เจ้าสัว ‘ตัน ภาสกรนที’ ถอดรหัสโจทย์ความยั่งยืน 2025 ทุกคนออกแบบธุรกิจให้เติบโตได้ ด้วยแบบฉบับของตัวเอง
“ประชาชาติธุรกิจ” จัดงานสัมมนา “PRACHACHAT ESG FORUM 2025 The TURNING POINT #ตีแตก sustainability” ณ แกรนด์ฮอลล์ ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก (เพลินจิต)
หนึ่งในหัวข้อภายในงานคือ “ความยั่งยืน…ที่ออกแบบได้” โดย “ตัน ภาสกรนที” กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ต้องมีความฝัน-เป้าหมายนอกจากเงิน
ตัน ภาสกรนที เผยว่า การทำธุรกิจปัจจุบันกับอดีตแตกต่างกันมาก อดีตทำธุรกิจคำนึงถึงแต่ผลกำไร แต่ตอนนี้ต้องมีความฝัน มีเป้าหมายที่นอกจากเงินแล้วจะต้องทำอะไรกับตอนท้ายชีวิตของเรา เราไม่ได้สนใจแค่ความสวยงาม ความดี ตอนนี้ไม่อยากได้เงินเพิ่มขึ้นโดยที่ไม่มีความสุข ต้องมีความสุขด้วย
ย้อนความไป การเอาอิชิตันไปต่างประเทศ จุดเริ่มต้นคือเห็นเด็กที่อินโดนีเซียเยอะมาก จึงเป็นจุดที่ตัดสินใจลงทุนที่นั่น โดยมองว่าเป็นอนาคตที่น่าลงทุน แต่สิ่งที่เห็นนั่นเป็นเพียงหน้าเดียว ตอนนั้นหุ้น 29.75 บาท และลดลงไปเรื่อยๆ ต่ำสุดเนื่องจากเรื่องภาษี เหลือ 3 บาท จากอินโดนีเซียเพียงแห่งเดียวก็ลดไป 10 บาท
แต่ผมนั้นหาใช่หมูที่กลัวน้ำร้อน ตอนนั้นตลาดชา 7 หมื่นล้าน มาร์เก็ตแชร์ 6 หมื่นเจ้า แต่เรามาใหม่ เราคิดว่าเราเจ๋งแต่เขาไม่รู้จักเรา จึงขาดทุนทุกขวด เพราะค่าขนส่งแพงกว่าต้นทุนการผลิต กว่า 90% เป็นคนยากจน แต่มีคนรวยเหมือนจีนที่แม้ว่าคนรวย 3% แต่ก็ยังมากกว่าคนไทย
ตอนนั้นสังเกตว่าทุกซูเปอร์มาร์เก็ตมีชาไทย (Thai Milk Tea) และขายราคาแพงมาก จึงได้ข้อมูลว่าคนอินโดมาไทยต้องซื้อชาไทยดื่ม เป็นซิกเนเจอร์ ถ้าจะสื่อสารให้เขารู้จักเราเป็นเรื่องยากมาก
ซึ่งครั้งนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เสียความมั่นใจ จากกำไร 100 ล้าน ลดเหลือ 40 ล้าน เป็น 7 ปีที่ทำให้หลายคนเรียกว่าคุณตัน 9 ชีวิต
ตันเล่าต่อว่า สิ่งที่ทำมาตลอดและต่อเนื่องคือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะตนเรียนจบ ม.3 เข้าใจเพียงเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคแบบพื้นฐานที่มองเห็นและไม่เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมใหม่ ๆ เช่น TikTok อย่างนั้นไม่เข้าใจ จึงซื้อที่ดินและทำอสังหาฯมาตลอดชีวิต เพราะเป็นความชอบและเข้าใจ
