เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยแย่มานาน เหมือนป่วยเป็นมะเร็ง ต้องเร่งให้คีโม
Finance เอกนิติ ชี้เศรษฐกิจไทยแย่มานาน เหมือนป่วยเป็นมะเร็ง ต้องเร่งให้คีโม
สสจ.เชียงใหม่ เผยยอดป่วยไข้หวัดใหญ่ปี 69 ลดลง เร่งปูพรมฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงก่อนเข้าฤดูระบาด
News สสจ.เชียงใหม่ เผยยอดป่วยไข้หวัดใหญ่ปี 69 ลดลง เร่งปูพรมฉีดวัคซีนกลุ่มเสี่ยงก่อนเข้าฤดูระบาด
MarTech ปั้นเชียงใหม่สู่ Global MICE City ดันรายได้ท้องถิ่นสะพัด
เศรษฐกิจภูมิภาค MarTech ปั้นเชียงใหม่สู่ Global MICE City ดันรายได้ท้องถิ่นสะพัด
เอกนิติ รับงบฯ ลงทุนปี’70 ลดลง เหตุไม่ต้องการหมกเม็ด-ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็น
Finance เอกนิติ รับงบฯ ลงทุนปี’70 ลดลง เหตุไม่ต้องการหมกเม็ด-ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงินจำเป็น
ราชกิจจาฯ ประกาศ ‘จักรภพ เพ็ญแข’ เลื่อนเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แทน ‘ประเสริฐ’
Politics ราชกิจจาฯ ประกาศ ‘จักรภพ เพ็ญแข’ เลื่อนเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แทน ‘ประเสริฐ’
บอร์ดบัตรสวัสดิการฯ เห็นชอบ เช็กสิทธิรอบใหม่ 19.15 ล้านคน
Finance บอร์ดบัตรสวัสดิการฯ เห็นชอบ เช็กสิทธิรอบใหม่ 19.15 ล้านคน
สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวทีถก “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”
Economic สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ จัดเวทีถก “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก”
โตโยต้า เปิดศึกดวลความเร็ว “Toyota Gazoo Racing Thailand” ปลุกเศรษฐกิจ ‘บางแสน’ คึก
Automotive โตโยต้า เปิดศึกดวลความเร็ว “Toyota Gazoo Racing Thailand” ปลุกเศรษฐกิจ ‘บางแสน’ คึก
เสี่ยง ‘ถ่วงเศรษฐกิจ’ ระยะยาวเตือน ‘ยุโรป’ อย่านอนใจ ‘คลื่นความร้อน’
World เสี่ยง ‘ถ่วงเศรษฐกิจ’ ระยะยาวเตือน ‘ยุโรป’ อย่านอนใจ ‘คลื่นความร้อน’
สองมิ่งขวัญงามอย่างไทยสู่กรุงปารีส
ข่าวในพระราชสำนัก สองมิ่งขวัญงามอย่างไทยสู่กรุงปารีส
ดูทั้งหมด

โซเชียลเดือด นายกฯ ใหม่เกิด ศึกการเมืองที่เล่นกันทั้งในสภาและบนมือถือ

10 ก.ย. 2568 | 14:14น.

คอลัมน์ : Pawoot.com
ผู้เขียน : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ประเทศไทยเพิ่งได้ “นายกรัฐมนตรีคนใหม่” หลังจากการเมืองที่เต็มไปด้วยความดราม่าและการต่อสู้เชิงอำนาจที่ยืดเยื้อ แต่ในขณะที่สายตาส่วนใหญ่จับจ้องไปยังการโหวตในสภา อีกเวทีหนึ่งก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน นั่นคือโลกโซเชียลมีเดีย ที่กลายเป็นสนามการเมืองคู่ขนานที่ดังก้อง จนทำให้ผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองไม่อาจเมินเฉยได้อีกต่อไป

แฮชแท็กบน Twitter หรือ X ถูกปลุกขึ้นมาทุกครั้งที่การเมืองสั่นสะเทือน ตั้งแต่การประกาศชื่อผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงช่วงนับคะแนนเสียงในสภา เราเห็นปรากฏการณ์ที่แฮชแท็กติดอันดับหนึ่งในไม่กี่ชั่วโมง และอยู่ยาวข้ามวันราวกับเป็นการลงประชามติย่อม ๆ ของประชาชนในโลกออนไลน์ เสียงที่ก้องนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหน้าจอ แต่ถูกสื่อกระแสหลักหยิบไปขยายผลต่อ และในที่สุดก็กลายเป็นแรงกดดันที่นักการเมืองต้องรับมือให้ได้

