ปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร 3 ชม. เพิ่มยอดขาย 25%
ปลดล็อกขายแอลกอฮอล์ 14.00-17.00 น. ดันยอดขายร้านอาหารพุ่ง 25% ผู้ประกอบการชี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณคณะรัฐบาลทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านชุดที่แล้วที่รับฟังเสียงผู้ประกอบการ ช่วยปลดล็อกขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในช่วง 14.00-17.00 น. เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว และเป็นการแก้กฎหมายที่ล้าหลังให้เข้ากับยุคสมัย
ขอชื่นชมในด้านวิสัยทัศน์และการเข้าใจบริบทของกฎหมายที่ล้าหลัง โดยเฉพาะเป็นคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ซึ่งใช้มายาวนานกว่า 53 ปี ซึ่งทางชมรมได้เรียกร้องมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ในเรื่องของการยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ที่ไม่ให้จำหน่ายแอลกอฮอล์ในร้านอาหารในช่วงเวลา 14.00-17.00 น.
ซึ่งวัตถุประสงค์ของคณะปฏิวัติ 2515 อันนี้ เดิมที่ประกาศออกมา คือไม่ต้องการให้ข้าราชออกไปนั่งดื่มในเวลางาน ซึ่งใช้กันมา 53 ปี ซึ่งบริบททางสังคมนั้นเปลี่ยนไปอย่างมากในปัจจุบัน
ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารได้เรียกร้องไปก่อนหน้านั้นหลายครั้ง ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่เปลี่ยนมาเป็นประเทศที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว และเป็นหนึ่งในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก รวมถึงเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่อยากเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว บริบทอันนี้ไม่สามารถนำไปใช้กับคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 เรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร 14.00-17.00 น. อีกต่อไป
ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารเข้าใจว่ามีหลายหน่วยงานมีความกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อเยาวชน ซึ่งทางชมรมได้เขียนและอธิบายตลอดว่า เราขอเรียกร้องให้กับเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เป็นร้านอาหารเท่านั้น ที่ให้ยกเลิกการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วง 14.00-17.00 น.
และมั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเยาวชนใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะเรามีกฎหมายในการดูแลหลายฉบับทับซ้อน ตัวอย่างไม่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ กฎหมายเมาแล้วขับก็ครอบคลุมในส่วนตรงนี้อยู่แล้ว
ที่สำคัญผมได้เน้นย้ำตลอดว่า ไม่มีอะไรดีไปกว่าการปลูกจิตสำนึก และให้ความรู้แก่ประชาชน ซึ่งมันดีกว่าการเอากฎหมายมาครอบ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถค้าขายได้ตามสภาพประเทศแห่งการท่องเที่ยว หรือตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
ตัวอย่าง ผมเองเกิดมาในยุค Gen X จะคุ้นเคยกับประโยคที่ว่า “ตาวิเศษเห็นนะ” ซึ่งเป็นแคมเปญใหญ่ในการรณรงค์ต่อเนื่องกันมาหลาย 20 ปี ในเรื่องไม่ให้คนไทยทิ้งขยะบนท้องถนน เป็นการปลูกจิตสำนึก ซึ่งฝังไปในจิตสำนึก จนมาถึงรุ่นปัจจุบันจนทำให้บ้านเมืองสะอาดจนถึงทุกวันนี้ เช่นเดียวกันกับที่ผมเคยพูดว่า ต้องขอบคุณ สสส. ที่ทำแคมเปญใหญ่เมาไม่ขับมาตลอดระยะเวลา 10 กว่าปี ทำให้ประชาชนมีจิตสำนึกเมาไม่ขับ
ที่สำคัญหากปลดล็อกคำสั่งคณะปฏิวัติฉบับนี้ไปได้ จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในกับกลุ่มภาคธุรกิจร้านอาหารให้สามารถเติบโต และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง GDP ให้กับประเทศไทยสามารถเติบโตได้ในปีนี้ รวมทั้งยังส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทยอีกทางหนึ่งด้วย เพราะทุกวันนี้ต่างชาติเมื่อเข้าไปร้านอาหาร วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่เข้าไปดื่มแอลกอฮอล์ แต่อยากเข้าไปทานอาหาร นักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็ต้องการสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาทานควบคู่ไปกับการทานอาหารด้วย
พอมีกฎหมายฉบับนี้ที่ห้ามขาย นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เข้าร้านในช่วง 14.00-17.00 น. ไปเข้าอีกทีคือช่วงเย็น ซึ่งทำให้ 14.00-17.00 น. เป็นช่วงที่ร้านอาหารค่อนข้างจะเงียบเหงา และไม่สามารถทำรายได้ได้ และยังสร้างความมึนงง และไม่เป็นมาตรฐานสากลในกับนักท่องเที่ยวที่มาจากทั่วโลก
“ขอขอบคุณที่เข้าใจในเรื่องของข้อเรียกร้องที่ชมรมได้เรียกร้องมาโดยตลอด และเข้าใจในเรื่องของบริบทและกฎหมายที่ล้าหลัง กับบริบทของประเทศในปัจจุบัน ขอขอบคุณคณะรัฐบาลทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านชุดที่ผ่านมาอีกครั้ง“
นายสรเทพกล่าวต่อว่า หลังจากมีการปลดล็อกเวลาห้ามจำหน่าย 15.00-17.00 น. จะทำให้ธุรกิจร้านอาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีรายได้ยอดขายเพิ่มอีก 20-25% เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาตลอดทั้งปี
และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารในช่วงบ่าย ๆ และมักสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มารับประทานพร้อมอาหาร ซึ่งที่ผ่านมามักมีข้อโต้เถียง หรือแสดงความไม่พอใจของนักท่องเที่ยว บางส่วนเลิกสั่งอาหารในช่วงนั้นเลย เป็นการเสียโอกาสการค้าอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตลอด
“อีกทั้งมีผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งในวันนี้มีคาเฟ่ขนาดเล็กเปิดตัวมากในไทยและมีคราฟต์เบียร์ไว้บริการ ซึ่งในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็จะมีคนไทยและต่างชาติเข้าไปใช้บริการ ที่กังวลว่าวัยรุ่นหรือหนุ่มสาวจะดื่มกันมาก ๆ ต้องบอกว่าคราฟต์เบียร์ราคาค่อนข้างสูง ขวดเล็ก ๆ ก็ 200-300 บาท จะสั่งดื่มกันเป็นโหลคงไม่ใช่ เพราะจะเสียเงินมาก เป็นการดื่มเพื่อพูดคุยกันแบบสบาย ๆ มากกว่า แต่ในร้านก็จะขายอาหาร ขนม หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ได้อีก ส่วนนี้จะสร้างรายได้อีกมหาศาล เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทาง” นายสรเทพกล่าว