DNA ไทย ทิ้งเตรียมแพทย์ไปเป็นศิลปินไส้แห้ง สู่เจ้าของแบรนด์ดัง 100 ล้าน ในอเมริกา
ใครจะคิดว่าเด็กกรุงเทพฯ ขี้อาย ที่หอบคัลเจอร์ช็อกไปเติบโตในต่างแดน แถมยังโดนเหยียดสารพัดว่าเป็น “ไอ้คนจีน” วันหนึ่งจะกลายมาเป็นผู้ประกอบการระดับ Forbes 30 Under 30
นี่คือเส้นทางชีวิตของ ‘แอน แมคเฟอร์รัน‘ หรือ ‘จิตสุภา ตั้งตรงจิตร’ จากเด็กเรียนเตรียมแพทย์ที่ยอมหักดิบ มาเป็นศิลปินไส้แห้ง ขับรถมือสองสภาพเก่า นอนในห้องเช่ารูหนูท้ายสวน ที่บางวันมีวัชพืชเลื้อยเจาะกำแพงเข้ามา! แต่ด้วย “ดีเอ็นเอความสู้ชีวิตและหัวการค้าแบบคนไทย” ที่ซึมซับมาจากคุณแม่ เธอจึงกล้าควักเงินเก็บ 5,000 ดอลลาร์สุดท้ายในชีวิต มาเนรมิตแบรนด์ขนตาแม่เหล็กพรีเมียม ‘Glamnetic’ จากห้องนอนตัวเอง จนสร้างความสำเร็จระดับที่ โดจา แคท และ อารีอานา กรานเด ให้การยอมรับ
กวาด 50 ล้านดอลลาร์จนเฟซบุ๊กออกปากชม แต่แล้วก็เกือบเจ๊งเพราะมรสุม iOS 14 ยอดขายดิ่งวูบ 25% สินค้าล้นคลัง… ในนาทีเฉียดตาย แทนที่จะยอมแพ้ เธอกลับโชว์เก๋า ล้มได้ก็ลุกใหม่ได้ หักพวงมาลัยเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ จาก ‘ขนตาปลอม’ ไปลุยตลาด ‘เล็บปลอม’ ทุบสถิติกวาด 100 ล้านดอลลาร์สำเร็จ
พ่อติดเหล้า
เส้นทางชีวิตของ แอน แมคเฟอร์รัน (Ann McFerran) หรือชื่อไทยแต่แรกเกิดคือ จิตสุภา ตั้งตรงจิตร เริ่มต้นขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ในครอบครัวที่ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาว ทว่าเมื่ออายุได้เพียง 4 ขวบ จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ครั้งแรกก็เกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อและคุณแม่ตัดสินใจหย่าร้างกัน เนื่องจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว โรคพิษสุราเรื้อรัง และมรสุมอีกหลายด้านจากฝั่งของพ่อ ในฐานะลูกคนเล็ก จึงได้รับสิทธิ์ในการเลือกว่าจะอยู่กับใคร ซึ่งแอนเลือกอยู่กับแม่เพราะผูกพันกันมากกว่า ส่วนพี่สาวเลือกอยู่กับพ่อ การตัดสินใจในวันนั้นทำให้แอนไม่ได้พบเจอกับพ่ออีกเลย และเพิ่งมาทราบข่าวในภายหลังไม่นานนี้ว่าพ่อได้เสียชีวิตลงแล้ว
ต่อมา คุณแม่ได้พบรักใหม่กับชายชาวไอริช-เยอรมันผู้แสนดีผ่านการแนะนำของคุณยาย ซึ่งชายผู้นี้ได้กลายมาเป็นคุณพ่อคนปัจจุบัน และเป็นที่มาของนามสกุล ‘แมคเฟอร์รัน’ (McFerran) ที่ได้มาจากการจดทะเบียนสมรสของคุณแม่
อพยพสู่อิสรภาพ
เมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ การเดินทางสู่บ้านใหม่ในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มต้นขึ้น
