เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
Economic เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
“พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
Politics “พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
Business เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
Tech คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
Economic กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
ครึ่งปีหลังคึก หอการค้าไทยกาง 10 เวทีใหญ่ ดึงการค้า-ลงทุนเข้าประเทศ
Economic ครึ่งปีหลังคึก หอการค้าไทยกาง 10 เวทีใหญ่ ดึงการค้า-ลงทุนเข้าประเทศ
‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ ดันสนามบินอุดรฯ ฮับการบินอีสานเชื่อมต่อเส้นทางบินระหว่างประเทศ
Business ‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ ดันสนามบินอุดรฯ ฮับการบินอีสานเชื่อมต่อเส้นทางบินระหว่างประเทศ
ไทยเปิดบ้านรับ AI จีน นายกฯ ดันลงทุน ปลดล็อก 7 แสนล้าน ในงาน Thailand–China Expo
Economic ไทยเปิดบ้านรับ AI จีน นายกฯ ดันลงทุน ปลดล็อก 7 แสนล้าน ในงาน Thailand–China Expo
ดูทั้งหมด

‘แลนด์บริดจ์’ ในสายตา 4 ผู้เชี่ยวชาญ โอกาสหรือความเสี่ยง? เมื่อสินค้าไทยไม่ใช่เป้าหมายหลัก

08 พ.ค. 2569 | 14:27น.

สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ ‘แลนด์บริดจ์: มุมมองรอบด้าน เพื่ออนาคตการขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ดึงนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญร่วมเผยแพร่ข้อมูลสำคัญ ระบุโครงการอาจมีนัยแฝงมากกว่าแค่การขนส่งสินค้า ชี้รายงาน สนข. ปี 2568 พบสัดส่วนสินค้าไทยมีเพียง 18% ขณะที่เป้าหมายหลักอาจเป็นการปูทางสู่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี 70,000 ไร่ ท่ามกลางคำถามด้านความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ สมุททานุภาพ และผลกระทบสิ่งแวดล้อมในยุค Climate Change

ช่องว่างข้อมูลการเดินเรือสากล: มะละกา vs แลนด์บริดจ์

เริ่มต้นด้วย รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและโลจิสติกส์  ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกจากการติดตามโครงการมาอย่างต่อเนื่อง โดยระบุถึงความจำเป็นในการปูพื้นฐานข้อมูลให้ตรงกันก่อนการถกเถียงในเชิงนโยบาย เนื่องจากปัจจุบันการวิพากษ์วิจารณ์ตั้งอยู่บนฐานข้อมูลที่ไม่เท่ากัน โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

รศ.ดร.สมพงษ์ อธิบายภาพรวมการเดินเรือในช่องแคบมะละกา เพื่อทำความเข้าใจก่อนจะนำโครงการแลนด์บริดจ์ไปทดแทน โดยชี้ให้เห็นว่าการเดินเรือมีเส้นทางหลักที่ชัดเจน ไม่ได้เดินเรืออย่างสะเปะสะปะ

เส้นทางหลัก: เรือจากเอเชียตะวันออกที่เข้าสู่ช่องแคบมะละกาจะมี 2 ทิศทางหลัก คือ มุ่งหน้าไปยังท่าเรือโคลัมโบ (ศรีลังกา) เพื่อต่อไปยังยุโรป หรือล่องลงทางใต้เพื่อมุ่งหน้าไปยังแอฟริกา

ระบบช่องแคบในภูมิภาค: ช่องแคบมะละกาไม่ใช่ทางผ่านเดียวในภูมิภาคทางใต้ แต่ยังมี “ช่องแคบซุนดา” และ “ช่องแคบลอมบอก” ซึ่งเรือน้ำมันขนาดใหญ่พิเศษระดับ ULCC (Ultra Large Crude Carrier) ที่มีน้ำหนักมากจนร่องน้ำช่องแคบมะละกาไม่รองรับ จำเป็นต้องเลี่ยงไปใช้ช่องแคบลอมบอกอยู่แล้วในปัจจุบัน

จำแนกประเภทเรือ: จากสถิติเรือประมาณ 90,000 ลำต่อปี พบว่าไม่ได้วิ่งผ่านตลอดแนวช่องแคบทั้งหมด โดยสัดส่วนเรือคอนเทนเนอร์ 50% วิ่งข้ามฝั่ง แต่อีก 37% วิ่งอยู่ฝั่งตะวันออก และ 8.7% วิ่งอยู่ฝั่งตะวันตก เนื่องจากศูนย์กลางการค้าตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกเป็นหลัก

ขนาดและพฤติกรรมเรือ: เรือคอนเทนเนอร์ที่วิ่งข้าม 2 ฝั่งมหาสมุทร มีขนาดเฉลี่ยเกือบ 100,000 ตัน (ประมาณ 10,000 ทีอียู) ขณะที่เรือที่วิ่งชายฝั่งจะมีขนาดเล็กกว่า (20,000-30,000 ตัน) ส่วนเรือประเภทอื่น เช่น เรือเทกอง (Bulk) และเรือน้ำมัน (Tanker) มีพฤติกรรมการเดินเรือที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมการขนส่งสินค้าแต่ละประเภท

นอกจากนี้ ยังมีการเปรียบเทียบระหว่าง ท่าเรือสิงคโปร์ และ ท่าเรือมาเลเซีย ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน โดยสิงคโปร์บริหารจัดการสินค้าได้ 44 ล้านตู้ต่อปี ขณะที่มาเลเซียทำได้ 14 ล้านตู้ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยทางภูมิศาสตร์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดความสำเร็จ แต่มีมิติการบริหารจัดการที่ซับซ้อนกว่านั้น

รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์

รายละเอียดโครงการแลนด์บริดจ์ ตามรายงานฉบับสมบูรณ์ปี 2568

รศ.ดร.สมพงษ์ อ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับสมบูรณ์ของ สนข. ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อปลายปี 2568 โดยระบุถึงรายละเอียดทางวิศวกรรมและองค์ประกอบโครงการ ดังนี้:

  • โครงสร้างพื้นฐาน: ประกอบด้วย ทางหลวงพิเศษ (Motorway) และระบบรถไฟ 2 คู่ คือ ทางคู่ปกติ และทางคู่ขนาดมาตรฐาน (Standard Gauge) เชื่อมต่อท่าเรือทั้งสองฝั่ง
  • การถมทะเล: โครงการกำหนดให้มีการถมทะเลออกไปฝั่งละ 6,000 ไร่ ยื่นออกไปในทะเล 1-3 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับท่าเรือแหลมฉบังในปัจจุบันที่มีพื้นที่ประมาณ 8,000 ไร่ (รวมโครงการขยาย) จะเห็นว่าท่าเรือแลนด์บริดจ์แต่ละฝั่งมีขนาดใหญ่เทียบเท่าท่าเรือแหลมฉบัง
  • ท่อน้ำมัน: รศ.ดร.สมพงษ์ ย้ำข้อเท็จจริงว่า ในรายงานระบุชัดเจนว่าท่อน้ำมันมีไว้เพื่อส่งน้ำมันเพื่อใช้ในกิจการของท่าเรือและรถไฟเท่านั้น ไม่ใช่ท่อน้ำมันเพื่ออุตสาหกรรมน้ำมันหรือโรงกลั่น และในการทำประชาพิจารณ์กับประชาชนได้ยืนยันว่าจะไม่มีอุตสาหกรรมโรงกลั่น โดยสินค้าหลักเพียงชนิดเดียวที่มีคือสินค้าคอนเทนเนอร์

วิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย: สินค้าไทย 18% vs สินค้าถ่ายลำ 78%

ประเด็นสำคัญที่สุดที่มีการวิเคราะห์คือ “ประเภทสินค้า” ที่จะมาใช้บริการแลนด์บริดจ์ตามข้อมูลของ สนข. ซึ่งแบ่งออกเป็นดังนี้

  • สินค้าถ่ายลำ (Transshipment) และสินค้าข้ามแดน: 78% (สินค้าจากประเทศหนึ่ง มาเปลี่ยนเรือที่แลนด์บริดจ์เพื่อไปอีกประเทศหนึ่ง โดยไม่มีสินค้าไทยรวมอยู่ด้วย)
  • สินค้าไทย (Gateway Cargo): 18%
  • สินค้าจากประเทศจีน: 4%

รศ.ดร.สมพงษ์ ระบุว่าโครงการนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสินค้าไทยเป็นหลัก แต่เป็นการออกแบบพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อรอรับสินค้าถ่ายลำต่างชาติถึง 80% ซึ่งถือเป็นส่วนที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากเราไม่สามารถควบคุมความต้องการของสายการเดินเรือต่างชาติได้ ขณะที่สินค้าไทยเองมีปริมาณเพียงประมาณ 5 ล้านตู้ แต่โครงการออกแบบมารองรับถึง 20 ล้านตู้

ข้อจำกัดและทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์

ในการนำเสนอยังระบุถึงข้อจำกัดทางกฎหมายและสิ่งแวดล้อม ดังนี้

ประเด็นฮับน้ำมัน: หากมีการนำเสนอให้แลนด์บริดจ์เป็นศูนย์กลางน้ำมันตามที่มีการเสนอในโซเชียลมีเดีย จะต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่การศึกษาธุรกิจน้ำมัน การขนส่ง และที่สำคัญคือต้องทำ EIA (รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ใหม่ เนื่องจากสิ่งแวดล้อมจากการขนส่งน้ำมันมีความเสี่ยงต่างจากคอนเทนเนอร์อย่างสิ้นเชิง (เช่น กรณีน้ำมันรั่วที่มาบตาพุด) ซึ่งปัจจุบันสัมปทานที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ได้ครอบคลุมส่วนนี้

ทางเลือก Gateway Port: รศ.ดร.สมพงษ์ เสนอว่า หากต้องการสร้างท่าเรือฝั่งอันดามันเพื่อรองรับสินค้าไทยเป็นหลัก (Gateway Port) โดยไม่เน้นการถ่ายลำ (Transshipment) ขนาดของโครงการจะลดลงเหลือเพียง 1 ใน 5 ของที่ออกแบบไว้ (ลดลง 80%) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลดพื้นที่เวนคืน และลดความเสี่ยงทางการเงิน จนรัฐบาลอาจสามารถลงทุนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสัมปทานครั้งใหญ่

รศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการแลนด์บริดจ์ตามโมเดลของ สนข. ถุกตั้งอยู่บนคำถามที่ว่า จะมีสินค้าถ่ายลำจากต่างประเทศมาใช้บริการมากพอที่จะทำให้โครงการที่มีขนาดใหญ่โตเช่นนี้คุ้มค่าหรือไม่ เพราะสัดส่วนสินค้าไทยมีเพียง 18-20% เท่านั้น ขณะที่การออกแบบโครงการรองรับไปถึง 100% ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

‘ดร.สุรชาติ’ ชี้สมุททานุภาพในศตวรรษที่ 21 ทะเลคือเส้นชีวิตของโลก

ขณะที่ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพความสำคัญของ “ทะเล” ที่ยังคงเป็นปัจจัยหลักในเวทีโลก แม้เทคโนโลยีทางอากาศหรือรถไฟความเร็วสูงจะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่ในศตวรรษที่ 21 ทะเลยังคงทำหน้าที่เป็น “Super Highway” ของกระบวนการโลกาภิวัตน์ (Globalization) และที่สำคัญที่สุดคือเป็นเส้นชีวิตของ “ห่วงโซ่อุปทาน” (Supply Chain) ของโลก

ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ทางทะเล ดร.สุรชาติระบุว่าหัวใจสำคัญคือการควบคุม “จุดยุทธศาสตร์” หรือ “คอขวด” (Chokepoints) ซึ่งเป็นช่องแคบที่เรือสินค้าและเรือพลังงานต้องสัญจรผ่าน ปัจจุบันสังคมไทยเริ่มตระหนักถึงวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและการใช้ชีวิตของคนไทย ดังจะเห็นได้จากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา

“ถ้าเกิดวิกฤตที่คอขวด มันจะไม่ใช่แค่วิกฤตของพื้นที่นั้น แต่มันคือวิกฤตของโลกที่จะมาดิสรัปต์ (Disrupt) ทั้งเศรษฐกิจและวิถีชีวิตประจำวันของพวกเรา” ดร.สุรชาติกล่าวเสริมถึงพลังของสมุททานุภาพที่กองทัพมหาอำนาจอย่างจีนกำลังเร่งขยายตัวเพื่อลบภาพจำในอดีต

คำถามทางยุทธศาสตร์: แลนด์บริดจ์ตอบโจทย์ใคร?

เมื่อพิจารณากลับมาที่ประเทศไทย ดร.สุรชาติได้ตั้งคำถามสำคัญ 7 ประการ ต่อข้อพิจารณาทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาล:

  • ตำแหน่งแห่งที่ทางยุทธศาสตร์: ตกลงแล้วโครงการนี้ถูกสร้างมาเพื่อรับใช้ (Serve) ยุทธศาสตร์ใดของไทย? ปัจจุบันแลนด์บริดจ์ดูเหมือนจะเป็นเพียง “วาทกรรมทางการเมือง” ที่ขาดความชัดเจนทั้งในแง่ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี
  • วิสัยทัศน์ผู้นำ: ผู้นำไทยมองเห็นทะเลมากกว่าแค่แหล่งท่องเที่ยวหรือพื้นที่ซื้อเรือดำน้ำหรือไม่? ดร.สุรชาติเสนอให้พิจารณาเรื่อง “Soft Power ทางทะเล” แทนการยึดติดกับมิติทางการทหารเพียงอย่างเดียว
  • ทฤษฎีการทดแทนช่องแคบมะละกา: รัฐบาลมักอ้างว่าแลนด์บริดจ์จะมาทดแทนกรณีมะละกาถูกปิด แต่ในทางภูมิศาสตร์ “ช่องแคบก็คือช่องแคบ” แลนด์บริดจ์ไม่สามารถทดแทนศักยภาพของมะละกาได้ และการเอาความคุ้มค่าของโครงการไปแขวนไว้กับสมมติฐานว่ามะละกาจะปิดนั้น “เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง”
  • สมดุลความคุ้มค่า 4 มิติ: การคิดเมกะโปรเจกต์ยุคใหม่ต้องสร้างสมดุลระหว่าง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความมั่นคง ซึ่งรัฐบาลยังตอบคำถามภาคประชาสังคมและนักวิชาการในมิติเหล่านี้ได้ไม่ชัดเจน

วิกฤตศรัทธาและการเงิน: เมกะโปรเจกต์ หรือ เมกะคอร์รัปชัน?

ในส่วนของการลงทุน ดร.สุรชาติได้จี้จุดอ่อนเรื่องงบประมาณ โดยระบุว่าหากรัฐบาลต้องกู้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อทำแลนด์บริดจ์ สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือการกู้ “เครดิตและความเชื่อมั่นจากประชาชน” เพราะหากการสื่อสารทางการเมืองล้มเหลว ประชาชนไม่เชื่อถือตัวบุคคลที่ออกมาให้ข้อมูล โครงการจะเดินต่อได้ยาก

นอกจากนี้ ยังมีการเตือนเรื่อง “กับดักหนี้” หากไทยกู้เงินโดยไม่มีขอบเขตและไม่สร้างสมดุลในทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น การพึ่งพาเงินทุนจากมหาอำนาจเพียงชาติเดียว) ไทยอาจประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับจิบูตีหรือศรีลังกา

“ในทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำอย่างไรที่ถ้าโครงการอย่างนี้เกิด จะต้องเกิดสมดุลในทางภูมิรัฐศาสตร์ จะกู้เงินใคร จะยกโครงการให้จีนหมดไหม หรือจะกู้ฝรั่งฝั่งเดียว หรือจะทำอย่างไร ยังไงไทยไม่มีตังค์นะครับ เพราะถ้ามีตังค์เมื่อวานไม่ต้องกู้ (4.4 แสนล้าน) ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นประเด็นก็คือ การสร้างสมดุลของโครงการที่เป็น Mega Project ในไทย ฟันธงได้เลยนะครับ นับจากนี้ต้องคิดเผื่อในมิติทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ ไม่อย่างนั้นประเทศไทยมีปัญหาครับ เพราะถ้ากู้โดยไม่มีขอบเขต สุดท้ายเราจะเข้าสู่ภาวะกับดักหนี้ เหมือนจิบูตี เหมือนศรีลังกา สุดท้ายกลายเป็น Debt Trap ที่เราติดโยงเข้าไปกับรัฐผู้ให้กู้”

แย้งแนวคิดรัฐบาล: ความจริงที่ถูกมองข้าม

ดร.สุรชาติได้นำเสนอประเด็น “Anti-thesis” เพื่อหักล้างข้อมูลบางประการจากฝั่งรัฐบาล ดังนี้

มะละกาไม่มีวันปิด: เงื่อนไขในช่องแคบมะละกาต่างจากฮอร์มุซ ปัญหาหลักของที่นี่คือโจรสลัดไม่ใช่สงคราม หากมะละกาปิดจริง นั่นหมายถึงสงครามโลก ซึ่งแลนด์บริดจ์ก็ไม่ใช่คำตอบ

ระยะเวลาที่ประหยัดได้ไม่เป็นจริง: ข้อมูลที่อ้างว่าแลนด์บริดจ์ช่วยย่นระยะเวลาการเดินทางได้ 4 วันนั้น “ไม่เป็นจริง” ในทางปฏิบัติอาจประหยัดได้เพียง 2 วัน ซึ่งเมื่อหักลบกับความยุ่งยากในการยกสินค้าขึ้น-ลงเรือ (Double Handling) ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจแทบจะไม่หลงเหลือ

ปัญหาด้านความเชื่อมั่นทางการเมือง: รัฐบาลประสบปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือในการสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้บุคคลที่มีภาพลักษณ์ติดลบในประเด็นน้ำมัน มาสื่อสารเรื่องแลนด์บริดจ์ซึ่งเชื่อมโยงกับพลังงาน

ทางออกและข้อเสนอแนะ: หันมอง “ทวาย” และเพื่อนบ้าน

ดร.สุรชาติกล่าวทิ้งท้ายด้วยการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทางเลือกอื่นที่มีศักยภาพ เช่น การรื้อฟื้นโครงการ “ทวาย” ในเมียนมา ซึ่งหากไทยสามารถเชื่อมต่อเส้นทางจากกาญจนบุรีไปถึงทวายได้ จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อศูนย์กลางอำนาจรัฐไทย แต่ปัจจุบันดูเหมือนไทยจะ “ทิ้งทวาย” ไปแล้ว จนอาจเปิดโอกาสให้มหาอำนาจอย่างรัสเซียหรือจีนเข้ามาคว้าผลประโยชน์ไปแทน

สุดท้ายนี้ การดำเนินนโยบายด้านสมุททานุภาพต้องควบคู่ไปกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผู้นำไทยต้องเลิกแนวคิดการเป็นใหญ่ฝ่ายเดียว และต้องรู้จักเจรจากับเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงท่าเรือในภูมิภาคอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นแลนด์บริดจ์หรือ MOU 44 ข้อมูลที่สังคมได้รับก็จะยังคง “มั่ว” และนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่สิ้นสุด

ดร.วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย

ดร.วิภาวดี: พลิกปูมแผนยุทธศาสตร์ 5 ทศวรรษ กับ “ความจริง” ที่รัฐไม่เคยสื่อสาร

ดร.วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิชุมชนกับการพัฒนา เปิดประเด็นด้วยเรื่อง “แผนพัฒนาและความไม่ไว้วางใจ” โดยระบุว่าปัจจุบันเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างรัฐกับชุมชนท้องถิ่น รวมถึงสังคมทั่วไป สาเหตุหลักมาจากความสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามในการนำเสนอนโยบายแลนด์บริดจ์

การที่รัฐพยายามฉายภาพเชิงบวกว่าไทยจะเป็น “ศูนย์กลางภูมิภาค” หรือ “เส้นทางการค้าโลก” เพื่อสร้างความภูมิใจและแรงหนุนในระยะสั้นนั้น กลับกลายเป็นดาบสองคม เพราะเมื่อข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง สุดท้ายก็นำไปสู่ความหวาดระแวงต่อรัฐ จนทำให้ภาคประชาชน “ตั้งธงไม่เชื่อและค้านไว้ก่อน” ซึ่งสภาวะเช่นนี้ได้ปิดกั้นพื้นที่ในการหารือเกี่ยวกับทางออกหรือแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง

ชำแหละศักยภาพการแข่งขัน: รายงานฉบับเดียวกัน แต่ผลสรุปต่างกัน

ดร.วิภาวดี ระบุอย่างชัดเจนว่า “โครงการนี้ไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันแล้วด้วยซ้ำ” เพราะหากพิจารณาจากรายงานการศึกษาของ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นฉบับเดียวกับที่รัฐใช้อ้างอิง จะพบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า:

  • ขาดศักยภาพในการแข่งขัน: โครงการนี้ไม่มีแรงดึงดูดเพียงพอสำหรับผู้ประกอบการ
  • ระยะเวลาขนส่ง: ยาวนานกว่าเส้นทางเดิม ไม่ได้ช่วยประหยัดเวลาอย่างที่อ้าง
  • ต้นทุน: ทั้งต้นทุนต่อตู้คอนเทนเนอร์และต้นทุนสุทธิต่อลำเรือสูงกว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา

วิเคราะห์เป้าหมายหลัก 4 ประการ กับความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

ในรายงานระบุเป้าหมายของแลนด์บริดจ์ไว้ 4 ด้าน ซึ่ง ดร.วิภาวดี ได้วิพากษ์ไว้อย่างละเอียด ดังนี้

  • การเปิดประตูการค้าฝั่งตะวันตก: คือการสร้างท่าเรือฝั่งอันดามันเชื่อมโยงกลุ่ม BIMSTEC (อินเดียและประเทศใกล้เคียง) แต่ความจริงคือเรามี “ท่าเรือระนอง” อยู่แล้ว ซึ่งรัฐควรกลับไปทบทวนว่าทำไมท่าเรือที่มีอยู่ถึงแข่งขันไม่ได้และไม่มีเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่เข้ามาใช้บริการ
  • การขนถ่ายลำเรือ (Transshipment): ดร.วิภาวดีชี้ว่า การหวังพึ่งพาเพียงการขนถ่ายสินค้าจากเรือต่างประเทศนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะหากไม่มี “ฐานการผลิต” ในพื้นที่เพื่อป้อนสินค้าขาออก เรือจะไม่อยากแวะ เนื่องจากต้องตีเรือเปล่ากลับ ซึ่งไม่คุ้มค่าในเชิงโลจิสติกส์
  • สะพานน้ำมัน (Oil Bridge): เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงน้อย แต่มีความสำคัญสูง (ซึ่ง ดร.วิภาวดี ระบุว่าจะลงรายละเอียดเชิงลึกในภายหลัง)
  • อุตสาหกรรมหลังท่า: นี่คือหัวใจสำคัญ เพราะการลงทุนจะคุ้มค่าได้ก็ต่อเมื่อมีการขนส่งสินค้า “ทั้งสองขา” (ไป-กลับ) ไม่ใช่เรือเปล่า 1 รอบ

พื้นที่อุตสาหกรรม 70,000 ไร่ : คอร์หลักที่แท้จริงของโครงการ

ข้อมูลสำคัญที่ปรากฏในรายงาน (หน้าที่ 689 ของไฟล์ PDF ตามการอ้างอิง) ระบุว่าโครงการนี้จะคุ้มค่าต่อการลงทุนก็ต่อเมื่อ มีการพัฒนาอุตสาหกรรมประมาณ 70,000 ไร่ ในพื้นที่โครงการ

สิ่งนี้ยืนยันว่าแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่โครงการขนส่งสินค้าข้ามมหาสมุทร แต่เป้าหมายหลักคือการสร้าง “พื้นที่เขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ซึ่งข้อมูลส่วนนี้มักไม่ถูกพูดถึงต่อสาธารณะมากนัก โดยรัฐมักชูเรื่องการขนส่งบังหน้า แต่เบื้องหลังได้มีการพล็อตจุดและกำหนดตำแหน่งพื้นที่อุตสาหกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว

ย้อนรอยประวัติศาสตร์: แผนพัฒนาที่ “ไม่เคยเปลี่ยน” มากว่า 50 ปี

ดร.วิภาวดี ลำดับเวลาให้เห็นว่าแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน:

  • พ.ศ. 2516-2519: เริ่มศึกษาแผนการใช้ทรัพยากรภาคใต้
  • พ.ศ. 2528-2530: เริ่มมีแผนแลนด์บริดจ์ครั้งแรก และพัฒนาจริงในปี 2536 ในนามโครงการ Southern Seaboard
  • ข้อค้นพบที่ถูกปกปิด: ตั้งแต่เริ่มคิด รัฐบาลและผู้พัฒนาโครงการทราบดีอยู่แล้วว่าโครงการนี้ “ไม่เคยคุ้มค่าในเชิงโลจิสติกส์” และไม่สามารถแข่งขันได้ในรูปแบบการขนส่งเพียงอย่างเดียว

ตัวตนที่แท้จริง: โครงสร้างพื้นฐานเพื่อ “พลังงานและปิโตรเคมี”

ดร.วิภาวดี ฟันธงว่าแลนด์บริดจ์ถูกวางตำแหน่งให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ “อุตสาหกรรมพลังงาน” เป็นหลัก ซึ่งประกอบด้วย 1.น้ำมัน: ขนส่งจากตะวันออกกลางผ่านฝั่งอันดามัน 2.ก๊าซธรรมชาติ: ทั้งจากฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน และ 3.ปิโตรเคมี: ใช้เป็นอุตสาหกรรมแกนนำหลัก

รูปแบบนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาโดดๆ แต่เป็นแผนที่ “ต่อเนื่อง” กับพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (EEC ในปัจจุบัน) โดยใช้โมเดลเดียวกันคือ “รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนำ แล้วอุตสาหกรรมหนักตามมา” ซึ่งในอดีตโครงการนี้ได้รับเงินทุนและเทคนิคการศึกษาจากรัฐบาลญี่ปุ่นมาโดยตลอด (รวมถึงถนนสาย 44)

บทสรุปจากความล้มเหลวในอดีตและการย้ายที่ “จนไม่มีที่ลง”

เธอชี้ให้เห็นว่าโครงการในอดีตต้องชะงักไปจากหลายปัจจัย เช่น วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และเหตุการณ์สึนามิปี 2547 ที่ทำให้พื้นที่ “ท้ายเหมือง” ถูกตัดออกเพราะความเสี่ยงภัยธรรมชาติ จนต้องย้ายมาที่ “สตูล-สงขลา (ปากบารา)” และล่าสุดคือ “ระนอง-ชุมพร”

ดร.วิภาวดี ย้ำว่าการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) เมื่อปี 2559 ของ สนข. เอง ก็เคยสรุปว่าควร “ชะลอโครงการ” เนื่องจากระนองมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์ ส่วนชุมพรโดดเด่นด้านการเกษตร แต่ท้ายที่สุดเมื่อโครงการถูกผลักดันจนถึงปัจจุบัน พื้นที่ที่เคยถูกประเมินว่าควรอนุรักษ์กลับกลายเป็นพื้นที่รองรับโครงการอุตสาหกรรมหนัก

ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล

มิติทรัพยากรและยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม: บทเรียนจากอดีต 2,600 ปี สู่ความเสี่ยงใหม่ยุค Climate Change

ในช่วงเริ่มต้น ศ.กิตติคุณ ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเล ได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนว่า การร่วมเสวนาครั้งนี้มาในบทบาทของ “นักวิชาการอิสระ” โดยไม่เกี่ยวข้องกับต้นสังกัดเดิมอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือในนามราชบัณฑิตยสภา เพื่อให้สามารถแสดงทัศนะได้อย่างตรงไปตรงมา

ใจความสำคัญที่ต้องการสื่อสารคือ การมองสิ่งแวดล้อมในเชิง “ยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อม” ซึ่งแตกต่างจากนักสิ่งแวดล้อมทั่วไปที่มักเน้นการตามแก้ปัญหา (Reactive) หลังจากโครงการเกิดขึ้นแล้ว แต่แนวทางที่เสนอคือการนำสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเป็นตัวตั้ง (Proactive) เพื่อกำหนดทิศทางการเดินหน้าโครงการให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของโลก

วิกฤตเศรษฐกิจไทย: เมื่อความฝัน “ใหญ่ขึ้น” บนชุดความคิด “เดิม”

ดร.ธนวัฒน์ เล่าถึงทศวรรษแห่งความรุ่งเรืองของไทยก่อนปี 2540 ที่ GDP เคยเติบโตสูงกว่า 13% แต่หลังจากนั้นเราเผชิญกับวิกฤตที่บั่นทอนศักยภาพประเทศมาโดยตลอด ทั้งวิกฤตต้มยำกุ้ง, วิกฤตซับไพรม์, อุทกภัยครั้งใหญ่, ความขัดแย้งทางการเมือง (วิกฤตเสื้อสี) จนถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดยอ้างอิงข้อมูลจาก ธนาคารโลก (World Bank) ที่ระบุว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องตัดสินใจ หากเราไม่สามารถรักษาการเติบโตของ GDP ที่ 5% ได้อย่างต่อเนื่อง เราจะต้องใช้เวลาถึง 33 ปีในการพัฒนาประเทศ แต่ถ้าทำได้จะเหลือเพียง 13 ปี ซึ่งในภาวะปัจจุบัน “โอกาสแทบจะเป็นไปไม่ได้” เนื่องจากปัจจัยรุมเร้า ดังนี้

  • สังคมสูงวัย: จำนวนคนเกิดน้อยกว่าคนตาย ส่งผลให้ศักยภาพในการเสียภาษีลดลงในอนาคต
  • งบประมาณจำกัด: การตั้งงบประมาณลงทุนมหาศาลระดับ 3 ล้านล้านบาท ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าจะเป็นเรื่องยากเพราะฐานรายได้รัฐสั่นคลอน
  • ดิจิทัลและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ: ปัจจัยเหล่านี้บั่นทอนขีดความสามารถในการพัฒนาแบบเดิม

“ประเทศไทยกำลังทำแลนด์บริดจ์เส้นนี้เป็นเส้นที่ 3 เราคิดเหมือนเดิม แต่ความฝันใหญ่ขึ้น อลังการขึ้น มันเป็นไปได้อย่างไรในเมื่อวิธีคิดยังอยู่ที่เดิม?”  ดร.ธนวัฒน์กล่าว

Climate Change: ความเสี่ยงที่การวางแผนยังไม่ “Precise”

ดร.ธนวัฒน์ กล่าวต่อว่า ในมิติของโลกยุคใหม่ ไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ เป็นอันดับ 22 ของโลก แต่เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจาก Climate Change ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก โดยเฉพาะหลังมหาอุทกภัยปี 2554 ไทยเคยพุ่งขึ้นไปอยู่อันดับ 1 ของโลกในแง่ของความสูญเสีย

การวางนโยบายภัยพิบัติของไทยยังขาดความแม่นยำ (Precise) เช่น การคาดการณ์ภัยแล้งจนรัฐเสียเงินมหาศาลเพื่อจัดหาน้ำ แต่สุดท้ายน้ำกลับท่วม ท่านชี้ให้เห็นว่าการลงทุนในด้าน Adaptation (การปรับตัว) ตามแบบอย่างประเทศญี่ปุ่น จะช่วยลดมูลค่าความเสียหายได้มหาศาลในระยะยาว

ประวัติศาสตร์ 2,600 ปี: แหลมทองคือแลนด์บริดจ์ธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังได้ย้อนภาพเส้นทางการค้าโลกตั้งแต่ 2,600 ปีก่อน ชี้ให้เห็นว่าบริเวณแหลมทอง หรือคาบสมุทรไทย เป็นจุดศูนย์กลางการค้าข้ามทวีปมานานแล้ว

  • 2,600 ปีก่อน: การเดินเรืออ้อมแหลมมลายูใช้เวลาถึง 2 ปี แต่หากใช้การเดินเท้าข้ามคาบสมุทรจะย่นระยะเวลาได้มาก
  • 2,100 ปีก่อน: ระยะเวลาลดลงเหลือ 1 ปี และในสมัยทวารวดีเหลือเพียง 8 เดือน
  • หลักฐานทางโบราณคดี: การค้นพบเรือจมและลูกปัดโบราณในบริเวณ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ยืนยันว่ามีการ “ถ่ายสินค้า” ข้ามฝั่งมาตั้งแต่อดีต ซึ่งถือเป็นแลนด์บริดจ์โดยธรรมชาติ

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยอยุธยา (สมเด็จพระนารายณ์มหาราช) เคยมีการเสนอให้ตัดคลองเชื่อมฝั่งก่อนการขุดคลองสุเอซด้วยซ้ำ แต่โชคดีที่ไม่ได้ทำในขณะนั้น เพราะอาจจะประสบปัญหาทางเทคนิคและสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับคลองปานามาในปัจจุบัน

ความต่อเนื่องทางยุทธศาสตร์: รอยร้าวของเส้นทางเชื่อมต่อ

ดร.ธนวัฒน์ ได้ไล่เรียงประวัติศาสตร์การพยายามสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ และรัฐบาล คสช. ที่เริ่มทำโครงการ SEC (Southern Economic Corridor) จนมาถึงรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน

อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาเรื่อง “ความต่อเนื่องของยุทธศาสตร์” ดังนี้

  1. ยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนไปมา: เส้นทางถูกย้ายไปย้ายมา ตั้งแต่เส้นทางถนนหมายเลข 44 ไปจนถึงสตูล และปัจจุบันมาจบที่เส้นทางพะโต๊ะ ซึ่งขาดความเชื่อมโยงที่ชัดเจน
  2. Connectivity: หากแลนด์บริดจ์ไม่สามารถเชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูงจากจีน หรือไม่สามารถเชื่อมสินค้าจากแหลมฉบัง-มาบตาพุดได้อย่างไร้รอยต่อ โครงการนี้จะเกิดผลกระทบได้ยาก
  3. ความน่าเชื่อถือของพันธมิตร: ตั้งคำถามถึงความแน่นอนของจีนในการร่วมลงทุน เนื่องจากที่ผ่านมาจีนมีประวัติการเจรจาที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม: สิ่งที่ยังหายไปในรายงาน

ดร.ธนวัฒน์ ตอกย้ำประเด็นที่ยังเป็นจุดอ่อนของโครงการในปัจจุบัน

  • การศึกษาที่ตัดตอน: ปัจจุบันมีการศึกษาแยกส่วน ท่าเรือก็ส่วนหนึ่ง รถไฟก็ส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่เห็นรายงาน SEA (Strategic Environmental Assessment) ที่เป็นภาพรวมทั้งระบบ
  • Disaster Risk: เส้นทางพะโต๊ะเป็นเส้นทางที่พายุ (เช่น พายุเกย์) เคยพาดผ่าน และเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อพิบัติภัยธรรมชาติที่ต้องประเมินอย่างละเอียด
  • Sustainability & Community Risk: พื้นที่พะโต๊ะเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญ มีป่าที่สมบูรณ์ และมี “ต้นทุเรียนโบราณ” มหาศาล ซึ่งเป็นรากฐานเศรษฐกิจของชุมชน รวมถึงผลกระทบต่อชาวประมงทั้งสองชายฝั่ง

แลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่ Solution สุดท้าย

ดร.ธนวัฒน์ ทิ้งท้ายว่าการคิดการใหญ่ระดับโลกเป็นเรื่องดี แต่ต้องตอบคำถามเรื่อง “เวลา” ให้ได้ หากการขนส่งผ่านแลนด์บริดจ์ใช้เวลามากกว่าหรือพอๆ กับการผ่านช่องแคบซุนดา (2-3 วัน) หรือช่องแคบลอมบอก (4-5 วัน) ลูกค้าก็จะไม่เลือกใช้บริการ

“อะไรก็แล้วแต่ที่เรากำลังจะคิด มันคงจะไม่ใช่ Solution สุดท้ายอย่างแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว มันอาจจะมีตัวเลือกอื่นที่ช่วย Stimulate เศรษฐกิจได้ดีกว่านี้ หากเราพิจารณามิติต่างๆ ให้ครบถ้วนและลึกซึ้งพอ”