามารถทำได้ ผิดวินัยและเสื่อมศักดิ์ศรีของราชการ ตนจึงโดนตักเตือนไป
สิ่งเหล่านี้สะสมมาเพราะตนโดนสอบสวนวินัยมาเป็น 10 เรื่อง จึงเป็นต้นเหตุนำมาสู่การย้ายตนออกจาก รพ.จะนะ และนำมาสู่การหาหลักฐานต่าง ๆ ใน รพ.จะนะว่ามีข้อกล่าวหาหลายเรื่อง นำมาสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย
“แต่การสอบสวนวินัยที่ร้ายแรงที่สุดคือ การจัดซื้อ ATK โดยมีความเห็นของกรรมการสอบสวนวินัยเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ให้ผมพ้นจากราชการ แต่ยืนยันได้ว่าการจัดซื้อ ATK ไม่ได้ผิดระเบียบแต่อย่างใด และคิดว่าสู้ในระบบไม่ไหวแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ก็มีทำเอกสารชี้แจง ตอบคำถามไป ทุกคนในกลุ่มแพทย์ชนบทจึงมองว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกระจายเรื่องเป็นสาธารณะ นำมาสู่การเปิดเรื่องต่อสาธารณะ ซึ่งก็ได้รับกำลังใจอย่างล้นหลามอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อนในชีวิต จึงต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ช่วยอย่างยิ่ง” นพ.สุภัทร กล่าว
นพ.สุภัทร กล่าวถึงสิ่งที่ตนได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า ตนรู้สึกว่า ข้าราชการเป็นอาชีพที่มีความหมาย และยังมีข้าราชการในพื้นที่ดี ๆ อีกมากมาย แต่กลับถูกจำกัดโดยกฎระเบียบจนแทบจะขยับตัวไม่ได้ ซึ่งตอนแรกตนเข้าใจว่าที่ตนโดนสอบสวนและลงโทษด้านวินัย เอามีดมาปักหลังไว้ เพื่อจะได้พูดมากไม่ได้ แต่ไม่คิดว่าจะให้ออกจากราชการ จนสิงหาคม 2567 ตนได้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรไปจำนวนมาก แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากกรรมการสอบสวนวินัย จึงทำหน้าที่ตนต่อไป
“หัวใจสำคัญที่สุดของกรณีนี้ ก็คงต้องให้ถึงการปฏิรูประบบราชการ เรื่องของธรรมาภิบาลในภาครัฐ จะทำให้ข้าราชการมีอิสระหรือมีโอกาสพอสมควรในการออกมาบอกกล่าวสังคม ข้าราชการพอรู้เรื่องทุจริตภายในแม้ไม่มีหลักฐาน แต่เราพูดมาก โดน เราเห็นสิ่งที่ไม่มีประสิทธิภาพและเราอยากทำในสิ่งที่ดีกว่า โดน ราชการขยับตัวลำบาก” นพ.สุภัทร กล่าว
นพ.สุภัทร กล่าวอีกว่า แล้วเราจะปฏิรูประบบราชการอย่างไร ให้ข้าราชการมีความสามารถในการเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม และมีความปลอดภัยเพียงพอในการออกมาขับเคลื่อนต่อชุมชนและชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้ก็ออกมาไม่ได้จริง ๆ ออกมาแล้วโดน เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ของสังคม