“ประมาณหนึ่งปีครึ่งหลังจากนั้น ในที่สุดแม่ก็กลับมารับฉันที่ประเทศไทย ไม่ทันได้ตั้งตัว ฉันก็นั่งรถข้ามสะพานโกลเดนเกตแล้วค่ะ ฉันยังจำวันนั้นได้แม่นยำ อากาศที่เย็นสบายตอนที่ฉันก้าวลงจากเครื่องบิน และสีสันอันน่าทึ่งเหล่านั้น! สีแดงเพลิงของสะพานและเสียงรอบตัวที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองได้หลบหนีออกจากคุกและพบอิสรภาพแล้ว เพราะโรงเรียนที่ไทยเคร่งมาก ผมของพวกเราต้องตัดสั้นเหนือคาง การแต่งกายก็เข้มงวดสุด ๆ พวกเราจะถูกไม้เรียวตีที่ฝ่ามือถ้าทำผิดกฎ”
เด็กเอเชียคนเดียว
คัลเจอร์ช็อกแรกคือ การเป็นเด็กเอเชียคนเดียวในโรงเรียนตอนนั้น เลยทำให้โดนเพื่อน ๆ ล้อและเรียกว่า “ยัยคนจีน” ทั้งที่เป็นคนไทยแท้ ๆ
ในวันแรกของการเรียน มีเด็กผู้หญิงผมบลอนด์เดินเข้ามาหาตอนที่กำลังนั่งชิงช้าอยู่ เพราะรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นผมสีดำสนิทและเหยียดตรงของแอน จนหลังจากนั้น กลายเป็นว่าทุกคนในโรงเรียนพากันอยากเข้ามาจับและขอลองสัมผัสเส้นผมดูบ้าง
นอกจากเรื่องวัฒนธรรมแล้ว ด้วยความที่เป็นคนขี้อายมากในวัยเด็ก เลยมักจะประหม่ากับเรื่องชื่อไทยเดิมอยู่เสมอ เพราะคนอเมริกันออกเสียงยากมาก แค่คิดว่าวันไหนมีครูสอนแทนมาตรวจชื่อ แล้วต้องคอยลุ้นว่าจะอ่านชื่อตัวเองตะกุกตะกักไหม ก็กังวลจนขนลุกทุกครั้ง สุดท้ายเลยตัดสินใจบอกพ่อแม่ว่าอยากเปลี่ยนชื่อ ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วย
พอผ่านมาอีก 4 ปี พี่สาวอพยพตามมาอยู่ที่อเมริกาด้วยกัน เลยได้โอกาสเลือกชื่อใหม่พร้อมกันซะเลย ตอนนั้นพี่สาวเลือกชื่อ เอมี่ (Amy) ส่วนชื่อ แอน (Ann) ก็เลือกเพราะเป็นชื่ออเมริกันที่ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่นึกออกตอนนั้น แถมได้แรงบันดาลใจมาจากตุ๊กตาแร็กเกดดี แอน (Raggedy Ann) ด้วย เพราะชอบที่ชื่อนี้สั้น เรียบง่าย และเรียกง่ายดีเมื่อเทียบกับชื่อไทยเดิม
พออายุได้ 10 ขวบ ก็เลือกตั้งชื่อกลางให้ตัวเองว่า คีร่า (Keira) เพราะชอบความสง่างามของ Keira Knightley จากหนังเรื่อง Pride and Prejudice มาก แถมยังอินกับเพลงประกอบหนังที่เพราะจับใจของ Dario Marianelli ด้วย ส่วนนามสกุล แมคเฟอร์รัน (McFerran) ได้มาจากพ่อเลี้ยงชาวเยอรมัน/ไอริช ที่คุณทวดของเขาเป็นคนคิดค้นนามสกุลนี้ขึ้นมาเองตอนอพยพจากไอร์แลนด์มาอยู่นิวยอร์ก
ท่ามกลางความรู้สึกแปลกแยกและไม่มั่นใจในวัยเด็ก จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้รู้สึกมั่นใจในตัวเองขึ้นมาจริง ๆ เป็นครั้งแรก คือตอนที่ได้ลองติดขนตาปลอมคู่หนึ่ง
กลายมาเป็นแรงผลักดันให้แอนปั้นแบรนด์ขนตาปลอม เพราะเชื่อว่ายังมีเด็กสาวชาวเอเชียอีกหลายคน ที่เคยเจอความรู้สึกแปลกแยกและขาดความมั่นใจแบบเดียวกัน
นักเรียนดีเด่น