ไม่เพียงเท่านั้น TikTok ได้พิสูจน์ตัวเองว่าเป็นเวทีใหม่ที่ทรงพลัง คลิปวิดีโอความยาวเพียงไม่กี่วินาทีสามารถย่อยเรื่องซับซ้อนทางการเมืองให้เข้าใจง่าย สื่อสารตรงใจ และแพร่กระจายไวรัลอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นคลิปวิเคราะห์ท่าทีพรรคการเมือง หรือคลิปเสียดสีการทำงานของรัฐบาล ล้วนทำให้เรื่องการเมืองที่เคยดูไกลตัว กลับมาอยู่ในบทสนทนาของคนรุ่นใหม่ทุกเพศทุกวัย ขณะที่ Facebook ยังคงทำหน้าที่เป็น “ห้องประชุมใหญ่” ของผู้ใหญ่และคนทำงานที่นิยมอ่านโพสต์ยาว ๆ หรือบทวิเคราะห์เชิงลึกที่บอกเล่ามุมมองต่อสถานการณ์บ้านเมืองอย่างจริงจัง

แต่คำถามคือ เสียงออนไลน์เหล่านี้สะท้อนความจริงของทั้งประเทศหรือไม่ แน่นอนว่าไม่ทั้งหมด เพราะมันยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เสียงที่ดังในโซเชียลอาจมาจากเพียงบางกลุ่มที่ตื่นตัวและเข้าถึงเทคโนโลยีได้ดี การปั่นกระแสด้วยบอต หรือการทำแคมเปญทางการเมืองที่จัดตั้งมาก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง โซเชียลมีเดียจึงไม่ใช่ภาพแท้จริงของประชาชนทั้งหมด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่ามันคือสัญญาณเตือนที่สะท้อนอารมณ์และทิศทางความคิดของสังคมได้อย่างทันท่วงที และบ่อยครั้งสัญญาณนี้ก็ดังพอที่จะทำให้การเมืองไทยต้องสั่นสะเทือน

สิ่งที่น่าคิดคือ ในหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา แรงกดดันจากโซเชียลมีเดียผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองจริง ๆ สมาชิกสภาหลายคนต้องออกมาอธิบายจุดยืน พรรคการเมืองต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารใหม่ หรือแม้แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายก็ถูกเร่งให้เกิดขึ้น เพราะเสียงออนไลน์กดดันไม่หยุด การเมืองไทยในวันนี้จึงไม่ได้ถูกตัดสินเพียงในสภา แต่ถูกตัดสินในหน้าฟีดมือถือของพวกเราทุกคนด้วย

คำถามสำคัญต่อไปคือ นักการเมืองไทยจะรับมือกับพลังนี้อย่างไร การเพิกเฉยต่อเสียงในโซเชียลก็ไม่ต่างจากการทำงานโดยไม่มีเข็มทิศ เสี่ยงที่จะหลงทางและสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชน แต่การเชื่อเสียงออนไลน์โดยไม่คิดวิเคราะห์ก็อันตรายเช่นกัน เพราะอาจทำให้นโยบายหรือการตัดสินใจไหลไปตามกระแสที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริง ๆ นักการเมืองที่เข้าใจจะมองโซเชียลเป็นเครื่องมือที่ต้องเรียนรู้วิธีใช้ ไม่ใช่ทั้งปฏิเสธ หรือหลงตามอย่างไม่ลืมหูลืมตา

บทเรียนจากศึกเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งล่าสุด ได้ตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าการเมืองไทยไม่อาจเดินแยกจากโลกออนไลน์ได้อีกแล้ว โซเชียลมีเดียได้กลายเป็นเวทีการเมืองที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถปลุกกระแส กำหนดวาระ และกดดันผู้มีอำนาจได้ในเวลาอันสั้น การเมืองไทยในยุคดิจิทัลจึงเป็นการเมืองที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งในสภาและบนหน้าจอมือถือของประชาชน

สุดท้ายแล้ว คำถามที่เราต้องหาคำตอบคือ เราจะทำอย่างไรให้เสียงออนไลน์ไม่ใช่เพียงเสียงสะท้อนที่ดังแล้วหายไป แต่เป็นพลังที่สร้างสรรค์ สร้างความโปร่งใส และผลักดันให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน เพราะในโลกที่ทุกคนมีไมโครโฟนอยู่ในมือ การเมืองจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กระแสโซเชียล นายกรัฐมนตรี