Skip to content

หนึ่ง Overcoat : 15 ปี ปั้น ‘เขาค้อ’ สู่จุดหมายเทศกาลดนตรี

15 พ.ย. 2568 | 15:00น.
หนึ่ง Overcoat : 15 ปี ปั้น ‘เขาค้อ’ สู่จุดหมายเทศกาลดนตรี
EXCLUSIVE
เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ
ภาพ : ชินวัฒ สมหวัง

เทศกาลดนตรี หนึ่งในงานที่หลาย ๆ คนยอมจ่ายเพื่อใช้เวลาความสุขในการฟังดนตรี ฟังเพลงจากศิลปิน รวมถึงใช้เวลาในการพักผ่อน และหนึ่งในเทศกาลดนตรีที่ยืนระยะได้ยาวนานในตลาด คือ Overcoat Music Festival

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมาของเทศกาลดนตรีนี้ ผ่านความท้าทายในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การเริ่มต้นงาน จนถึงการพัฒนาต่าง ๆ ตามตลาดและผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงไว้ซึ่งแก่นความเป็นเทศกาลดนตรีที่อยากมอบความสุข มอบประสบการณ์ดี ๆ ให้ผู้ที่มาร่วมงาน พร้อมทั้งขยายสู่การจัดงานอื่น ๆ โดยเฉพาะงานกีฬา

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนเรียนรู้แนวคิดและการปรับตัวในตลาดเทศกาลดนตรี ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จากเรื่องราวของ หนึ่ง-จันทร์ศรีษร มณีฉาย CEO บริษัท มีเดีย แรพ จำกัด ผู้อยู่เบื้องหลังเทศกาลดนตรี Overcoat Music Festival

จุดเริ่มต้นปั้น ‘เขาค้อ’ จัดเทศกาลดนตรี

จันทร์ศรีษร เล่าว่า Overcoat Music Festival ถือกำเนิดขึ้นจากความบังเอิญในการเดินทางไปเยือนเขาค้อในช่วงฤดูหนาว และพบว่ามีบรรยากาศและอากาศที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แนวคิดนี้ได้รับการจุดประกายจากรุ่นพี่ในพื้นที่ที่ต้องการให้มีเทศกาลดนตรีคุณภาพเกิดขึ้นที่เขาค้อ เพื่อเป็นงานที่ให้บรรยากาศดี ดนตรียอดเยี่ยม เป็นจุดรวมพลให้ทุกคนได้เที่ยวแล้วกลับไปอย่างมีความสุข

นอกจากแง่มุมของบรรยากาศแล้ว ภาคเอกชนและราชการในพื้นที่เขาค้อ ให้ความสนใจและร่วมมือในการจัดงานนี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะภาคราชการที่มีความตั้งใจผลักดันให้เขาค้อ เป็นอีกหนึ่งในจุดหมายการท่องเที่ยว

“บรรยากาศ” คือหัวใจ

ในอดีต เทศกาลงานดนตรี ยังมีจำนวนที่น้อย การจัดงานจึงอาจโฟกัสที่ไลน์อัพศิลปินในงานและรูปแบบของงาน แต่ปัจจุบัน งานเทศกาลดนตรีในแต่ละปี มีจำนวนเยอะขึ้น

จันทร์ศรีษร เล่าถึงหัวใจของงานเทศกาลดนตรี Overcoat ในปัจจุบันว่า เป็นสถานที่ที่ให้ทุกคนได้ใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน ได้นั่งชิลล์ นอนชิลล์ภายในงาน รวมถึงมีการจำกัดผู้เข้าร่วมงานที่ 18,000 คน เพื่อให้ยังคงบรรยากาศและการจัดการที่ดี

ขณะที่มุมของไลน์อัพศิลปิน จันทร์ศรีษร ให้มุมมองว่า ณ วันนี้ เป็นองค์ประกอบหนึ่งของงานดนตรี แต่ไม่ใช่หัวใจหลักปัจจุบัน ซึ่งคนมักโฟกัสกับการเข้ามาเพื่อเสพความสุข และประสบการณ์ต่าง ๆ ทำให้ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ผู้เข้าร่วมงานกลับบ้านไปอย่างมีความสุข และมีประสบการณ์จากงานนั้น ๆ

รับฟังและพัฒนา

ในมิติของการศึกษาความต้องการผู้เข้าร่วมงาน สิ่งหนึ่งที่ทำมาตลอด คือ การรับฟังความเห็นจากผู้เข้าร่วมงาน เพื่อนำมาปรับปรุงการจัดงานในปีต่อ ๆ ให้มีคุณภาพดีขึ้น

ตัวอย่างหนึ่งที่จะเห็นได้ชัด คือ อายุของกลุ่มผู้เข้างานที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มีกลุ่มอายุราว 25-26 ปี ไปจนถึงกลุ่มอายุ 35-40 ปี แต่ในปัจจุบันมีเด็กและวัยรุ่นเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องถึงไลน์อัพศิลปินว่าอยากให้มีกลุ่มศิลปินอินดี้เพิ่มเข้ามาด้วย และจากฟีดแบ็คนี้ ทำให้ปัจจุบัน เทศกาลดนตรี Overcoat มีศิลปินที่ตอบโจทย์คนหลากหลายกลุ่ม

ขณะเดียวกัน Overcoat Music Festival ยังคงรักษาแก่นเดิม คือ การเป็นงานเทศกาลดนตรีที่ทุก ๆ คนชิลล์ได้ ท่ามกลาง Mood and Tone ของงานที่บรรยากาศดี อากาศเย็นสบาย

ขณะที่มิติของเศรษฐกิจ จันทร์ศรีษร สะท้อนมุมมองว่า แม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้คนยังซื้อ คือ ซื้อความสุขให้ตัวเอง และงาน Overcoat ไม่เคยลดมาตรฐานการจัดงาน ตั้งแต่คุณภาพด้านโปรดักชั่นจนถึงจำนวนศิลปินที่ร่วมงาน เพื่อรักษามาตรฐานของงานไว้ และทำให้ทุกคนรู้สึกมีความสุขที่ได้มาและรู้สึกคุ้มค่ากับค่าบัตรที่จ่ายไป

กระโดดสู่น่านน้ำ “งานกีฬา-งานเด็ก”

นอกจากงาน Overcoat Music Festival ที่ได้รับผลตอบรับที่ดีแล้ว ยังมีการจัดงานกีฬาภายในพื้นที่เขาค้อด้วยเช่นกัน นั่นคือ ‘เขาค้อ มาราธอน’ และ ‘ผาตัด เทรล’ ซึ่งจัดโดย MW Sport ซึ่งเป็นบริษัทที่แยกมาจาก Media Wrap ที่เป็นผู้จัดงานเทศกาลดนตรี Overcoat

จันทร์ศรีษร เล่าถึงจุดเริ่มต้นของงานกีฬา เมื่อราว 9 ปีที่แล้วว่า ในช่วงเวลานั้น งานวิ่งมีมากถึงหลักพันงานต่อปี หรือคิดเป็นอาทิตย์ละ 20 งาน การกระโดดเข้ามาในสนามงานกีฬา มองว่าต้องจัดโดยที่ไม่เหมือนใคร และต้องทำในเส้นทางที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็น เขาค้อ มาราธอน ที่เลือกเส้นทางวิ่งบนเขา จนถึง ผาตัด เทรล ที่จัดงานวิ่งเทรลสู่ผาตัด ยอดที่สูงที่สุดของเขาค้อ

ไปจนถึงการจัดงานสำหรับเด็กในชื่อ “ลิตเติ้ล เวนเจอร์ (Little Venture)” ซึ่งเป็นงานวิ่งผจญภัยพร้อมทำภารกิจ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนา Executive Function (EF) หรือทักษะการบริหารจัดการตนเองขั้นสูง ซึ่งเป็นกระบวนการทางความคิดระดับสูงของสมองส่วนหน้าที่มีความเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และการกระทำ

จันทร์ศรีษร เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ในช่วงเริ่มต้น เคยถูกตั้งคำถามและเจอข้อครหาว่า คนจัดงานคอนเสิร์ต จะทำงานกีฬา-งานเด็กได้อย่างไร และมองว่าเป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่ต้องทำให้เห็นชัดว่าสามารถทำได้สำเร็จและเป็นงานที่ถูกพูดถึงในระดับประเทศได้ และจุดร่วมหนึ่งที่เป็นหลักคิดของการจัดงาน คือ ทุกคนที่เข้าร่วมงาน ต้องไม่ใช่แค่ได้รับรางวัล แต่ต้องได้รับความทรงจำและประสบการณ์ที่ดีกลับบ้านไปด้วย

ขณะที่การจัดเทศกาลดนตรี Overcoat ในปีนี้ ซึ่งเป็นการครบรอบ 15 ปี ของการจัดงาน จันทร์ศรีษร ยังย้ำถึงความจัดเต็มของงาน ทั้งศิลปินที่หลากหลาย มีทุกรูปแบบครับ โปรดักชั่นที่จัดเต็ม โดยใช้ระบบของ JSS Production (Jack Sound System) ซึ่งเป็นผู้ทำโปรดักชั่นให้กับคอนเสิร์ตชั้นนำ จนถึงความสะดวกสบายและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จัดเตรียมไว้

ตลาดเทศกาลดนตรีที่เปลี่ยนไป

จันทร์ศรีษร สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับเทศกาลดนตรีว่า ณ วันนี้ตลาดค่อนข้างใหญ่ และมีคอนเสิร์ตเกิดขึ้นเยอะ จากเดิมที่อาจมีเพียงเดือนละ 1 งาน แต่ปัจจุบันมีเทศกาลดนตรีเกิดขึ้นมากมาย เพราะคนส่วนใหญ่มองว่าจัดง่าย หาเงินง่าย

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้า (Demand) ซึ่งเป็นผู้เข้าชม คนดู มีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ กลุ่มผู้ใหญ่โตขี้น กลุ่มเด็กโตไม่ทัน บางกลุ่มเลิกไปเทศกาลดนตรีด้วย ทำให้ Demand ลดลง สวนทางกับ Supply ซึ่งเป็นผู้จัดงานที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ทุกงานต้องแข่งขัน ดึงลูกค้ากันเอง แต่ ณ วันนี้ผู้จัดทุกคนควรเน้นกลับมาขายประสบการณ์ที่จะให้กับผู้ชม

“มิวสิกเฟสติวัล ไม่ได้ขายศิลปินอย่างเดียว คุณต้องทำยังไงก็ได้ให้ขายประสบการณ์ (Experience) มากที่สุด ให้คนที่มามีความสุขที่สุด ส่งต่อความสุขให้เขา” จันทร์ศรีษร กล่าว

จันทร์ศรีษร บอกเล่าในอีกมุมหนึ่งว่า การทำธุรกิจมิวสิกเฟสติวัล ใน 2 ปีแรก ขาดทุน 100% และการจะสามารถจัดได้อย่างยั่งยืน บริษัทนั้น ๆ ต้องมีสายป่านมากกว่า 2 ปี และต้องพร้อมรับความเสี่ยงและกล้าลงทุนเพื่อผลลัพธ์ในอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่เพียงแค่ผลลัพธ์ในปีหน้าเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ Overcoat Music Festival ที่จะมาต่อเนื่องถึง 14 ปีแล้ว จันทร์ศรีษร ยอมรับว่า การมีผู้เล่นมากรายขึ้น ไม่ได้รู้สึกดี และรู้สึกกดดัน เพราะหากเกิดเหตุสะดุดหรือเกิดปัญหา ผู้เล่นรายอื่น ๆ พร้อมเข้ามาชิงส่วนแบ่งได้ สิ่งที่ต้องทำคือ “ไม่ประมาท” แม้บัตรจะขายหมดมาต่อเนื่อง และพยายามรักษามาตรฐานของงานให้เหมือนเดิม

และเมื่อ Zoom Out มาดูภาพรวมทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบัน จันทร์ศรีษร สะท้อนมุมมองกับเราว่า ในอดีต เทศกาลดนตรี คือ คอนเสิร์ตกลางแจ้ง มีเวที ห้องน้ำ ของกิน เพียงแค่นั้น แต่ปัจจุบัน เทศกาลดนตรี คือ Experience Concert หรือคอนเสิร์ตที่ให้ประสบการณ์ที่ดีกับคนดู ผู้เข้างาน

ความคาดหวัง “คนดู” ต่อเทศกาลดนตรี

ขณะที่มิติความคาดหวังของคนดูนั้น มีความคาดหวังใน 2 เรื่องหลัก คือ ความสะดวก (Convenience) ต้องมีความพร้อมด้านต่าง ๆ ทั้งที่จอดรถ การเดินเข้างาน ร้านอาหาร ที่นั่ง ระบบการจัดการที่ดี และเรื่อง ความปลอดภัย (Safety) ทั้งการรักษาความปลอดภัยภายในงาน และเส้นทางที่ใช้ในการเดินทางกลับจากงานของผู้เข้าชม และเมื่อผ่านเรื่องพวกนี้ได้ ผู้เข้างานจะได้เข้าไปเสพประสบการณ์ภายในงาน อยู่กับบรรยากาศและความสนุกของงาน

ดังนั้น ความคาดหวังหลัก ๆ ของผู้เข้าชม คือ “เข้าไปแล้วต้องมีความสุขก่อน” ประสบการณ์ที่เหลือ ผู้เข้างานจะหาหรือสัมผัสเอง

ภาพฝันที่ใหญ่ขึ้น

เมื่อเราถามถึงภาพฝันวันแรกของการจัดเทศกาลดนตรี จันทร์ศรีษร ยอมรับว่า ไม่ได้ฝันอะไรใหญ่ ฝันว่าเป็นงานคอนเสิร์ตเล็ก ๆ บนเขา และยืนระยะในการจัดงานได้ แต่ ณ วันนี้ ภาพใหญ่ขึ้น กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายของผู้คนในการมาร่วมเทศกาลดนตรี แต่สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ยั่งยืนไปได้เรื่อย ๆ นั่นถือเป็นโจทย์ใหญ่กว่าในภาพข้างหน้า ทั้งมิติของคุณภาพงานและการรักษาแก่นของงานที่บรรยากาศดี ทุกคนชิลล์ได้

บทเรียนจาก Overcoat

จากการจัดงานเทศกาลดนตรีและงานต่าง ๆ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา จันทร์ศรีษร สะท้อนบทเรียนในมุมของคนจัดอีเวนต์ 2 ข้อ คือ

1. ตลาดเปลี่ยนตลอด

จันทร์ศรีษร สะท้อนว่า ดนตรีเป็นภาษาสากล แต่การจัดงานดนตรีคือศิลปะ ว่าจะจัดอย่างไรให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ตลอด 15 ปี ผ่านวิกฤตมาหลากหลายรูปแบบ แต่ผ่านมาได้ทุกครั้ง และบอกตัวเองเสมอว่าสิ่งเหล่านั้นคือ “ประสบการณ์ชีวิต” ที่เมื่อล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว แล้วเดินหน้าต่อ

2. เทศกาลดนตรี ไม่ใช่แค่ “เทศกาลดนตรี”

อีกสิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้ เทศกาลดนตรีไม่เหมือนในอดีตแล้ว แต่เทศกาลดนตรีคือ “Community Fest” ที่ทำให้คนกลุ่มเดียวกัน ความชอบ รสนิยมคล้าย ๆ กัน ได้มารวมตัวกัน เป็นการรวมความสุขและประสบการณ์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “กลับไปแล้วมันยังฝังอยู่ในหัวใจ”

“สิ่งที่เราเรียนรู้ว่า เราต้องทำให้เขากลับบ้านไปพร้อมรอยยิ้มและความสุข แล้วเขาจะกลับมาหาเราใหม่ ให้มันเป็นประสบการณ์ใหม่ในปีหน้า” จันทร์ศรีษร กล่าว