ระบบการศึกษาในอเมริกาช่วยให้ได้รับความเอาใจใส่เป็นรายบุคคลจากคุณครูที่เข้าใจ ทำให้พัฒนาทักษะภาษาได้อย่างรวดเร็ว จากเด็กที่ต้องเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ใช้เวลาเพียงปีเดียวก็สามารถย้ายฝั่งเข้าสู่โปรแกรมเด็กอัจฉริยะ (GATE) ได้สำเร็จ
พอเข้าช่วงมัธยมปลาย ก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมโปรแกรม LEDA ในช่วงฤดูร้อน ณ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนนักเรียนเรียนดีระดับท็อป 5% ของชั้นเรียนที่ขาดแคลนโอกาส ให้มีทางเลือกเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้
ตอนนั้นแอนมีความสนใจควบคู่กันไปทั้งศิลปะและวิทยาศาสตร์ เลยตัดสินใจยื่นใบสมัครไปทั้งหมด 12 สถาบัน
สุดท้ายเลือกเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) เพราะหลังจากไปเปิดหูเปิดตาที่เบิร์กลีย์แล้วโดนคนไร้บ้านตะโกนใส่ เลยตัดสินใจมาอยู่ที่ลอสแอนเจลิสแทน ซึ่งกลายเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง
เส้นทางชีวิตของเธอดูเหมือนจะไปตามสูตรความสำเร็จคลาสสิก แอนเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย UCLA ในสาขาจิตชีววิทยา โดยหวังว่าตัวเองจะได้กลายเป็นหมอในอนาคต แต่ในระหว่างนั้น เธอได้ลองลงเรียนวิชาเลือกด้านศิลปะควบคู่ไปด้วยเพียงเพราะอยากสนุก ผลปรากฏว่าเธอตกหลุมรักมันอย่างจัง และเริ่มนำผลงานภาพวาดของตัวเองไปโพสต์ลง Instagram จนกระทั่งเธอสามารถขายภาพวาดชิ้นแรกได้ในราคา 5,000 ดอลลาร์
แอนเรียนจบจาก UCLA มาในฐานะนักศึกษาเตรียมแพทย์ (Pre-med) พร้อมกับแบกหนี้สินก้อนโตถึง 50,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) เธอจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางศิลปินเต็มตัว ยาวนานถึง 4 ปีเพื่อเอาชีวิตรอด แอนต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด โดยจ่ายค่าเช่าห้องเพียงเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ เพื่ออาศัยอยู่ใน บ้านหลังเล็กๆ ท้ายสวน ย่านโคเรียทาวน์ ลอสแอนเจลิส เพราะไม่มีเงินพอจะไปเช่าที่ที่ดีกว่านี้
“ห้องนอนของฉันถูกดัดแปลงให้เป็นทั้งสตูดิโอศิลปะและที่นอนไปในตัว มันแย่ขนาดที่มีพวกวัชพืชและต้นไม้ใบหญ้าข้างบ้านเลื้อยเจาะกำแพงโตเข้ามาในห้องนอนของฉันอยู่ตลอดเวลา ส่วนรถยนต์ที่ใช้ขับไปทำงานทุกวันตลอด 12 ปี คือรถรุ่น PT Cruiser มือสองเก่าๆ ที่ซื้อต่อมาจากเว็บไซต์ Craigslist ในราคาแค่ 3,000 ดอลลาร์เท่านั้น ฉันคิดถึงมันเหมือนกันนะ (หัวเราะ)”
แอนเล่าย้อนอดีตช่วงเป็นศิลปินไส้แห้ง แอนรับงานวาดภาพตามสั่งจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงการวาดภาพฝาผนังให้กับสมาชิกกลุ่ม Vlog Squad ของยูทูบเบอร์ชื่อดังอย่าง เดวิด โดบริก จุดนี้เองที่ทำให้เธอเริ่มมีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนหนึ่งและได้สร้างคอนเนกชันในโลกอีคอมเมิร์ซ ทว่า แอนกลับรู้สึกว่าอาชีพวิจิตรศิลป์ เป็นงานที่โดดเดี่ยวและขยายขนาดธุรกิจได้ยากมาก
