โซเชียลเดือด นายกฯ ใหม่เกิด ศึกการเมืองที่เล่นกันทั้งในสภาและบนมือถือ
คอลัมน์ : Pawoot.com ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
ประเทศไทยเพิ่งได้ “นายกรัฐมนตรีคนใหม่” หลังจากการเมืองที่เต็มไปด้วยความดราม่าและการต่อสู้เชิงอำนาจที่ยืดเยื้อ แต่ในขณะที่สายตาส่วนใหญ่จับจ้องไปยังการโหวตในสภา อีกเวทีหนึ่งก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน นั่นคือโลกโซเชียลมีเดีย ที่กลายเป็นสนามการเมืองคู่ขนานที่ดังก้อง จนทำให้ผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองไม่อาจเมินเฉยได้อีกต่อไป
แฮชแท็กบน Twitter หรือ X ถูกปลุกขึ้นมาทุกครั้งที่การเมืองสั่นสะเทือน ตั้งแต่การประกาศชื่อผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงช่วงนับคะแนนเสียงในสภา เราเห็นปรากฏการณ์ที่แฮชแท็กติดอันดับหนึ่งในไม่กี่ชั่วโมง และอยู่ยาวข้ามวันราวกับเป็นการลงประชามติย่อม ๆ ของประชาชนในโลกออนไลน์ เสียงที่ก้องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหน้าจอ แต่ถูกสื่อกระแสหลักหยิบไปขยายผลต่อ และในที่สุดก็กลายเป็นแรงกดดันที่นักการเมืองต้องรับมือให้ได้
ไม่เพียงเท่านั้น TikTok ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเวทีใหม่ที่ทรงพลัง คลิปวิดีโอความยาวเพียงไม่กี่วินาทีสามารถย่อยเรื่องซับซ้อนทางการเมืองให้เข้าใจง่าย สื่อสารตรงใจ และแพร่กระจายไวรัลอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิเคราะห์ท่าทีพรรคการเมือง หรือคลิปเสียดสีการทำงานของรัฐบาล ล้วนทำให้เรื่องการเมืองที่เคยดูไกลตัว กลับมาอยู่ในบทสนทนาของคนรุ่นใหม่ทุกเพศทุกวัย ขณะที่ Facebook ยังคงทำหน้าที่เป็น “ห้องประชุมใหญ่” ของผู้ใหญ่และคนทำงานที่นิยมอ่านโพสต์ยาว ๆ หรือบทวิเคราะห์เชิงลึกที่บอกเล่ามุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างจริงจัง
แต่คำถามคือ เสียงออนไลน์เหล่านี้สะท้อนความจริงของทั้งประเทศหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ทั้งหมด เพราะมันยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เสียงที่ดังในโซเชียลอาจมาจากเพียงบางกลุ่มที่ตื่นตัวและเข้าถึงเทคโนโลยีได้ดี การปั่นกระแสด้วยบอต หรือการทำแคมเปญทางการเมืองที่จัดตั้งมาก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง โซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่ภาพแท้จริงของประชาชนทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่ามันคือสัญญาณเตือนที่สะท้อนอารมณ์และทิศทางความคิดของสังคมได้อย่างทันท่วงที และบ่อยครั้งสัญญาณนี้ก็ดังพอที่จะทำให้การเมืองไทยต้องสั่นสะเทือน
สิ่งที่น่าคิดคือ ในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา แรงกดดันจากโซเชียลมีเดียผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองจริง ๆ สมาชิกสภาหลายคนต้องออกมาอธิบายจุดยืน พรรคการเมืองต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารใหม่ หรือแม้แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายก็ถูกเร่งให้เกิดขึ้น เพราะเสียงออนไลน์กดดันไม่หยุด การเมืองไทยในวันนี้จึงไม่ได้ถูกตัดสินเพียงในสภา แต่ถูกตัดสินในหน้าฟีดมือถือของพวกเราทุกคนด้วย
คำถามสำคัญต่อไปคือ นักการเมืองไทยจะรับมือกับพลังนี้อย่างไร การเพิกเฉยต่อเสียงในโซเชียลก็ไม่ต่างจากการทำงานโดยไม่มีเข็มทิศ เสี่ยงที่จะหลงทางและสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชน แต่การเชื่อเสียงออนไลน์โดยไม่คิดวิเคราะห์ก็อันตรายเช่นกัน เพราะอาจทำให้นโยบายหรือการตัดสินใจไหลไปตามกระแสที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริง ๆ นักการเมืองที่เข้าใจจะมองโซเชียลเป็นเครื่องมือที่ต้องเรียนรู้วิธีใช้ ไม่ใช่ทั้งปฏิเสธ หรือหลงตามอย่างไม่ลืมหูลืมตา
บทเรียนจากศึกเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุด ได้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าการเมืองไทยไม่อาจเดินแยกจากโลกออนไลน์ได้อีกแล้ว โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นเวทีการเมืองที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถปลุกกระแส กำหนดวาระ และกดดันผู้มีอำนาจได้ในเวลาอันสั้น การเมืองไทยในยุคดิจิทัลจึงเป็นการเมืองที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในสภาและบนหน้าจอมือถือของประชาชน
สุดท้ายแล้ว คำถามที่เราต้องหาคำตอบคือ เราจะทำอย่างไรให้เสียงออนไลน์ไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนที่ดังแล้วหายไป แต่เป็นพลังที่สร้างสรรค์ สร้างความโปร่งใส และผลักดันให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน เพราะในโลกที่ทุกคนมีไมโครโฟนอยู่ในมือ การเมืองจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป