Skip to content

ปิดจ็อบ โปรเจ็กต์ 5 พันล้าน เปิดใช้เคเบิลใต้ทะเลเส้นใหม่ รับ “บิ๊กเทค” ลงทุนไทย

28 พ.ย. 2568 | 14:23น.
ปิดจ็อบ โปรเจ็กต์ 5 พันล้าน เปิดใช้เคเบิลใต้ทะเลเส้นใหม่ รับ “บิ๊กเทค” ลงทุนไทย

NT เปิดใช้งานโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ Asia Direct Cable (ADC) เชื่อมถึงฮ่องกง-ญี่ปุ่น หลังตั้งโครงการมาเกือบ 10 ปี รับลูกค้าบิ๊กเทค-คลาวด์ Hyperscale ได้แบบฉิวเฉียด เกือบหลุดหนีไปลงทุนที่อื่น 

พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT กล่าวว่า การเปิดใช้งานโครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ Asia Direct Cable (ADC) ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมระหว่างประเทศของไทย NT มีบทบาทตั้งแต่การออกแบบ วางเส้นทาง ไปจนถึงการบูรณาการระบบเข้าสู่การให้บริการอย่างสมบูรณ์ โครงการนี้จะช่วยเพิ่มความเร็ว ความเสถียร และความปลอดภัยในการรับ-ส่งข้อมูลข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

โครงการ ADC เป็นความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำของเอเชีย ได้แก่ NT, CTC, CTG, CU, PLDT, Singtel, SoftBank, Viettel และ TATA COMMUNICATIONS โดยประเทศไทยได้ร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาโครงข่ายและเชื่อมต่อสถานีรับ-ส่งสัญญาณของระบบที่ สถานีเคเบิลใต้น้ำชลี 3 (Chalie 3) จังหวัดชลบุรี ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ NT

โดยออกแบบให้รองรับการเติบโตของข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ ๆ เช่น เครือข่าย 5G, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), คลาวด์คอมพิวติ้ง, อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IOT), ระบบเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) และข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า โครงการสายเคเบิลใต้ทะเล และขยายศักยภาพการเชื่อต่อเพื่อให้เป็นฮับอาเซียนนี้ เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 ที่งบประมาณราว 5,000 ล้านบาท โดยมี CAT Telecom เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งในระยะแรกมีการขยายความจุและเสริมจุดการเชื่อมต่อต่าง ๆ ที่มีอยู่ แต่สายเคเบิลเส้นใหม่เพิ่งจะก่อสร้างเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา ใช้เงินราว 2.5 พันล้านบาท

ซึ่งตลอดหลายปีมานี้มีการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์จากบริษัทเทคโนโลยีจากทั่วโลก ที่ต้องการความจุในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างประเทศ ขณะที่บิ๊กเทคอีกหลายรายชะลอการตัดสินใจ เพราะปริมาณการถ่ายโอนข้อมูลในอนาคตอาจเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการมาถึงของยุควิดีโอไลฟ์ และเอไอ อาจทำให้ความจุและความเร็วที่ประเทศไทยมีไม่เพียงพอ

พันเอก สรรพชัยย์ กล่าวด้วยว่า สายเคเบิลเส้น ADC นี้มีลูกค้าเป็นบิ๊กเทคสหรัฐ เซ็นสัญญาใช้ทันทีเป็นรายแรก ซึ่งก็ฉิวเฉียดว่าหากช้ากว่านี้เขาอาจย้ายศูนย์ข้อมูลและการลงทุนออกไป เนื่องจากเราไม่มีคาพาซิตี้รองรับ และยังมีบิ๊กเทคอีกอย่างน้อยสองรายอยู่ในระหว่างการเจรจาใช้งาน

อย่างไรก็ตาม สายเคเบิลใต้น้ำ แม้จะสร้างรายได้น้อย มาร์จิ้นต่ำ แต่ก็เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีตัดสินใจลงทุนในประเทศ และจะนำไปสู่เรื่องความมั่นคงของข้อมูลเนื่องจากการมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศ และการมีสายเคเบิลที่เพิ่มขึ้นช่วยลดความเสี่ยงเมื่อสายอื่น ๆ ถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพ หรือเกิดปัญหา เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่

“NT มีสถานีสายเคเบิลที่สงขลา เมื่อน้ำท่วมทำลายเครื่องจ่ายไฟ ทำให้การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างประเทศล่ม หรือ Down กว่า 12 ชม. ซึ่งภาคใต้มีการกระจุกตัวของเคเบิลกว่า 80% ดังนั้นการกระจายสายออกมาที่ภาคตะวันออกช่วยลดความเสี่ยงเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน สร้างความมั่นใจในการทำธุรกิจ”

นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญคือการหาลูกค้ามาใช้งานให้เต็มความจุ เพราะสายเคเบิลก็มีอายุราว 10-20 ปี มีมาร์จิ้นต่ำ หากปล่อยให้ว่างก็จะเสียโอกาส ซึ่งเชื่อว่ามีความต้องการใช้งานอยู่แล้ว และจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้เราต้องการร่วมลงทุนสร้างสายเคเบิลเส้นใหม่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

โครงข่ายเคเบิลใต้น้ำ Asia Direct Cable หรือ ADC ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนและนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ มุ่งสู่ Thailand 4.0 ผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือทางดิจิทัล และยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของ NT ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารที่แข็งแกร่ง เสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาดิจิทัลที่ต่อเนื่อง