Skip to content

ศักยภาพเวียดนาม ดึงทุนใหญ่ กับโซลาร์ฟาร์มทางเลือกใหม่พลังงานของชาติ

05 ก.ย. 2568 | 08:50น.
ศักยภาพเวียดนาม ดึงทุนใหญ่ กับโซลาร์ฟาร์มทางเลือกใหม่พลังงานของชาติ
รายงานพิเศษ : โดยสุวัฑ แซงลาด

เวียดนาม ถือว่ามีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์สูงที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน โดยเฉพาะในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศ ซึ่งมีค่าความเข้มรังสีของแสงอาทิตย์เฉลี่ยอยู่ที่ 4.5–5.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเมตรต่อวัน สิ่งที่ทำให้เวียดนามโดดเด่นไม่ใช่แค่สภาพธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสนับสนุนด้านนโยบายอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะโครงการรับซื้อไฟฟ้าในราคาส่งเสริม (Feed-in-Tariff หรือ FiT) ซึ่งช่วยให้เกิดการขยายกำลังผลิตอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2019 ถึง 2021

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผล ได้แก่ 

  • พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในจังหวัดภาคใต้และภาคกลาง
  • การสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านมาตรการ FiT
  • โครงข่ายส่งไฟฟ้าที่มีการพัฒนาในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง
  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น พร้อมกับความจำเป็นในการกระจายแหล่งพลังงานและลดการพึ่งพาฟอสซิล

เมื่อไม่นานมานี้ ประชาชาติธุรกิจ มีโอกาศเดินทางร่วมกับ KH Academy ไปเยือนโรงไฟฟ้า บี.กริม เพาเวอร์ เวียดนามที่มีกำลังการผลิตติดตั้งอยู่ที่ 257 เมกะวัตต์พีค (MWp) สามารถผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยได้ประมาณ 300,000 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี แม้ผลผลิตในแต่ละปีจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ แต่ถือได้ว่าสามารถป้อนไฟฟ้าให้กับเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบี.กริม เพาเวอร์ จะจำหน่ายให้กับ EVN หรือการไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity) เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติของเวียดนามที่เป็นรัฐวิสาหกิจ มีบทบาทหลักในการครอบครองและผูกขาดระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้าในประเทศ และเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ มีหน้าที่วางแผน ออกนโยบาย และควบคุมตลาดไฟฟ้าของเวียดนาม (เทียบได้กับ EGAT ของไทย) ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ได้ทำไว้กับ EVN

ในช่วงที่พัฒนาโครงการ บี.กริม เพาเวอร์ ได้รับสิทธิประโยชน์จากโครงการ FiT ซึ่งทำให้สามารถขายไฟฟ้าให้กับ EVN ได้ในอัตรา 9.35 เซนต์สหรัฐ/กิโลวัตต์ชั่วโมง ถือเป็นแรงจูงใจที่ดีมากสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ก่อนวันที่ 30 มิถุนายน 2019 ส่วนในด้านกฎหมายและขั้นตอนการลงทุน ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นที่ได้ให้คำแนะนำและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ

โซล่าฟาร์ม ในจังหวัดฟู้เอียน

แนวโน้มพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนาม?

ศักยภาพของพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามยังมีอีกมาก เนื่องจากเวียดนามได้เข้าร่วม COP26 (การประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26) และให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียว ดังนั้นพลังงานหมุนเวียนรวมถึงพลังงานลมและแสงอาทิตย์ยังมีโอกาสอีกมากในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหลังจากที่โครงการ FiT สิ้นสุดลง การลงทุนในฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์อาจเผชิญกับความยากลำบากในการคำนวณความคุ้มค่าและการจัดหาเงินทุนจากธนาคาร การลงทุนในระบบโซลาร์รูฟมีโอกาสมากกว่า เนื่องจากนโยบายการซื้อไฟฟ้าโดยตรงมีผลบังคับใช้แล้ว และความต้องการติดตั้งโซลาร์ในนิคมอุตสาหกรรมก็มีสูงมาก

มาตรการหนุนใช้พลังงานสะอาดจากรัฐบาลเวียดนาม

ปัจจุบันรัฐบาลเวียดนามมีมาตรการจูงใจหรือส่งเสริมให้ครัวเรือนและประชาชนทั่วไปหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยได้ออกข้อกำหนดเกี่ยวกับการผลิตและใช้ไฟฟ้าเพื่อการบริโภคเอง นอกจากนี้ การติดตั้งระบบโซลาร์รูฟขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 1 เมกะวัตต์) ไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้า ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนหันมาติดตั้งระบบโซลาร์รูฟมากขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังได้รับการยกเว้นภาษีในช่วง 4 ปีแรก และลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง 50% ในช่วง 9 ปีถัดไป รวมถึงได้รับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบคงที่ที่ 10% เป็นระยะเวลา 15 ปี แทนที่จะเป็นอัตราปกติที่ 20%

แผน PDP VIII ปัจจัยสำคัญการลงทุนในเวียดนาม

แผน PDP VIII หรือแผนพัฒนาพลังงานแห่งชาติฉบับที่ 8 ของประเทศเวียดนาม (Power Development Plan VIII) ที่ได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อเดือน เมษายน 2568 เป็นแผนที่มีโครงสร้างชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้นักลงทุนอย่างบี.กริม พาวเวอร์ สามารถจัดลำดับโครงการให้สอดคล้องกับแผนพลังงานแห่งชาติ โดยให้ความชัดเจนว่าเทคโนโลยีใดได้รับการสนับสนุน และควรนำมาใช้เมื่อใด

ส่งผลให้บี.กริม พาวเวอร์ จัดลำดับความสำคัญในการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม LNG และในอนาคตคือไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งสามารถสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนระยะยาวของเวียดนาม นอกจากนี้ยังช่วยให้บี.กริม พาวเวอร์ วางแผนการจัดงบประมาณด้านการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่ รัฐบาลเวีดนามให้การสนับสนุนในด้านการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ แต่การดำเนินงานในภาคสนามยังคงมีความท้าทาย เช่น ความล่าช้าในการอนุมัติ การขาดความสามารถของโครงข่ายไฟฟ้า และความไม่สอดคล้องกันของกฎระเบียบระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและท้องถิ่นในระดับภูมิภาค การซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนและการเข้าถึงกรอบการรับซื้อ

โรงไฟฟ้าโซลาร์ บี.กริม หนุนพลังงานสีเขียวเวียดนาม

มร.เหงียน อันห์ ตวน ซีอีโอ บี.กริม เพาเวอร์ (เวียดนาม) เปิดเผยว่า บี.กริม พาวเวอร์เข้ามาลงทุนในเวียดนามเกือบ 10 ปีแล้ว โดยได้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Phu Yen ขนาด 257 เมกะวัตต์ในจังหวัดฟู้เอียน และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Dau Tieng 2 ขนาด 240 เมกะวัตต์ในจังหวัดเต็ยนิญ

โดย 2 โครงการนี้ได้เพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนให้กับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของเวียดนามเป็นอย่างดี ทั้งยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว และช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากการผลิตพลังงานแล้ว การดำเนินงานของเรายังสร้างงานหลายพันตำแหน่ง ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น และมีส่วนร่วมในเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศอีกด้วย

ตั้งเป้า 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030

ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโรงไฟฟ้า 62 แห่งใน 16 ประเทศ และกำลังผลิต 4,091 เมกะวัตต์ในปี 2024 ที่ผ่านมา และมีเป้าหมาย 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่สามารถทำได้ โดยปัจจุบันกำลังขยายการดำเนินงานในตลาดยุทธศาสตร์ เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน เกาหลีใต้ และยุโรป โดยเน้นการลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม LNG-to-power ที่ผสานกับไฮโดรเจน และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่

โดยอาศัยความร่วมมือในท้องถิ่น เพื่อการดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการขยายกำลังผลิต การเพิ่มสัดส่วนในพลังงานหมุนเวียนให้เกิน 50% ซึ่งถือเป็นหัวใจของพันธกิจด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของบี.กริม พาวเวอร์

มร.เหงียน อันห์ ตวน ซีอีโอ บี.กริม เพาเวอร์ (เวียดนาม)

บี.กริม พาวเวอร์ มองทิศทางพลังงานสะอาดในอนาคต

จากการพัฒนาเทคโนโลยีและการเติบโตของประชากรในปัจจุบัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นแนวโน้มหลัก และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนยังมีข้อเสียเรื่องความไม่เสถียรและการพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติ ดังนั้นทิศทางการพัฒนาจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขข้อจำกัดเหล่านี้

โดยเฉพาะ มร.เหงียน อันห์ ตวน เชื่อว่าในอนาคต เทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์จะมีการพัฒนาอย่างมาก ทั้งในด้านการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การพัฒนาเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System – BESS) จะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียน

ซึ่งในบรรดาพลังงานสะอาดทั้งหมด พลังงานแสงอาทิตย์แบบโซลาร์เซลล์ คาดว่าจะเป็นแหล่งพลังงานที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้

  • ต้นทุนที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
  • ความสามารถในการปรับขนาดและความยืดหยุ่น
  • ทรัพยากรที่มีอยู่ทั่วไปและเข้าถึงได้ง่าย
  • การสนับสนุนจากนโยบายและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง