เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ครบรอบ 10 ปี FTA ไทย–ชิลี ‘เปิดประตูสู่ละติน’ ให้สินค้าไทยยกทัพบุก

03 พ.ย. 2568 | 19:59น.

ครบ 10 ปีของความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทย–ชิลี ไม่เพียงเป็นการลดภาษี แต่คือยุทธศาสตร์ขยายฐานสู่ ‘ประตูละติน’ ที่ไทยพร้อมเดินหน้าสินค้าเกษตรคุณภาพ บริการสมัยใหม่ ร่วมมือกับชิลีในพลังงานหมุนเวียนและดิจิทัล เพื่อผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันอย่างก้าวกระโดด

จากจุดเริ่มต้นสู่ ‘ประตูละติน’

การครบรอบ 10 ปีของ FTA ไทย–ชิลี ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะถอดบทเรียนและวางยุทธศาสตร์การค้าในระดับภูมิภาค เพราะชิลีเป็นพันธมิตรประเทศแรกในอเมริกาใต้ที่ไทยลงนาม FTA โดยตรง ข้อตกลงดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยส่งออกสินค้าหลายรายการได้ลดหรือยกเลิกภาษีโดยตรง ซึ่งช่วยให้สินค้าไทยได้เปรียบเชิงราคาและแข่งขันได้ในตลาดละตินอเมริกา

ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับ นางเกลาเดีย ซันอูเอซา ริเบโรส รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศด้านเศรษฐกิจของชิลี ระหว่างการประชุม APEC Kyeongju 2025 ณ เมืองคยองจู เกาหลี เพื่อเน้นย้ำความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนเนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปีดังกล่าว

ณ ช่วงเดือน ม.ค.–ส.ค. 2568 มูลค่าการค้าระหว่างไทย–ชิลีอยู่ที่ 802.70 ล้าน ดอลลาร์ แบ่งเป็นการส่งออก 362.89 ล้าน และการนำเข้า 439.81 ล้าน ดอลลาร์ โดยตลาดชิลีอยู่ในอันดับที่ 43 ของไทย และเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 3 ในภูมิภาคอเมริกาใต้

บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์: สิ่งที่ไทยเรียนรู้จากชิลี

โลจิสติกส์ทางไกลและต้นทุน

ระยะทางข้ามแปซิฟิกทำให้ “ต้นทุนโลจิสติกส์” เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จในตลาดชิลีได้เรียนรู้การจัดการสินค้าคงคลัง การเลือกเส้นทางขนส่ง และประกันภัยสินค้าที่เหมาะสม

มาตรฐานสินค้าและข้อกำกับ

แม้จะมี FTA ช่วยลดภาษี แต่การส่งออกยังต้องผ่านมาตรฐานด้านสุขอนามัยพืชและสัตว์ (SPS) รวมถึงมาตรฐานอื่นๆ ที่เข้มงวดในชิลี ซึ่งผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัวให้ทัน

ภาษาและวัฒนธรรมธุรกิจ

ภาษาสเปนและวัฒนธรรมธุรกิจแบบละตินคืออุปสรรคที่พบเห็นได้ การมีพันธมิตรในท้องถิ่นหรือทีมงานที่เข้าใจตลาดจึงเป็นกุญแจลดความเสี่ยง

ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ

ชิลีมีจุดแข็งด้านระบบกฎหมายและความโปร่งใส ส่งผลให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับไทยทดลองตลาด ก่อนขยายไปยังประเทศอื่นในภูมิภาค

ผลลัพธ์และโอกาสในสินค้าไทย

กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ไทยมีสินค้าเกษตรหลายประเภทที่ชิลีสนใจ โดยเฉพาะ “ข้าวไทย” ซึ่งปีนี้มีคุณภาพดีและราคาที่แข่งขันได้

นอกจากนี้ สินค้าอาหารแปรรูป เช่น ทูน่ากระป๋อง สับปะรดกระป๋อง และอาหารทะเลแช่แข็ง มีแนวโน้มเติบโตสูงในชิลี

กลุ่มอุตสาหกรรม – ยานยนต์ ชิ้นส่วน และอิเล็กทรอนิกส์

สินค้าส่งออกของไทยไปชิลี ณ ช่วงต้นปี 2568 ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลแปรรูป เครื่องซักผ้าและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และพลาสติก

ภายใต้ FTA ไทย–ชิลี ชิ้นส่วนรถยนต์และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมไทยได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษี ส่งผลให้แข่งขันในตลาดนี้ได้มากขึ้น

กลุ่มบริการสมัยใหม่

ความร่วมมือระหว่างไทย–ชิลีในปีนี้ยังขยายไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Green Investment) และเศรษฐกิจชีวภาพ–หมุนเวียน (BCG Economy) ซึ่งถือเป็นแนวหน้าใหม่ของอุตสาหกรรมบริการและการลงทุน

ในด้านดิจิทัล ไทยได้แจ้งความคืบหน้าแก่ชิลีเกี่ยวกับการเจรจา “ข้อตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล” (DEFA) โดยชิลีแสดงความสนใจเชื่อมโยงกับ Digital Economy Partnership Agreement (DEPA)

ยุทธศาสตร์ต่อไป: จากชิลีสู่ละตินอเมริกาทั้งภูมิภาค

ยกระดับข้อตกลง FTA

ไทยควรผลักดันให้ FTA ไทย–ชิลี มีความทันสมัย ครอบคลุมด้านการค้าดิจิทัล (Digital Trade) และการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Green Investment) เพื่อรองรับยุคใหม่ของการค้าโลก

ชิลีมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้า

ชิลีสามารถทำหน้าที่เป็น Hub สำหรับไทยในการกระจายสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เปรู โคลอมเบีย และอาร์เจนตินา ซึ่งไทยสามารถใช้ประโยชน์จากภูมิหลังของข้อตกลงกับชิลี

เมื่อครั้งที่่นายนายจุรินทร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยระบุว่า ไทยยังมีโอกาสที่จะขยายการค้ากับชิลีได้อีกมาก โดยสามารถใช้ชิลี เป็นประตูในการส่งออกสินค้าไปยังกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา และเหมาะที่จะเป็นจุดตั้งศูนย์กระจายสินค้าของไทย ไปยังกลุ่มประเทศลาติน โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนภาคเอกชนที่จะไปลงทุนตั้งศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกให้กับสินค้าไทย

บทพิสูจน์–โอกาส–ยุทธศาสตร์การค้า

10 ปีของความตกลง FTA ไทย–ชิลี อาจไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าการค้า แต่คือ “บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์” ที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม เพราะชิลีไม่ได้เป็นแค่ “ตลาดใหม่” แต่คือ “ประตูสู่ละตินอเมริกาทั้งภูมิภาค”

ล่าสุด ไทยได้พิสูจน์ว่าถึงแม้จะห่างไกลทางภูมิศาสตร์ ก็สามารถแข่งขันได้เมื่อมียุทธศาสตร์ เมื่อมีมาตรฐาน  ความร่วมมือที่ชัดเจน

จากนี้ ผู้ประกอบการไทยอาจต้องใช้บทเรียนจากชิลีเป็นฐานขยายสู่ตลาดกว้าง ทั้งสินค้าและบริการ พร้อมมองไปข้างหน้าอย่างรอบด้าน