รวมสถิติการจดทะเบียนสมรส-หย่า ของไทย ปี 2564-2568
ภาพรวมสถิติการจดทะเบียนสมรส-หย่า ของไทย ปี 2564-2568 ความสัมพันธ์ไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน ตัวเลขเริ่มต้นและสิ้นสุด กับปรากฏการณ์ สมรสเท่าเทียม 25,814 คู่
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564-2568) สถิติการจดทะเบียนสมรสและการหย่าของประเทศไทยชี้การเปลี่ยนแปลงในแง่โครงสร้างครอบครัว พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ เศรษฐกิจหลังโควิด-19 และการเปิดพื้นที่ให้ความหลากหลายทางเพศภายใต้กฎหมายสมรสเท่าเทียม
จากสถิติทะเบียนกรมการปกครอง พบว่าแม้การจดทะเบียนสมรสโดยรวมยังคงสูงกว่าการหย่า แต่แนวโน้มการหย่าที่พุ่งขึ้นในช่วงหลังโควิด รวมถึงการเพิ่มขึ้นของการสมรสเท่าเทียมจำนวน 25,814 คู่ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ทะเบียนราษฎรไทย
สถิติการหย่า : พุ่งสูง ‘หลัง’ โควิด ก่อนชะลอตัวในปีล่าสุด
ตัวเลขการจดทะเบียนหย่า (พ.ศ. 2564-2568)
- ปี 2564 : 110,942 คู่
- ปี 2565 : 146,159 คู่
- ปี 2566 : 147,337 คู่
- ปี 2567 : 147,621 คู่
- ปี 2568 : 139,100 คู่
เนื่องจากปี 2564 เป็นช่วงที่ประเทศไทยยังเผชิญกับผลกระทบจากโควิด-19 หลายหน่วยงานรัฐจำกัดการให้บริการ ทำให้จำนวนการหย่าอยู่ที่ 110,942 คู่ ซึ่งถือว่า ‘ต่ำผิดปกติ’ เมื่อเทียบกับปีถัดไป
แต่ในปี 2565 ตัวเลขพุ่งขึ้นสูงทันทีเป็น 146,159 คู่ เพิ่มขึ้นกว่า 35,000 คู่ในปีเดียว เป็นปรากฏการณ์ หย่าค้างสะสม (Pent-up Divorce) จากช่วงล็อกดาวน์ จากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความเครียดในครอบครัว และการใช้ชีวิตร่วมกันระยะยาวในช่วงวิกฤต
ปี 2566 และ 2567 ตัวเลขทรงตัวในระดับสูงเกิน 147,000 คู่ ชี้ให้เห็นว่าการหย่าไม่ได้เป็นเพียงผลกระทบชั่วคราวจากโควิด แต่เป็นการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่
อย่างไรก็ตาม ปี 2568 ตัวเลขลดลงเหลือ 139,100 คู่ ลดลงกว่า 8,000 คู่จากปีก่อนหน้า ชี้ว่าทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ ภาวะสมดุลใหม่
สถิติการจดทะเบียนสมรส : พุ่งสูงสุดปี 2565 ก่อนค่อย ๆ ปรับฐาน
ตัวเลขการจดทะเบียนสมรส (พ.ศ. 2564-2568)
- ปี 2564 : 240,979 คู่
- ปี 2565 : 305,487 คู่
- ปี 2566 : 279,748 คู่
- ปี 2567 : 263,087 คู่
- ปี 2568 : 275,480 คู่
ปี 2564 การสมรสอยู่ที่ 240,979 คู่ ซึ่งถือว่าลดลงจากภาวะปกติ เนื่องจากข้อจำกัดการจัดงานและการเดินทาง หลายคู่อยู่กินกันก่อนจนทะเบียนสมรส แต่ด้วยการมาของโควิด-19 ทำให้คนหมู่มากไม่สามารถไปที่ทำการได้ ด้วยสภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หนี้สิน และค่าใช้จ่ายครัวเรือน
ปี 2565 กลายเป็นปีที่มีการจดทะเบียนสมรสสูงสุดในรอบ 5 ปีที่ 305,487 คู่ เพิ่มขึ้นกว่า 64,000 คู่ในปีเดียว เป็นผลจากการคลายล็อกดาวน์ การจัดงานแต่งที่เลื่อนมาจากช่วงโควิด และความเชื่อเรื่องฤกษ์มงคลในปีดังกล่าว
หลังจากนั้น ปี 2566 และ 2567 ตัวเลขลดลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มประชากรวัยแต่งงานที่ลดลง อัตราการเกิดต่ำ ค่านิยมคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างฐานะก่อนแต่งงาน
ปี 2568 ตัวเลขขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 275,480 คู่ ฟื้นตัวบางส่วนจากความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ค่อย ๆ กลับมา
เปรียบเทียบตัวเลข สมรส และหย่า
เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขทั้งสองประเภทในปี 2568 :
- สมรส 275,480 คู่
- หย่า 139,100 คู่
หมายความว่า ในทุก ๆ 2 คู่ที่แต่งงาน จะมีประมาณ 1 คู่ที่หย่าในปีเดียวกัน หรือประมาณ 50.64%
สัดส่วนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้การแต่งงานยังมากกว่าการหย่า แต่ช่องว่างระหว่างสองตัวเลขไม่ได้กว้างเหมือนในอดีต เทียบเป็นครึ่งต่อครึ่ง
หากพิจารณาแนวโน้มระยะยาว จะพบว่าอัตราการหย่าต่อการสมรส เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน
สมรสเท่าเทียมปีแรก
ในขณะที่สมรสเท่าเทียมปีแรก สถิติการจดทะเบียนรวมแล้ว 25,814 คู่ นับเป็นจุดเปลี่ยนโครงสร้างครอบครัวไทย 3 มิติ
มิติทางกฎหมาย : การเปิดให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบทะเบียนราษฎรไทย
มิติทางสังคม : การมีตัวเลขมากกว่า 25,000 คู่ในช่วงแรก แสดงให้เห็นว่ามี ความต้องการสะสม จากกลุ่ม LGBTQ+ ที่รอการรับรองสิทธิอย่างเป็นทางการ
มิติทางเศรษฐกิจ : การสมรสเท่าเทียมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมงานแต่ง ท่องเที่ยว โรงแรม และบริการทางกฎหมาย
หากนำ 25,814 คู่มาคิดเป็นสัดส่วนของการสมรสทั้งหมดในปี 2568 (275,480 คู่) จะคิดเป็นประมาณ 9.3% ของการสมรสทั้งหมด ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์
โครงสร้างประชากรกับอนาคตการแต่งงานไทย ก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ” อัตราการเกิดลดต่ำกว่า 1.1 คนต่อสตรี 1 คน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อจำนวนคู่แต่งงานในอนาคต
ประชากรวัย 20-35 ปี เป็นกลุ่มหลักของการแต่งงาน กำลังลดลงต่อเนื่อง คาดการณ์ได้ว่า ตัวเลขสมรสในอีก 10 ปีข้างหน้าอาจไม่กลับไปแตะระดับ 300,000 คู่ต่อปีได้ง่าย
ในขณะเดียวกัน ค่านิยมใหม่ เช่น การอยู่ก่อนแต่ง การไม่มีบุตร และเลือกโสด เพิ่มขึ้นทุกปี