เจาะความเคลื่อนไหว 3 ภาคส่วน ‘ธุรกิจ–วิชาการ–ประชาสังคม’ ศึกเลือกตั้ง 2569
ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติ ปี 2569 ความเคลื่อนไหวของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม เริ่มทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย ตรวจสอบความพร้อมด้านการคลัง และเสริมสร้างความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง
ภาพรวมสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคีต่างๆ ในการเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางประเทศ หลังการเลือกตั้งครั้งสำคัญที่ถูกจับตามองทั้งในและต่างประเทศ
ซึ่ง ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ได้สรุปและรวบรวมความเคลื่อนไหวของทั้ง 3 ภาค ส่วน ไว้ดังนี้
1. ภาคธุรกิจและกลุ่มทุน: ข้อเสนอเชิงนโยบายและวาระธรรมาภิบาล
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย รวมถึงเครือข่ายผู้ประกอบการในระดับต่างๆ ได้แสดงบทบาทเชิงรุกต่อกระบวนการเลือกตั้ง ผ่านการรวบรวมและนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง
ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง
ภาคธุรกิจได้จัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบายในลักษณะ “ชุดข้อเสนอ” หรือ “สมุดปกขาว” เพื่อสะท้อนปัญหาและความต้องการของผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่
- การปฏิรูประบบราชการและการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (E-Government)
- การลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
- การเพิ่มความโปร่งใสในการอนุญาตและกำกับดูแลภาคธุรกิจ
- การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ
เป้าหมายหลักคือการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว
การรณรงค์ด้านความโปร่งใสและต่อต้านคอร์รัปชัน
ภาคธุรกิจยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมและการแสดงจุดยืนด้านการต่อต้านการทุจริต ผ่านการสนับสนุนเครือข่ายและโครงการรณรงค์เพื่อการเมืองโปร่งใส รวมถึงการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นที่สะท้อนว่าปัญหาคอร์รัปชันยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ข้อเรียกร้องหลักคือให้พรรคการเมืองแสดงจุดยืนและมาตรการป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคเอกชนและนักลงทุน
วาระเศรษฐกิจยั่งยืนและการเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงโลก
นอกจากนี้ ภาคธุรกิจยังหยิบยกประเด็นด้านเศรษฐกิจยั่งยืน อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน การลดคาร์บอน และการเตรียมความพร้อมต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ มาเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอเชิงนโยบายในภาพรวม
แม้ประเด็นดังกล่าวยังไม่ใช่ประเด็นหลักในเวทีการเมืองช่วงโค้งสุดท้าย แต่สะท้อนความพยายามของภาคธุรกิจในการผลักดันให้รัฐบาลชุดใหม่เตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของกติกาเศรษฐกิจโลกในอนาคต
2. ภาควิชาการและสถาบันวิจัย: การตรวจสอบนโยบายและวินัยการคลัง
ภาควิชาการและสถาบันวิจัย โดยเฉพาะสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสถาบันพระปกเกล้า มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์และติดตามนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง
การวิเคราะห์วงเงินงบประมาณนโยบาย
TDRI ได้รวบรวมข้อมูลนโยบายจากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนำมาวิเคราะห์ต้นทุนทางการคลัง พบว่า นโยบายของพรรคการเมืองขนาดใหญ่หลายพรรคมีภาระงบประมาณในระดับตั้งแต่หลักแสนล้านบาทต่อปี ไปจนถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี
การวิเคราะห์ดังกล่าวมุ่งเน้นให้ประชาชนเห็นภาพรวมภาระทางการคลังที่อาจเกิดขึ้น หากนโยบายถูกนำไปปฏิบัติจริง
การเผยแพร่ข้อมูลเปรียบเทียบนโยบาย
ควบคู่กันนี้ มีความพยายามในการจัดทำฐานข้อมูลและสื่ออธิบายนโยบาย เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบ
- เป้าหมายของนโยบาย
- วงเงินงบประมาณ
- แหล่งที่มาของรายได้
- ความสอดคล้องกับเพดานหนี้สาธารณะ
ผ่านช่องทางสื่อและเวทีสาธารณะ เพื่อเพิ่มความเข้าใจในเชิงโครงสร้างมากกว่าการพิจารณาเฉพาะผลประโยชน์ระยะสั้น
การประเมินผลกระทบเชิงนโยบาย
นักวิชาการยังได้รวบรวมความเห็นและวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างแนวคิด “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้า” กับ “นโยบายแจกเงินเฉพาะกิจ” เพื่อสะท้อนผลกระทบต่อเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
การถกเถียงดังกล่าวชี้ให้เห็นความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้นกับการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ
3. ภาคประชาสังคมและเครือข่ายสังเกตการณ์: ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม
ภาคประชาสังคมและองค์กรภาคีต่างๆ ได้ขยับบทบาทอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการเลือกตั้ง
การสังเกตการณ์และรายงานผลการเลือกตั้ง
เครือข่ายภาคประชาชน ภาคสื่อ และองค์กรอิสระ ได้ร่วมกันพัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครและระบบรายงานข้อมูลจากหน่วยเลือกตั้ง เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสในการนับคะแนนและการประกาศผล
กิจกรรมดังกล่าวมุ่งลดข้อกังวลเกี่ยวกับความผิดปกติ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง
การรณรงค์เรื่องประชามติและรัฐธรรมนูญ
ควบคู่กับการเลือกตั้ง ภาคประชาสังคมยังให้ความสำคัญกับการออกเสียงประชามติว่าด้วยการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ผ่านการจัดเวทีสาธารณะ การเผยแพร่คู่มือ และสื่อความรู้แก่ประชาชน
เป้าหมายคือการสร้างความเข้าใจต่อเนื้อหาและผลกระทบของการลงประชามติ เพื่อให้การตัดสินใจของประชาชนอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน
เวทีเชื่อมโยงภาคประชาชนกับพรรคการเมือง
สถาบันการศึกษาและองค์กรภาคสังคมบางแห่ง ได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนจากพื้นที่ต่างๆ นำเสนอปัญหาและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อตัวแทนพรรคการเมือง ผ่านเวทีเสวนาและกิจกรรมเชิงนโยบาย
ข้อมูลจากเวทีเหล่านี้ถูกนำมาบันทึกเป็นกรอบข้อเสนอหรือ “สัญญาทางสังคม” เพื่อใช้ติดตามการทำงานของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง