แม้ตัวเลขการว่างงานไทยจะต่ำเพียง 0.7% แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่คือ เด็กจบใหม่กว่า 3.3 แสนคนกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ในตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยมีทั้งแรงกดดันจากเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาแทนที่งานซ้ำ ๆ และความไม่สอดคล้องระหว่างสาขาที่เรียนกับความต้องการจริงของตลาด (ข้อมูลแรงงาน : สสช. เดือน ก.ค. 2568)
บัณฑิตสายบริหาร กฎหมาย และสังคมศาสตร์ยังคงมีจำนวนมาก แต่ตลาดกลับต้องการทักษะใหม่อย่าง Data, AI และดิจิทัล ทำให้อนาคตของเด็กจบใหม่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวและการอัพสกิลเพื่อแข่งขันในโลกการทำงานยุคใหม่
ภาพรวมแรงงานปัจจุบัน : ตลาดที่เปลี่ยนเร็ว
จากรายงานการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกรกฎาคม 2568 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 59.47 ล้านคน อยู่ในกำลังแรงงาน 39.92 ล้านคน และมีงานทำแล้ว 39.60 ล้านคน ขณะที่ผู้ว่างงานมีเพียง 274,800 คน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงานเพียง 0.7% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ
แต่แม้ตัวเลขการว่างงานดูน้อย หากเจาะลึกลงไปจะพบว่า แรงงานที่จบการศึกษาใหม่ยังคงเผชิญความยากลำบาก โดยเฉพาะผู้ที่จบอุดมศึกษา เนื่องจากตลาดแรงงานเริ่มปรับตัวเข้าสู่ “ยุคเอไอ” ที่เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่งานซ้ำ ๆ และงานวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก
กว่า 3.3 แสนชีวิตที่กำลังมองหางาน
ข้อมูลจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รายงานว่า ปีการศึกษา 2566 มีผู้สำเร็จการศึกษาที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในปี 2567 รวมทั้งสิ้น 333,418 คน โดยแบ่งเป็นสาขาหลัก ๆ ดังนี้
- บริหารธุรกิจ การจัดการ กฎหมาย และบัญชี : 100,201 คน (สาขายอดนิยมสูงสุด)
- วิศวกรรมศาสตร์ การผลิต และการก่อสร้าง : 46,704 คน
- ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ : 38,779 คน
- สาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์ : 27,934 คน
- สังคมศาสตร์ สื่อสารมวลชน : 24,266 คน
- เทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) : 15,096 คน
- วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สถิติ : 14,573 คน
- บริการต่าง ๆ : 15,512 คน
- เกษตร ป่าไม้ ประมง สัตวแพทย์ : 9,338 คน
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า เด็กจบใหม่ส่วนใหญ่ยังคงเลือกเรียนสาขา “ดั้งเดิม” เช่น บริหารธุรกิจ กฎหมาย การศึกษา แต่ตลาดแรงงานกลับอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ที่เน้นทักษะดิจิทัลและการใช้ AI
AI กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการจ้างงาน
1. งานที่เสี่ยงถูกแทนที่
งานธุรการ/เสมียน : ปัจจุบันไทยมีแรงงานกว่า 1.8 ล้านคนในกลุ่มนี้ (ก.ค. 2568) ซึ่ง AI และระบบอัตโนมัติ เช่น RPA (Robotic Process Automation) สามารถทำแทนได้ในอนาคต
งานบัญชี กฎหมายพื้นฐาน : บัณฑิตกว่าแสนคนในปีนี้เลือกเรียนด้านธุรกิจและกฎหมาย แต่ AI เช่น ChatGPT, Harvey AI สามารถร่างเอกสาร สรุปรายงาน หรือช่วยตรวจสอบสัญญาได้แล้ว
งานบริการลูกค้าเบื้องต้น : Call Center และ Chatbot กำลังเข้ามาแทนที่แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีกและการเงิน
2. งานที่เติบโตมากขึ้น
วิศวกรข้อมูล นักพัฒนา AI และผู้เชี่ยวชาญไซเบอร์ : ความต้องการพุ่งขึ้นต่อเนื่อง แต่จำนวนนักศึกษาที่จบ ICT และวิทยาศาสตร์ยังมีเพียง 15,096+14,573 คน ซึ่งอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ
วิชาชีพสุขภาพ : แม้ AI จะช่วยวินิจฉัยโรค แต่บุคลากรทางการแพทย์ยังคงขาดแคลน โดยปี 2567 มีผู้จบด้านนี้เพียง 27,934 คน
อาชีพเชิงสร้างสรรค์ : แม้ AI สร้างภาพและเขียนบทความได้ แต่ตลาดยังต้องการคนที่เข้าใจ “บริบทไทย” และสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือ มากกว่าถูกแทนที่
ความท้าทายของเด็กจบใหม่ระหว่างสาขาที่เรียนกับความต้องการตลาด
ตัวเลขชี้ชัดว่า บริหาร/กฎหมาย/ธุรกิจ มีบัณฑิตจบใหม่มากที่สุด แต่ตลาดกลับไม่ต้องการแรงงานในระดับปริมาณเท่าเดิม เนื่องจากระบบอัตโนมัติและ AI ลดความจำเป็นลง ขณะที่สาย Data, Tech, AI ยังมีจบใหม่ไม่ถึง 5% ของทั้งหมด
ค่าจ้างและคุณภาพงาน
แม้อัตราการว่างงานรวมจะต่ำ แต่หลายคนต้องทำงานต่ำระดับ หรือรับค่าจ้างต่ำกว่าที่คาดหวัง โดยเดือน ก.ค. 2568 มีแรงงานทำงานต่ำระดับกว่า 107,000 คน
การปรับตัวด้านทักษะ : เด็กจบใหม่จำนวนมากยังไม่ได้รับการฝึกฝนด้าน Data Literacy, Coding, AI Tools ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของตลาดในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
แนวโน้มอนาคต : เมื่อ AI เข้าสู่ตลาดแรงงานไทยเต็มตัว อัตราการมีงานทำอาจยังสูง แต่คุณภาพงานลดลงเด็กจบใหม่จำนวนมากอาจมีงานทำ แต่เป็นงานที่ไม่ตรงสาย หรือค่าตอบแทนต่ำ ความเหลื่อมล้ำทางทักษะจะชัดเจนขึ้น ผู้ที่มีทักษะ AI/ดิจิทัลจะได้เปรียบอย่างมาก ผู้ที่เรียนสายสังคมศาสตร์หรือบริหาร ต้องเสริมทักษะใหม่เพื่อไม่ให้ถูกแทนที่ แรงงานไทยต้องแข่งขันกับแรงงานต่างชาติในตลาดเสรี บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยเริ่มใช้แรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ หากเด็กจบใหม่ไทยไม่อัพสกิล จะเผชิญปัญหา “มีงาน แต่ไม่ถูกเลือก”
ที่มา : สำนักงานสถิติแห่งชาติกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม