เทศกาลกินเจปี 2568 กลับมาสร้างบรรยากาศคึกคักทั่วประเทศ ไม่เพียงสะท้อนความศรัทธาในวิถีบุญของชาวไทยเชื้อสายจีน แต่ยังกลายเป็นฤดูกาลทองของผู้ประกอบการหลากเซ็กเตอร์ ตั้งแต่ตลาดสด ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไปจนถึงแบรนด์ Plant-based และบริการเดลิเวอรี่ ที่ต่างเร่งปรับตัวชิงส่วนแบ่งตลาดสุขภาพและยั่งยืน มูลค่าเกือบ 5 หมื่นล้านบาท
เทศกาลกินเจ = เทศกาลทองของธุรกิจพืชผัก
เทศกาลกินเจปี 2568 ซึ่งตามปฏิทินจีนเริ่มขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคม ยังคงเป็นหนึ่งใน “ฤดูกาลเศรษฐกิจพิเศษ” ของไทยที่มีเม็ดเงินหมุนเวียนสูงสุดช่วงหนึ่งของปี โดยข้อมูลจากหลายหน่วยงานเศรษฐกิจในปีก่อน ระบุว่าตลาดอาหารเจสร้างเม็ดเงินสะพัดราว 45,900 ล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามกระแสรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
โดยปีนี้บรรยากาศคาดว่าจะคึกคักยิ่งกว่าเดิม หลังพฤติกรรมผู้บริโภคไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดกับศาสนาหรือประเพณี แต่เลือกกินเจเพราะ “อยากดีต่อร่างกายและโลก”
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกผัก ไปจนถึงผู้ผลิตอาหารและบริการเดลิเวอรี่ ต่างได้รับอานิสงส์โดยตรง
เทศกาลกินเจปี‘68 คาดเงินสะพัด 4.6 หมื่นล้าน สูงสุดรอบ 5 ปี
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเผย ผลการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ ประจำปี 2568 ระบุว่าจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จำนวน 1,272 ตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 66.0 ไม่ได้ถือศีลกินเจ ขณะที่ มีผู้ที่กินเจร้อยละ 34.0
โดยเหตุผลหลักของผู้ที่กินเจ ได้แก่
- ตั้งใจทำบุญ (ร้อยละ 19.8)
- กินเฉพาะช่วงเทศกาล (ร้อยละ 15.9)
- มีกินฟรีที่โรงเจ (ร้อยละ 14.7)
ส่วนเหตุผลของผู้ที่ ไม่กินเจ พบว่า
- ไม่มีเชื้อสายจีน (ร้อยละ 26.0)
- อาหารเจมีราคาสูง (ร้อยละ 23.0)
- สภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย (ร้อยละ 18.0)
ทั้งนี้ มีการประเมินว่า เม็ดเงินหมุนเวียนในช่วงเทศกาลกินเจปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 45,900 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็น มูลค่าการใช้จ่ายสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากปี 2567 แม้จะเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
ค้าปลีก–ซูเปอร์มาร์เก็ตชิงเปิดศึก ‘เจครบวงจร’
ในช่วงสัปดาห์ก่อนเทศกาลกินเจ บรรดาห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วประเทศต่างทยอยเปิดแคมเปญ “เทศกาลอาหารเจครบวงจร” เพื่อชิงกำลังซื้อของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น โลตัส, บิ๊กซี, แม็คโคร, Tops, CP Fresh Mart หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-Eleven ที่จัดมุม “อาหารเจพร้อมทาน” เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหลายเท่าตัว
สะท้อนภาพยืนยันว่า เทศกาลกินเจเป็นหนึ่งในช่วงยอดขายพุ่งสูงที่สุดของปี โดยเฉพาะสินค้าในหมวด ผักสด, เต้าหู้, เห็ด, เส้นหมี่, น้ำมันพืช และเครื่องปรุงเจ ที่ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงปกติ
นอกจากนี้ ร้านอาหารในศูนย์การค้าและฟู้ดคอร์ทยังปรับสูตรเมนู “เจเพื่อสุขภาพ” เช่น ลดโซเดียม ใช้น้ำมันรำข้าว และเพิ่มโปรตีนจากพืชแทนแป้งถั่วเหลือง เพื่อจับกลุ่มผู้บริโภคสายเฮลท์ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้นทุกปี
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่รายใหญ่ เช่น GrabFood, LINE MAN, Robinhood ต่างเปิดหน้า “เมนูเจประจำปี” พร้อมโปรโมชันส่วนลดและแคมเปญ “เจไม่จำกัดศาสนา” เพื่อดึงดูดกลุ่มวัยทำงานในเมืองที่นิยมสั่งอาหารเจเฉพาะบางมื้อ มากกว่าการถือศีลครบ 9 วันแบบดั้งเดิม
เห็นได้ว่า สงครามเจในตลาดค้าปลีก–เดลิเวอรี่ปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องศรัทธา แต่คือการชิงใจผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ คุณภาพ และความสะดวกในการบริโภค
Plant-based – อาหารเจนวัตกรรมขยายตลาด
อีกหนึ่งเซ็กเตอร์ที่ได้แรงหนุนเต็มๆ คือ ธุรกิจ Plant-based หรืออาหารโปรตีนทางเลือก ซึ่งกำลังเติบโตต่อเนื่องทั้งในไทยและตลาดโลก
ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ แบรนด์ผู้ผลิตอาหารโปรตีนจากพืชรายใหญ่ของไทย ต่างอาศัยช่วงเทศกาลเป็นเวทีเปิดตัวสินค้าใหม่ ทั้งเบอร์เกอร์เจ ลูกชิ้นเจ และน้ำซุปเจสูตรโปรตีนสูง
สะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลกินเจ เป็นหน้าต่างตลาดที่สำคัญ ในการทดสอบสินค้าใหม่และรับฟีดแบ็กจากผู้บริโภค ก่อนขยายสู่ตลาดสุขภาพตลอดปี โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องถือศีล แต่เลือกกิน “เจบางมื้อ” หรือ “มังสวิรัติบางวัน”
นอกจากนี้ เทรนด์ ESG และการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารการตลาดของแบรนด์ Plant-based หลายราย ที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์จาก “อาหารเจทางเลือก” สู่ “อาหารยั่งยืนของอนาคต”
ดังนั้น Plant-based ปีนี้อาจไม่ใช่แค่เมนูชั่วคราวในช่วงกินเจ แต่เป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาดอาหารไทย ที่กำลังเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพ คนรุ่นใหม่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน
บริการเดลิเวอรี่–โลจิสติกส์รับอานิสงส์
อีกหนึ่งธุรกิจที่ได้ผลเชิงบวกชัดเจนคือ บริการเดลิเวอรี่และโลจิสติกส์อาหาร ที่มีการขยายรอบการจัดส่งและเพิ่มพนักงานรับออเดอร์ในช่วงเทศกาลกินเจ
ข้อมูลจากผู้ให้บริการบางรายระบุว่า ยอดสั่งอาหารหมวด “เจ” เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงปกติ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และภูเก็ต ที่มีประชากรเชื้อสายจีนหนาแน่น
นอกจากนี้ บริการ Cold Chain หรือระบบขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ ก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย เนื่องจากความต้องการขนส่งผักสดและวัตถุดิบอาหารเจเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ร้านอาหารเจออนไลน์และครัวกลางหลายแห่ง เช่น ครัวกลางเดลิเวอรี่ หรือแบรนด์เจดังในโซเชียล ต่างเพิ่มรอบการผลิต 2–3 เท่า พร้อมออกเมนูเจใหม่ๆ ที่ถ่ายรูปสวยและเหมาะกับการแชร์บน TikTok และ Instagram
แบรนด์ F&B แข่งโปรโมชั่นเทรนด์กินเจ
ขณะที่กลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มแบรนด์ใหญ่ในไทย เช่น MK, Yayoi, S&P, Chester’s, Starbucks, Black Canyon และอีกหลายแบรนด์ในห้างสรรพสินค้า ต่างทยอยเปิดตัว “เมนูเจพิเศษ” พร้อมกิจกรรม CSR ที่เชื่อมโยงกับแนวคิดรักษ์โลก
ขณะที่ หลายแบรนด์เลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดหอม และโปรตีนจากถั่วเหลืองไทย แทนการนำเข้าเนื้อเทียมราคาสูง เพื่อควบคุมต้นทุนและลดการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิต และบางแบรนด์จับมือกับเกษตรกรท้องถิ่นภายใต้คอนเซฟต์ “From Farm to Table” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตพืชผักไทย
เจปีนี้ไม่ใช่แค่บุญ แต่คือ Branding
เพราะการทำเมนูเจสะท้อนวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การสื่อสารเชิง ESG จึงกลายเป็นจุดขายใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคหลังโควิด ซึ่งต้องการเห็น ‘แบรนด์มีจุดยืนที่ชัดเจน’ มากกว่าเพียงทำโปรโมชั่น

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ‘เจบางมื้อ’ คือเทรนด์หลัก
ภาพรวมตลาดปีนี้สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนผ่านชัดเจนจาก ‘เจแบบดั้งเดิม’ ไปสู่ ‘เจตามไลฟ์สไตล์’
คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y–Gen Z เลือกกินเจบางมื้อหรือบางวัน ตามแนวคิด ‘Flexitarian’ ที่ยืดหยุ่น ไม่เคร่งถือศีล แต่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
คอนเทนต์ในโซเชียลอย่าง TikTok และ YouTube มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นพฤติกรรมดังกล่าว โดยอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพและรีวิวอาหารเจมีผู้ติดตามหลักแสนถึงล้านคน สร้างแรงกระเพื่อมทางการตลาดจนร้านอาหารต้องปรับเมนูให้ ‘ถ่ายรูปสวย กินง่าย ราคาเข้าถึงได้’
การบริโภคเจในยุคนี้จึงไม่ได้ผูกกับศาสนา แต่ผูกกับ ‘คุณค่าชีวิต’ และ ‘ประสบการณ์’
ผู้บริโภคต้องการอาหารที่อร่อย ดูดี มีคุณภาพ และสะท้อนจุดยืนเรื่องสุขภาพหรือสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
แนวโน้มเศรษฐกิจ–มูลค่าตลาดอาหารเจ ปี 2568
เมื่อรวมภาพรวมตลาดอาหารเจ–Plant-based–ค้าปลีก–เดลิเวอรี่ และบริการที่เกี่ยวข้อง คาดว่าปี 2568 จะมีมูลค่ารวมถึง 49,500 ล้านบาท
สัญญาณเชิงบวกจากผู้ประกอบการรายใหญ่บ่งชี้ว่า “เทศกาลกินเจ” กลายเป็น แรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารไทย และเป็นโอกาสในการพัฒนาโปรดักต์ใหม่ด้านสุขภาพที่จะต่อยอดได้ทั้งปี
ภาครัฐเองก็เริ่มจับเทรนด์นี้ โดยหน่วยงานด้านเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารผลักดันให้ผู้ผลิตนำแนวคิด “อาหารปลอดเนื้อ” มาสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่อง
เจปีนี้ไม่ใช่แค่ศรัทธา แต่คือยุทธศาสตร์ธุรกิจ
เทศกาลกินเจปี 2568 จึงสะท้อนภาพเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมของไทยที่ยังเติบโตแข็งแรง ธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคเจยุคใหม่ และเชื่อมโยงกับแนวคิดสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–เทคโนโลยี จะเป็นผู้ชนะในตลาดนี้
จาก “อาหารเจเพื่อบุญ” อาจกำลังกลายเป็น “อาหารแห่งความยั่งยืน” ที่ตอบโจทย์ทั้งสังคมและเศรษฐกิจ
เทศกาลกินเจจึงไม่เพียงเป็นช่วงทำบุญของผู้คน แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการ “ทำกำไรอย่างมีคุณค่า” ของธุรกิจและซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้อง