โดยยกตัวอย่าง “นิมมาน” ว่าเป็นความฝัน ตนไม่ได้เก่งแต่เน้นเรื่องการติดตาม การทำธุรกิจดูแบบอย่างจากต่างประเทศ เล็งเห็นแบบอย่างจากชิบูย่า และมั่นใจว่าด้วยศักยภาพที่เป็นจุดเริ่มต้นจะสามารถเป็นชิบูย่าได้ การลงทุนครั้งนั้นใช้เงินไปมากกว่า 4 พันล้าน ทำโรงแรม, พลาซ่า, Think Park Shibuya และวันนิมมาน ใช้เวลากว่า 13 ปีจึงสำเร็จผลในที่สุด
หากมุ่งมั่นทำธุรกิจจริงจังไม่เลิก นิมมานที่ประสบความสำเร็จทั้งหมด เรานำเข้ามาให้ พาวเวอร์ตรงนั้นสำคัญกว่าเราอีก หากเริ่มไม่มีเขามันก็ไปไม่รอด ไม่อดทนไม่เป็น ใครขายที่ดินให้นอกจากนิมมานก็ไม่สนใจ ถ้าไม่โฟกัสไม่มีทางประสบความสำเร็จ
“ในชีวิตผมชอบทำลายสถิติ ชอบทำงานปาฏิหาริย์ ส่วนใหญ่ไปริเริ่มที่ไหนก็ประสบความสำเร็จ”
ตันยังได้พูดถึงตลาดนินจา ที่ชลบุรีด้วยว่า ตนมักชอบไปลงทุนที่ที่มีนักท่องเที่ยวแต่ยังไม่เจริญ โดยสามารถสร้างขึ้นมาจากภาพหนึ่งเป็นอีกหนึ่งภาพ แต่ต้องใช้เวลาและเงินเยอะมาก
เมื่อตัดสินใจซื้อ มักจะซื้อเยอะจนชนรั้วชาวบ้าน ตอนนั้นซื้อไปราว ๆ 80 ไร่ ทำตลาดนัด ใช้เวลากว่า 8 ปี เลี้ยงที่ดิน จนปัจจุบันกำลังจะกลายเป็นศูนย์การค้า ผมเปิดตลาดตอนนี้ไร่ละ 30 ล้าน กำไรจริง ๆ มาจากมูลค่าที่ดินที่เพิ่มไป 3-4 เท่า
“เป้าหมายหลักคือสร้างความเจริญให้ตัวเอง และคนรอบ ๆ ต้องได้ประโยชน์ด้วย ผมมีความภูมิใจและความสุขที่เงินซื้อไม่ได้”
ตัน เอ่ยถึงเขาชีจรรย์ ในจังหวัดชลบุรีว่า ตนเห็นอนาคตที่จะกลายเป็นเมืองที่สวยและพรีเมี่ยม เป็นเมืองเล็ก ๆ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และส่วนสำคัญต้องมาจากการที่ลงทุนด้วยตัวเองเกือบ 2 พันกว่าล้าน
หากตลาดไม่มีร้านค้าก็ไม่มีลูกค้า เมื่อไหร่ที่ขายได้ จะขึ้นค่าเช่าเท่าไหร่เขาก็ยอมจ่าย แม้ว่ามันต้องใช้เวลาในการเลี้ยงที่ดิน เหมือนที่คุณปราโมทย์ได้กล่าวไว้ก่อนหน้า คนที่จะรู้จักแบรนด์เราต้องเคยเห็น-กิน 7 ครั้ง เช่นเดียวกัน ที่ไหนเราไปบ่อย ๆ ก็จะรู้สึกใกล้ชิด ชีวิตเราสัมผัสสิ่งไหนบ่อย ๆ จะรู้สึกคุ้นเคยและอร่อย รวมไปถึงรู้สึกผูกพัน

ทำแล้วใช้คืน ความยั่งยืนแบบ ตัน ภาสกรนที
ตัน ภาสกรนที เผยอีกว่า พูดกันตามตรง ผมก็เป็นพ่อค้า สมัยก่อนก็เอาแต่กำไรอย่างเดียว ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมและสังคมเพราะตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ไม่เคยปลูกต้นไม้เลย แต่ที่เขาชีจรรย์ตอนนี้ปลูกไปแล้วกว่า 2 หมื่นต้น
แต่ก่อนคิดว่าการปลูกต้นไม้คือการซื้อต้นไม้ แต่พบว่านั่นไม่ใช่การปลูก แต่คือการย้ายต้นไม้อีกที่หนึ่งไปไว้อีกที่หนึ่ง
โดยเฉลี่ยต้นไม้จะตาย 3 ใน 10 ต้น เท่ากับไม่ได้ปลูก และยังทำต้นไม้ตายไป 30% ตอนหลังจึงเน้นการปลูก ตั้งแต่ 20 ปีก่อน จนตอนนี้เป็นกูรูทั้งเรื่องการปลูกและขนย้ายต้นไม้ จากประสบการณ์ที่ซื้อปลูกแล้วไม่โต และต้นไม้ตายระหว่างขนย้าย
