มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ส่งมอบ ‘คาร์บอนเครดิต’ ในพื้นที่อนุรักษ์ฟื้นฟูป่ามากที่สุดในประเทศ 4.3 หมื่นตันคาร์บอนไดออกไซด์ ให้ 5 บริษัทมหาชนและตลาดหลักทรัพย์ สร้างรายได้ให้ชุมชน 157 ล้านบาท ปีหน้าขยายพื้นที่เพิ่มอีก 120,000 ไร่
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยในงาน MFLF Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด “วิกฤตโลก ทางออกไทย” (Global Challenges, Local Solutions at Scale) ว่า ขณะนี้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ส่งมอบคาร์บอนเครดิต 43,123 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ให้กับ 7 องค์กรเอกชน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถือเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิตจากโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าที่มากที่สุดที่เคยมีการส่งมอบในประเทศไทย จากโครงการ “คุณดูแลป่า เราดูแลคุณ การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2564 ครอบคลุม 12 โครงการ ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และพะเยา
สำหรับการส่งมอบคาร์บอนเครดิตให้ 7 องค์กรเอกชน มาจากความร่วมมือของ 14 หน่วยงานและเครือข่ายป่าชุมชน ตั้งอยู่บนรากฐาน “ปลูกป่า ปลูกคน” ที่มูลนิธิฯ สานต่อร่วมกับกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และภาคเอกชนกว่า 30 ราย ฟื้นฟูป่าชุมชนแล้วกว่า 250,000 ไร่ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดย 7 องค์กรที่รับมอบคาร์บอนเครดิต ประกอบด้วย
- บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
- ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
- บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน)
- บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน)
- บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)
- PwC ประเทศไทย
สำหรับการดำเนินโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ผ่านมามูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ขยายพื้นที่การทำงานกับชุมชนไปแล้ว 4 ระยะ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 253,914 ไร่ ใน 267 ชุมชน โดยมีประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ 138,000 คน ล่าสุดมีรายได้ที่ตกอยุ่กับชุมชนแล้ว 157 ล้านบาท

ขณะเดียวในระยะต่อไปคือ ระยะที่ 5 เป็นการดำเนินการในปี 2568 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 32,000 ไร่ และในปี 2569 ยังเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นให้ครอบคลุมอีก 120,000 ไร่
หม่อมหลวงดิศปนัดดากล่าวว่า สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้ตระหนักในช่วงนับจากนี้ คือความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) โดยคาร์บอนเครดิตเป็นแค่หน่วยที่เรานับได้ในวันนี้ แต่ความหลากหลายทางชีวภาพ นั่นคือ สัตว์ แมลง พันธุ์พืชต่าง ๆ ยังนับไม่ได้ และจำเป็นต้องให้ความสำคัญ
“เราต้องทบทวนการคำนวณต้นทุนของการดูแลพื้นที่ป่า โดยคำนวณถึงต้นทุนการดูแลป่าและปลูกป่าอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องคำนวณถึงต้นทุนที่จะทำให้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่านั้นสามารถที่จะอยู่รอดด้วย เพราะประเทศไทยมีความเฉพาะตัวตรงที่ว่า ในทุก ๆ พื้นที่ 1.5 ไร่ จะเจอคนอยู่ 1 คนที่อยู่ในป่าหรือมีชีวิตที่พัวพันกับป่า ดังนั้นเรื่องรายได้ของคนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่เราต้องพิจารณาในโมเดลที่เราต้องเดินต่อไปเพื่อสร้างความยั่งยืนแล้วก็อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ด้วย”
เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่าในการจัดงานเพื่อความยั่งยืนในวันนี้มีเป้าหมาย 7 ประเด็นสำคัญ คือ 1.การทำธุรกิจในวันนี้เราไม่สามารถใช้รูปแบบเดิมที่เป็นรูปแบบปกติ (business as usual) ที่เล็งเห็นถึงผลกำไรแต่อย่างเดียวได้อีกแล้ว แต่ต้องใช้วิสัยทัศน์ที่ลึกซึ้งและแนวคิดความผาสุกโดยรวม (Total Wellbeing) การดำเนินงานไม่ควรทำแค่ให้ได้ตามเกณฑ์เท่านั้น การคำนี้รวมถึงธรรมชาติอยู่ในสมการความยั่งยืนของธรรมชาติด้วย
2.โอกาสและการลงทุน ในวันนี้เราจะต้องพร้อมที่จะคว้าโอกาสจากปัญหาที่มีอยู่ และลุกขึ้นมาลงทุนด้าน Nature Credit ผ่านกลไก และงบประมาณ ที่ผ่านมาได้มีการกล่าวถึงเรื่องของกลไกงบประมาณที่มีอยู่แล้ว และความไม่เพียงพอของโครงการและงบประมาณที่ต้องได้รับการแก้ไข
3.ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงมาจากความร่วมมือ โดยได้เห็นจากตัวอย่างมูลนิธิฯที่ทำร่วมกับบริษัทเอกชนและชุมชนต่าง ๆ ปัจจุบันมีโครงการเฟสที่ 1 ออกมาแล้ว และจะมีเฟส 2 เฟส 3 ตามมาในปีถัด ๆ ไป โดยความสำเร็จเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะมูลนิธิฯ แต่เกิดขึ้นเพราะทุกท่านให้ความสำคัญกับปัญหาของประเทศ และเชื่อมั่นว่านี่คือหนึ่งในทางออกที่ทุกคนสามารถทำให้ได้ผล
4.การหาคำจำกัดความใหม่ของระยะยาว ที่ต้องมองระยะยาวที่ข้ามรุ่น (Transgenerational Vision) โดยนิยามใหม่ คือการมองในระยะยาวที่เสนอ ไม่ใช่การมองแค่ 10 ปี หรือ 15 ปี แต่ต้องใช้คำว่า “transgenerational” หรือ มองกันข้ามรุ่น เพราะผู้รับผลกระทบ จากปัญหาที่กำลังก่อขึ้นนั้น คนที่จะได้รับผลกระทบไม่ใช่คนรุ่นเรา แต่จะเป็นคนรุ่นหลังเรา หากมุมมองไม่ยาวพอ ก็จะไม่มีแผนที่จะไปให้ถึงวันนั้น และจะมองแผนแค่ 5 ปี 10 ปี ในขณะที่ปัญหาจริง ๆ อาจต้องเจอในระยะ 30-50 ปีข้างหน้า
ดังนั้นเศรษฐกิจ และความยั่งยืน จึงเป็นเรื่องเดียวกัน กำไรและความสมดุล เพราะการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ต้องมีกำไรอยู่ แต่จะต้องมีการหาสมดุลใหม่ว่าเท่าไหร่จึงจะเพียงพอ รวมทั้งต้องมีการแก้ความเสี่ยง และปัญหาที่กำลังคืบคลานเข้ามา ซึ่งรวมถึงผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่สูงขึ้นต่อประสิทธิภาพ และสุขภาพอนามัยของพวกเราควบคู่กันไปด้วย
5.กลไกการขับเคลื่อน การขับเคลื่อนสิ่งนี้จะเกิดขึ้นด้วยตัวเองไม่ได้ กฎกติกาใหม่และบทบาทของภาคส่วนต่าง ๆ ต้องมีการหากฎกติกาใหม่ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ สิทธิในการจัดการพื้นที่ ยกตัวอย่างว่า หากต้องการปลูกป่า แต่คนที่อยู่บนภูเขาหรือบนดอนยังไม่มีสิทธิในการจัดการพื้นที่ทางของเขาเอง การพิจารณากฎกติกาเหล่านี้ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มองให้เห็นถึงผลกระทบและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น ส่วนการป้องกันการครอบงำต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้ธุรกิจเข้าไปครอบงำการพัฒนา ที่ตั้งใจจะให้เกิดกับชุมชน
6.ศักยภาพของภาคเกษตรไทยมีศักยภาพสูงมากในการเติบโต ภาคเกษตรเป็นหนึ่งในไม่กี่ Sector ที่เราสามารถควบคุมได้ตลอดสายโซ่อุปทาน (supply chain) หากเราสามารถเข้าไปปรับเรื่องประสิทธิภาพ ปลดล็อคเรื่องของต้นทุนน้ำ ต้นทุนดิน ส่งเสริมการวิจัยและการผลิตอย่างจริงจังเรื่องของการแปรรูป และเริ่มผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ ความต้องการป้องกันของโลกมากขึ้น มีความเชื่อมั่นว่าสามารถเพิ่ม GDP ของประเทศได้ โดยที่สามารถสร้างและกระจายรายได้ให้กับชุมชนได้ด้วย
และ 7.เดิมพันของเราสูงมาก เราอยู่ในเส้นทางที่ถอยไม่ได้แล้ว ต้องเดินไปข้างหน้า แต่เราใช้วิธีการเดิมๆในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้อีกแล้ว ทุกคนต้องกลับไปทบทวนและลุกขึ้นมาหาแนวทางในการดำเนินการ หาทางเลือกในการดำเนินการ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ cause of action ถ้าทำจะส่งผลอย่างไร กับ cause of inactionถ้าไม่ทำจะส่งผลอย่างไรกับอนาคต