ยืนหยัดการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและรักษาความเป็นผู้ประกอบการธุรกิจพักผ่อนและสันทนาการที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สำหรับกลุ่ม “ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” โดยสามารถทำกำไรได้ถึง 9,700 ล้านบาทในปี 2568 ที่ผ่านมา
“ชัยพัฒน์ ไพฑูรย์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน “ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล” หรือ MINT ให้ข้อมูลว่า บริษัทยังคงเดินหน้าธุรกิจภายใต้แผนธุรกิจระยะ 3 ปี (2568-2571) ภายใต้เป้าหมายสร้างการเติบโตของรายได้เฉลี่ยปีละ 6-8% ต่อปี และมีการเติบโตของกำไรสุทธิที่ 15-20%
โดยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นจาก Operating Leverage (อัตราส่วนการดำเนินงาน) ที่ดีขึ้น รวมถึงสัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียมบริหารโรงแรมและแฟรนไชส์ร้านอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนหลัก (Core ROIC) มากกว่า 12%

มุ่งขยาย Asset-light-กอง REIT
รวมถึงเร่งการขยายธุรกิจในรูปแบบ Asset-light (ลดการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร) เพื่อให้มีจำนวนโรงแรมภายใต้สัญญามากกว่า 850 แห่งทั่วโลกภายในปี 2571 และให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินทรัพย์โรงแรมและร้านอาหาร โดยมุ่งเน้นความสอดคล้องกับกลยุทธ์แบรนด์และผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
ขณะเดียวกันบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการสร้างมูลค่าเชิงกลยุทธ์ โดยมีเป้าหมายเพื่อปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในส่วนที่ยังไม่ได้รับการสะท้อนอย่างเต็มที่ ผ่านแผนการเสนอขายทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 นี้ ซึ่งเชื่อว่าแผนดังกล่าวนี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจของบริษัทไปสู่ Asset-light มากยิ่งขึ้น และเพิ่มผลตอบแทนต่อเงินทุน

ขยายพอร์ตโฟลิโอเข้าถึงทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ บริษัทยังคงเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่มีความแตกต่างและหลากหลาย ทั้งในธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร เพื่อให้แบรนด์สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ครอบคลุมหลายภูมิภาค และรองรับรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไป และลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง
โดยในส่วนของธุรกิจโรงแรมนั้นปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของบริษัทครอบคลุมทั้งแบรนด์ระดับลักเซอรี่ (Luxury) แบรนด์พรีเมี่ยม (Premium) และแบรนด์ซีเล็กต์ (Select) รวมถึงการเปิดตัวแบรนด์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ เช่น The Wolseley Hotels, Minor Reserve Collection, Colbert Collection และ iStay Hotels ซึ่งช่วยความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และยกระดับผลตอบแทนในอนาคต
ส่วนโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ (Branded Residences) ยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การเติบโตที่สำคัญและสร้างอัตรากำไรที่ค่อนข้างสูงภายในพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ของบริษัท โดยมีการบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับแบรนด์โรงแรม ซึ่งช่วยเพิ่มผลตอบแทนรวมของโครงการและเสริมความชัดเจนของรายได้ในอนาคต
โดยยังมีแผนที่จะขยายโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ต่าง ๆ ไปสู่แบบ Stand-alone ภายใต้สัญญาบริหารจัดการเพื่อขยายตลาดให้กว้างขึ้น โดยโครงการเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนรายได้ที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ยอดขายโครงการที่อยู่อาศัย Kiara Reserve ที่ภูเก็ต มูลค่าราว 3 พันล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569

“ธุรกิจโรงแรม” รายได้หลัก
จากข้อมูลรายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยของบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มไมเนอร์มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง มีรายได้รวม 167,241 ล้านบาท และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายภาษีและค่าเสื่อม 44,435 ล้านบาท โดย “ไมเนอร์ โฮเทล” ยังคงเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลัก โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 73 ของกำไรจากการดำเนินงาน
สะท้อนถึงแพลตฟอร์มธุรกิจระดับโลกที่มีความหลากหลาย และการดำเนินธุรกิจ อย่างมีวินัย
โดย ณ สิ้นปี 2568 ในส่วนของธุรกิจโรงแรมบริษัทมีโรงแรมที่ลงทุนเองจำนวน 370 แห่ง และมีโรงแรมและเซอร์วิส สวีต ที่รับจ้างบริหารอีก 196 แห่ง ใน 56 ประเทศ มีจำนวนห้องพักและเซอร์วิส สวีต รวมทั้งหมด 81,611 ห้อง
ในจำนวนนี้เป็นห้องที่บริษัทลงทุนเองและเช่าบริหารจำนวน 54,93 ห้อง และห้องที่บริษัทรับจ้างบริหารจำนวน 27,418 ห้อง ภายใต้แบรนด์ Anantara, Avani, Oaks, Tivoli, NH Collection, NH nhow, Elewana Collection และ Colbert Collection
จากห้องพักทั้งหมดเป็นห้องพักในประเทศไทย 6,005 ห้อง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 7 เป็นห้องพักในต่างประเทศ 75,606 ห้อง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93 (ใน 55 ประเทศ) ครอบคลุมทวีปเอเชีย โอเชียเนีย ยุโรป อเมริกา และแอฟริกา
เมื่อรวมโรงแรมที่บริษัทลงทุนเองที่จะเปิดตัวในอนาคตและกิจการร่วมค้าที่ได้มีข้อมูลผูกมัดแล้ว บริษัทมีโรงแรมที่บริษัทลงทุนเองและที่รับจ้างบริหารรวมทั้งสิ้น 363 แห่ง

“เอเชีย-ไทย” เติบโตสูงสุด
โดยภูมิภาคยุโรปและอเมริกามีรายได้เฉลี่ยต่อห้องในสกุลเงินยูโรเติบโตขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นแรงหนุนจากอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่งและอำนาจในการกำหนดราคาที่สูงขึ้น แม้จะเผชิญกับผลกระทบจากสกุลเงินเปโซอาร์เจนตินาที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับยูโร
เช่นเดียวกับอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับร้อยละ 72 ในไตรมาส 4/2568 จากร้อยละ 70 ในไตรมาส 4/2567
ขณะที่อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ในระดับ 154 ยูโร โดย “ยุโรปกลาง” ยังคงหนุนการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน ตามด้วยประเทศอิตาลี กลุ่มประเทศเบเนลักซ์ และสเปน
ส่วนภูมิภาคเอเชีย โรงแรมในประเทศไทยมีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของโรงแรมในไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของราคาห้องพักภายหลังการปรับปรุงโรงแรมหลัก
รวมถึงการวางตำแหน่งทางการตลาดที่แข็งแกร่งในการดึงนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงจากตลาดสำคัญ ๆ เช่น สหราชอาณาจักร อิสราเอล รัสเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งนี้จุดหมายปลายทางที่เป็นรีสอร์ตยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและมีผลประกอบการที่ดีกว่าโรงแรมในเมือง
สำหรับมัลดีฟส์ยังคงรักษาแนวโน้มการเติบโตที่ดีเช่นกัน โดยในไตรมาส 4/2568 มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนที่สกุลเงินดอลลาร์ยังพุ่งขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับปีก่อน มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่สูงขึ้น และอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากตลาดนักท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย อาทิ รัสเซีย สหราชอาณาจักร เยอรมนี และจีน