การประชุมโลกร้อน COP30 ที่เบเลง บราซิล ชูบทบาทสำคัญของเมืองและรัฐบาลท้องถิ่นในการรับมือวิกฤตภูมิอากาศ โดย UN-Habitat เปิดตัวรายงานแสดงว่า NDCs ฉบับใหม่มีข้อมูลเมืองเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ส่วนไทยยื่นแผนลดก๊าซเรือนกระจก 47% และเร่งความเป็นกลางทางคาร์บอนเป็นปี 2593
เอกอัครราชทูตแอนเดร คอร์เรอา ดู ลาโก้ ประธานการประชุม COP30 เน้นย้ำความสำคัญของการปรับตัวและการกำกับดูแลแบบหลายระดับ พร้อมเปิดตัวรายงานเกี่ยวกับการรวมเมืองเข้าไว้ในแผนการมีส่วนร่วมคำมั่นสัญญาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศระดับชาติที่ประเทศต่าง ๆ กำหนดขึ้นเองภายใต้ข้อตกลงปารีส หรือ NDCs ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยื่นแผนดังกล่าวก่อนการประชุม COP30
ในการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อวันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน เอกอัครราชทูตคอร์เรอา ดู ลาโก้ ยืนยันความจำเป็นในการวางเมืองไว้ในศูนย์กลางของการเจรจาด้านภูมิอากาศ
โดยเน้นเป็นพิเศษที่ความพยายามด้านการปรับตัว ในระหว่างการประชุม UN-Habitat เปิดตัวการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการรัฐบาลท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นใน NDCs ฉบับล่าสุด
เอกอัครราชทูตคอร์เรอา ดู ลาโก้ กล่าวว่า การจัดการผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศต้องอาศัยการดำเนินการที่ประสานกันในทุกระดับของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการนำไปปฏิบัติที่มีประสิทธิผลมากขึ้น ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายต้องคิดร่วมกัน เพราะไม่มีใครมีคำตอบเดียวที่ถูกต้อง นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่าแม้การลดการปล่อยมักได้รับความสนใจมากกว่า
“แต่เมื่อเรากลับมาพูดถึงเมือง เมื่อเรากลับมาพูดถึงรัฐบาลท้องถิ่น เห็นได้ชัดว่าการปรับตัวต่างหากที่กลายเป็นประเด็นสำคัญยิ่งที่ต้องจัดการ”

ขณะที่ นายฮาเดร์ บาร์บาลโญ ฟีลโญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเมืองของบราซิล เน้นย้ำความสำคัญของการจัดหาเงินทุนสำหรับมาตรการปรับตัว และกล่าวว่า รัฐบาลท้องถิ่นอยู่แนวหน้าและรับรู้ผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศและความต้องการของชุมชนโดยตรง
เขาเน้นว่าเป้าหมายที่หารือกันในเบเลงจะบรรลุผลได้ก็ต่อเมื่อมีการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากรัฐและเทศบาล รวมถึงการวางประเด็นเมืองไว้ในใจกลางของวาระภูมิอากาศ
ความคืบหน้าใน NDCs
นางอนาเคลาเดีย รอสบาค ผู้อำนวยการบริหาร UN-Habitat ยืนยันบทบาทสำคัญของหน่วยงานท้องถิ่นในการนำข้อตกลงด้านภูมิอากาศไปปฏิบัติ
“เรารู้ว่าเป้าหมายของข้อตกลงปารีสจะบรรลุไม่ได้หากปราศจากการดำเนินการด้านภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น ระดับเมือง และแบบหลายระดับ และหากปราศจากความมุ่งมั่นของท่าน คือ ผู้ว่าการรัฐ นายกเทศมนตรี และชุมชน”
ในระหว่างงาน UN-Habitat ได้เปิดตัวการศึกษาเรื่อง “Urban Content in NDC 3.0 : A Global Overview for COP30” รายงานแสดงให้เห็นว่า NDCs ฉบับใหม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองมากกว่าแผนก่อนหน้านี้มากกว่าสองเท่า
นางรอสบาคกล่าวว่า การสร้างความมั่นใจว่าทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงชุมชนแออัดทุกแห่งทั่วโลก และการบรรลุการขยายตัวของเมืองอย่างยั่งยืนจะทำสำเร็จไม่ได้หากปราศจากการดำเนินการด้านภูมิอากาศที่ครอบคลุม
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า NDCs กำลังเปลี่ยนจากการวางแผนสู่การนำไปปฏิบัติในระดับเมือง โดยเน้นการกำกับดูแลแบบหลายระดับมากขึ้น ตามรายงาน ประชาคมระหว่างประเทศส่งเสริมการบูรณาการที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างวาระเมืองและสิ่งแวดล้อม และยอมรับบทบาทของเมืองในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นายเซลวิน ฮาร์ท ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติฝ่ายการดำเนินการด้านภูมิอากาศ กล่าวสรุปว่า การวิเคราะห์ NDCs แสดงให้เห็นคุณภาพที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน เกือบร้อยละ 80 ของแผนทั้งหมดให้ความสำคัญกับบทบาทของเมือง กว่าร้อยละ 80 วางกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างรอบด้าน และมากกว่าร้อยละ 80 รวมมาตรการปรับตัวไว้ด้วย
ทั้งนี้ ประเทศต่าง ๆ แสดงเจตจำนงอย่างจริงจังในการดำเนินการ แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านงบประมาณ และจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้
ไทยยื่น NDC 3.0 ตั้งเป้าลดการปล่อย 47%
สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีอนุมัติแผน NDC 3.0 เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เหลือไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2578-2579
ซึ่งเป็นการลดลง 47% จากระดับฐานปี 2562 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยื่นเอกสารต่อ UNFCCC แล้วก่อนการประชุม COP30
ไทยเร่งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนจากเดิมปี 2608 เป็นปี 2593 หรือเร็วขึ้น 15 ปี และยังคงมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2608 การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส
โดยไทยเปลี่ยนแนวทางจากการใช้เป้าหมายแบบ Business-as-Usual (BAU) มาเป็นเป้าหมายการลดการปล่อยแบบสมบูรณ์เทียบกับระดับปี 2562 ซึ่งเป็นระเบียบวิธีเดียวกับที่ประเทศพัฒนาแล้วใช้ นอกจากนี้ ยังขยายขอบเขตจากเดิม 4 ภาคส่วน เป็น 5 ภาคส่วน โดยเพิ่มภาคเกษตรกรรมเข้ามาใหม่ ร่วมกับพลังงาน การขนส่ง ของเสีย และกระบวนการอุตสาหกรรม
ด้านรัฐบาล ได้พัฒนาแผนการลงทุนเพื่อดึงดูดเงินทุนต่างประเทศประมาณ 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 32.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายใต้กรอบข้อตกลงปารีส โดยการดำเนินงานจะอาศัยศักยภาพภายในประเทศร้อยละ 70 และการสนับสนุนจากเทคโนโลยีและทรัพยากรทางการเงินระหว่างประเทศร้อยละ 30
ความท้าทายของเมืองไทย
ไทยเผชิญความท้าทายสามประการ คือ อุณหภูมิที่สูงขึ้น น้ำท่วมรุนแรง และการกัดเซาะชายฝั่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 5.26 องศาเซลเซียส ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) แนะนำว่า ไทยควรเพิ่มพื้นที่สีเขียว เปลี่ยนที่ดินเมืองที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นสวนสาธารณะ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำด้วยมาตรการจูงใจทางภาษี และปรับปรุงอาคารเก่าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ไทยเป็นหนึ่งใน 5 ประเทศหุ้นส่วนของโครงการ Urban-Act ซึ่งสนับสนุนโดย Germany’s International Climate Initiative เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการวางแผนและดำเนินการด้านภูมิอากาศในเมือง โดยเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเมืองนำร่องของโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างยั่งยืน
การประชุม COP30 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 50,000 คน จากกว่า 190 ประเทศ