ความยั่งยืนของผมก็คือ ทำแล้วใช้คืน ทำไมผมต้องไปสร้างเขาชีจรรย์ เพราะบรรพบุรุษและคนสมัยก่อนให้เรามา โลกนี้มีอะไรหลายอย่างที่คนอื่นให้เรามา ตอนที่เราใช้ของคนอื่นหมดเเล้วทำไมไม่เหลือหรือสร้างอะไรไว้ให้ใครเลย
“ผมมีปัญญาเล็กน้อย ก็เลยอยากสร้างความรู้เล็ก ๆ หรือสิ่งเล็ก ๆ ให้ อย่างน้อยผมตายไปอีก 20 ปี ก็มีคนบอกว่าในอดีตมีผู้ชายอ้วน ๆ บ้า ๆ คนหนึ่งทำสิ่งนี้ ผมรู้สึกภูมิใจมากกว่าผมมีเงินเพิ่มขึ้นหนึ่งพันสองพันล้าน เพราะมันเป็นสิ่งที่ยาก ความสุขคือการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้”
ตั้งใจก็ดังได้ ไม่ตั้งใจก็ดังได้ เก่งก็รวยได้ ไม่เก่งก็รวยได้
ตัน ภาสกรนที กล่าวอีกว่า “Tichuca Rooftop Bar” ไม่ใช่ของผม ผมเป็เจ้าของตึก ผมคุยกับดีไซเนอร์ แต่ดีไซเนอร์ก็เก่งไม่จริงเท่าไหร่เพราะใช้เงินเรา เขียนแบบแพง ใช้เงินเยอะ รูฟท็อปที่นี่ดังระดับโลกเพราะต้นไม้ต้นเดียว เป็นซิกเนเจอร์ ใครมาก็ต้องไป ที่ดังก็คือหิ่งห้อย บางทีเราจะทำแล้วหนึ่งเดียว ไม่ต้องทำอะไรเยอะ แล้วมีคนก๊อป ทั้งมาเลเซีย เวียดนาม ก๊อปเหมือนกันหมดเลย ก็ไม่ดัง
ถ้าเราเป็นคนแรก แล้วหิ่งห้อยที่เห็นเกิดจากสายไฟสระว่ายน้ำเสีย แล้วผมไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เลยลองไปห้อยดู เขาเลยบอกว่าเป็นหิ่งห้อย แต่มันคือสายไฟ แล้วดังขึ้นมา ผมเอาไปห้อยเพราะไม่รู้จะเอาไว้ไหน
เพราะฉะนั้น ถ้าอะไรมันจะใช่ มันจะดัง ไม่ต้องทำตามคนอื่น ไม่ต้องทำเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องเล็ก ๆ ก็สามารถดังได้ รวยได้ ร้านนี้ร้านเดียวก็ทำกำไรได้มหาศาล ตึกผมรายได้เยอะมาก เพราะรูฟท็อปตั้งใจก็ดังได้ ไม่ตั้งใจก็ดังได้ เก่งก็รวยได้ ไม่เก่งก็รวยได้ รวยได้ทุกอย่าง
ผมให้สัมภาษณ์บ่อย ๆ ปีนี้เศรษฐกิจดีที่สุดนับตั้งแต่นี้ไปอีก 3-4 ปี ปีนี้ยังดีอยู่ ปีต่อไปแย่กว่านี้ แล้วผมให้สัมภาษณ์ว่าเศรษฐกิจแย่ที่สุดในรอบ 40 ปี คนก็ต่อว่า
ผมชอบให้กำลังใจว่ายังมีความหวัง ลองไปหาดู เขาบอกว่าปีนี้แย่สุดในรอบ 100 ปี เพียงแต่มันเป็นจังหวะของคนหนึ่ง หายไปอยู่ที่อีกคนหนึ่งเฉย ๆ เงินมันอยู่ตรงนี้ เงินโผล่ไปโผล่มา เราจะเป็นคนได้หรือคนเสียเฉย ๆ นี่โอกาสทองของผม เพราะผมไม่มีหนี้แม้แต่บาทเดียว
“ผมจะได้ซื้อของถูกที่สุด เป็นจังหวะที่ดีที่สุด ทุกคนก็โชคดี ไม่ต้องกลัว เดี๋ยววิกฤตก็ผ่านไป ต้องเชื่อใจว่าเราไปได้ ไม่มีทางที่คนไทยจะจนหมด ต้องมีคนที่รวยขึ้น ดังนั้นขอให้คุณเป็นคนที่จะรวยขึ้นในเศรษฐกิจที่ไม่ดีครั้งนี้”
