‘บัวโวยาจ’ สืบสานผ้าขาวม้าปทุมธานี สู่แฟชั่นยั่งยืน
คณะศิลปกรรมฯ-คณะนิเทศฯ ม.กรุงเทพ ร่วมชุมชนปทุมธานี ผ่านโครงการ “บัวโวยาจ” ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าขาวม้า ผสานนวัตกรรม-ดีไซน์ร่วมสมัย สร้างแบรนด์และช่องทางตลาดจริง ดันสินค้าชุมชนสู่ความยั่งยืน ในงาน SX2025
การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นกำลังกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ล่าสุดที่งาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ต้นแบบงานมหกรรมด้านความยั่งยืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ระหว่างวันที่ 26 กันยายน-5 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการหยิบยก “บัวโวยาจ” ผลงานที่ผสานใยบัวและภูมิปัญญาผ้าขาวม้าจังหวัดปทุมธานี เข้าสู่การออกแบบและการตลาดยุคใหม่ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน
ผศ.ดร.ณัฐสุภา เจริญยิ่งวัฒนา รองคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ อธิบายว่า “บัวโวยาจ” เกิดจากเอกลักษณ์ของจังหวัดปทุมธานีที่เป็นพื้นที่ของ “ดอกบัว” และคำว่าโวยาจ มาจาก Voyage ที่แปลว่าการเดินทาง สื่อความหมายว่าเป็น “การเดินทางของดอกบัว”
กระบวนการทำงานเบื้องต้นคือ การลงพื้นที่ของคณาจารย์และนักศึกษา ได้เรียนรู้การผลิตเส้นใยและภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม โดยทุกขั้นตอนสร้างความประทับใจ เพราะต่างจากการเรียนในห้องเรียน นักศึกษาสามารถสัมผัสคุณค่าของงานหัตถกรรมจริง
“เราสอนให้เด็กเห็นตั้งแต่การผลิตจนถึงการวางตลาด ต้องรู้ว่าต้นทุนเท่าไหร่ และจะทำอย่างไรให้ออกมา ‘สวย’ และขายได้ในราคาที่เหมาะสม นี่คือบทเรียนการผสมผสานระหว่างศิลปะและธุรกิจ” ผศ.ดร.ณัฐสุภา กล่าว

ด้าน ผศ.ณัฐา อางชูโต รองคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองว่า บทบาทของนิเทศศาสตร์คือการนำผ้าขาวม้ามาสื่อสารให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่ายขึ้น ผ่านการสร้างแบรนด์และการเล่าเรื่องราว
เธอยกตัวอย่างว่า ผ้าขาวม้าปัจจุบันสามารถผสานเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติ เช่น ซับน้ำได้ดี แห้งไว ฟูนุ่ม รวมถึงการออกแบบร่วมสมัยที่ช่วยให้เสื้อผ้าน่าใส่มากขึ้น เมื่อนำเสนอด้วยกลยุทธ์การสื่อสารเชิงอารมณ์ ก็สามารถสร้างการจดจำและการบอกต่อ จนกลายเป็นแบรนด์ที่ไปได้ทั้งตลาดในและต่างประเทศ

จับมือภาคธุรกิจ ต่อยอดภูมิปัญญา
วรรณชื่น ทองเย็น Vice President-General Manager (SPT) Strategic Retail Management, Sarapad Thai Co., Ltd. เปิดเผยว่า ตลาดให้การตอบรับกับสินค้าไทยที่มีนวัตกรรมและแรงบันดาลใจอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อผ้าขาวม้านำมาปรับเป็นเสื้อผ้าหรือสินค้าที่ใส่ใจดีไซน์
สิ่งสำคัญคือการสร้างแบรนด์ สินค้าชุมชนมักมีต้นทุนสูง แต่หากมีเอกลักษณ์และเรื่องราว จะทำให้ยืนระยะได้ยาวขึ้น และสามารถขยายสู่ต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างชุมชน มหาวิทยาลัย และภาคธุรกิจ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่และตลาดยั่งยืน
วรเทพ ลิมติยะโยธิน ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนคอตตอนดีไซน์ แบรนด์ Worlacha จังหวัดปทุมธานี เล่าถึงการต่อยอดภูมิปัญญาใยบัว ซึ่งผสมกับฝ้ายจนกลายเป็นผ้าที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น รักษาความชุ่มชื้น ป้องกันรังสียูวี ไม่ร้อน ไม่ก่อให้เกิดผื่นคัน
“นี่คือเรื่องราวที่ต้องเล่าต่อ เพราะใยบัวไม่เพียงสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่ยังสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชน เกิดการปลูกบัวในท้องถิ่น และเป็นการทำน้อยได้มาก สร้างรายได้ที่ยั่งยืน” วรเทพกล่าว

นักศึกษารุ่นใหม่ตีความใยบัว
พิชยดา โพธิ์ตุ่น เล่าว่า ได้แรงบันดาลใจจากตลาดต้นไม้ นำการรีดใยบัวมาสร้างงานแฟชั่นด้วยการปักดอกไม้หลากสี เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่
ต่อมา ชนิษดา วงษ์มิตรแท้ มองว่า ผ้าขาวม้าอาจดูเชย แต่สามารถดึงดูดวัยรุ่นได้ หากออกแบบร่วมกับแฟชั่นสตรีต เธอนำแรงบันดาลใจจากการแต่งกายของคนสวนในย่านธัญบุรีมาผสมผสานกับดีไซน์ใหม่
ด้าน วรัญญา เดชรักษา ตีความใยบัวเป็นสายใยครอบครัว และเชื่อมโยงอัตลักษณ์ปทุมธานีอย่าง “ดงตาลสามโคก” ลงในเสื้อผ้าแนว Casual
และสุกฤษ กอสกุล เล่าว่า แม้เริ่มต้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่เมื่อพัฒนาร่วมกับชุมชน ก็ต่อยอดเป็นผลงานที่เชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นใหม่กับผู้ใหญ่ ผ่านแรงบันดาลใจจากศาลเจ้าในท้องถิ่น

ผลงานจากความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หยุดเพียงเวิร์กช็อปหรือการเรียนการสอน แต่ยังถูกนำวางจำหน่ายจริงในร้านสารพัดไทย (Sarapad Thai) ซึ่งเป็นช่องทางทดสอบตลาดและรับฟีดแบ็กจากผู้บริโภคโดยตรง ก่อนนำข้อมูลกลับไปพัฒนาต่อ
“เราเห็นเจเนอเรชั่นแกประหว่างคนรุ่นใหม่กับภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่เมื่อเด็ก ๆ ได้สัมผัสจริง ลงมือทำจริง ก็เกิดความเข้าใจและความผูกพัน สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริง” ผศ.ดร.ณัฐสุภากล่าวทิ้งท้าย