อยากเป็นศิลปิน
พรสวรรค์ทางด้านศิลปะเริ่มฉายแววมาตั้งแต่เด็ก ผู้จุดประกายความฝันศิลปินคนแรก คือ ‘แม่’
“จุดเริ่มต้นมาจากฉันชอบหมาพันธุ์โกลเดนรีทรีฟเวอร์มาก ๆ หลังจากได้ดูหนังเรื่อง Air Bud คุณแม่ก็เลยช่วยวาดรูปหมา 3 ตัวเอาไว้บนผนังห้องนอนให้ พอวาดเสร็จคุณแม่ก็เริ่มสนุกและวาดต่อแทบจะทุกห้องในบ้าน โดยมีลูกมือเข้าไปคอยช่วยวาดด้วย คนนั้นก็คือฉัน
อย่างห้องนั่งเล่นก็วาดเป็นรูปช้างตัวใหญ่กำลังกินหญ้าอยู่ริมแม่น้ำ มีทุ่งนา ดอกไม้สีชมพู และมีภูเขายู่ไกล ๆ ส่วนห้องของพี่สาวก็เปลี่ยนให้เป็นโลกใต้ทะเลที่มีทั้งโลมา เต่า และแนวปะการัง
คุณแม่ชอบเปิดวิดีโอของ Bob Ross ดูแล้ววาดตามไปด้วยตลอด มีลูกมือคอยนั่งดูอยู่ข้างหลัง จนในที่สุดคุณแม่ก็เก่งถึงขั้นไปรับจ้างวาดรูปให้บ้านเพื่อนบ้านเลย
พอเข้าช่วงมัธยมต้น ฉันได้เรียนวิชาศิลปะ ถึงเริ่มรู้ตัวว่าการวาดรูปให้เหมือนจริงมันเป็นเรื่องง่ายมากเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมชั้น งานชิ้นไหนที่ทำส่งครูก็มักจะจัดเต็มเกินกว่าที่สั่งไปเยอะมาก จนเริ่มชนะประกวดการวาดรูป และถึงขั้นเรียนวิชาศิลปะระดับสูงด้วยตัวเอง เพราะที่โรงเรียนไม่มีโปรแกรมนี้เปิดสอน
ส่วนธุรกิจแรกในชีวิตเกิดขึ้นตอนที่อยากทำของขวัญวันเกิดให้ ‘เวสลีย์’ แฟนคนแรก เลยลองเพ้นท์เสื้อยืดเป็นรูปยุงแล้วเขียนคำว่า ‘West Nile’ ไว้ข้างล่างอารมณ์เหมือนเสื้อวงดนตรี พอเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนเห็นเสื้อตัวนั้น ก็พากันเข้ามาขอให้ทำให้เพียบ เลยตัดสินใจเปิดธุรกิจของตัวเองซะเลยในชื่อ ‘ShirtsbyAnn’ จุดนี้เองที่ทำให้รู้ว่า คนอื่นมองเห็นความพิเศษในฝีมือการวาดรูปของเรา และพร้อมที่จะควักเงินจ่ายเพื่อซื้องานศิลปะชิ้นนั้นจริง ๆ”
บ้านในวัยเด็กที่เต็มไปด้วยภาพวาดฝาผนังป่าเขาลำเนาไพร สัตว์ป่า และรถยนต์คลาสสิก ได้หล่อหลอมให้แอนกลายเป็นคนที่รักการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อแต่งแต้มและยกระดับพื้นที่อยู่อาศัยของ ผู้คน ให้สวยงามด้วยคู่สีที่มีรสนิยม
แต่ก่อนมักจะถนัดและชินกับการวาดภาพให้เหมือนจริงเป๊ะ ๆ จนกระทั่งได้เข้าเรียนคลาสวาดเขียน Drawing 1A ที่คณะวิจิตรศิลป์ของ UCLA
ศาสตราจารย์ ดอน ซักส์ อาจารย์สอนวิชา Drawing 1A ที่ภาควิชาวิจิตรศิลป์ของ UCLA เป็นคนเปลี่ยนความคิดและความเข้าใจเกี่ยวกับศิลปะใหม่ทั้งหมด มีอยู่ครั้งหนึ่งในการตรวจงาน อาจารย์สั่งให้วาดภาพที่เป็นตัวแทนของปาก จึงตั้งใจนั่งวาดปากของตัวเองให้ออกมาเหมือนจริงเป๊ะ ๆ โดยใช้เวลาไปเกือบ 4 ชั่วโมง
แต่พอเอาไปส่ง อาจารย์กลับพูดใส่ว่า
“ทำไมไม่ถ่ายรูปเอาล่ะ? เพราะมันก็ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกันนั่นแหละ อาจารย์มาอยู่ตรงนี้เพื่อผลักดันให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และใช้สมองคิดค้นสิ่งที่เป็นมากกว่าแค่ความเป็นจริง”
ตอนนั้นยอมรับว่ารู้สึกเจ็บปวดกับคำพูดนั้นอยู่เหมือนกัน เพราะที่ผ่านมามักจะจดจ่ออยู่กับการเก็บรายละเอียดเพื่อลอกเลียนความจริงให้เหมือนที่สุด แต่วันนั้นคำพูดของอาจารย์ก็สะกิดใจให้คิดได้ว่าเขาพูดถูกเลย ศิลปะสมัยใหม่ควรเป็นตัวแทนของความจริงที่ก้าวข้ามขอบเขตความจริงไปอีกขั้น เพราะตอนนี้พวกเราไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ใต้คำสั่งของศาสนจักรเหมือนในยุคเรเนซองส์อีกต่อไปแล้ว
ในเมื่อศิลปะปัจจุบันเปิดโอกาสให้คิดและเนรมิตอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ แล้วทำไมไม่ใช้ประโยชน์จากมันล่ะ? นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้าสู่โลกของศิลปะ Abstract ตั้งแต่นั้นมา เพราะอยากสร้างความงามและบรรยากาศรอบ ๆ ชิ้นงานที่ทำให้คนดูรู้สึกมีความสุขเมื่อได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับงานศิลปะชิ้นนั้น ท้ายที่สุดแล้ว แค่อยากทำให้คนมีความสุขหรือรู้สึกทึ่งเวลาเห็นผลงาน ส่วนเรื่องความหมายจะตีความยังไง ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชมเลย ไม่จำเป็นต้องเหมือนหรือตรงกับความหมายที่ตั้งใจไว้ตอนแรก
หันหลังให้เส้นทางแพทย์
พอเรียนจบ ก็ตัดสินใจหันหลังให้เส้นทางสายการแพทย์อย่างสิ้นเชิง แล้วก้าวเข้าสู่อาชีพศิลปินเต็มตัว นานถึง 4 ปีเต็มเพื่อหาเงินประทังชีวิตและใช้หนี้กู้ยืมเรียนสูงถึง 50,000 ดอลลาร์ โดยตระเวนรับงานจากลูกค้าส่วนตัวทั่วลอสแอนเจลิส จนผลงานได้ลงนิตยสารออนไลน์ ได้จัดในแกลเลอรี และถูกนำไปทำเป็นสินค้าแฟชั่น
ผลงานชิ้นเอก The Lost and Stranded: ผลงานที่ภูมิใจมากที่สุดสร้างขึ้นตอนช่วงปลายปี 1 ที่ UCLA เป็นชิ้นงาน 3 มิติขนาดใหญ่ที่เล่าเรื่องราวการเดินทางของฝูงว่าวที่พุ่งออกมาจากหลุมดำตรงกลาง แล้วหมุนวนไปติดอยู่ตามกิ่งก้านสลับซับซ้อนของต้นโอ๊กใหญ่ งานนี้ทำมาจากกระดาษหลากหลายชนิด น้ำหมึก สีอะคริลิก สีน้ำ ถ่านชาโคล และต้องใช้กาวจำนวนมหาศาล
มุมมองต่อคุณค่าของศิลปะ: มนุษย์เราทุกคนมีความถี่ในชีวิตและมุมมองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นทหารผ่านศึก บาริสต้า เด็กกำพร้า หรือซีอีโอ และถึงแม้จะพูดคนละภาษา แต่ทุกคนสามารถมองดูงานศิลปะชิ้นเดียวกันแล้วสัมผัสถึง “กลิ่นอาย” ของมันได้ ศิลปะจึงมีพลังพิเศษที่ช่วยเชื่อมโยงพวกเราทุกคนเข้าด้วยกัน ในยามที่แต่ละคนกำลังจมอยู่กับปัญหาของตัวเอง
ในฐานะ ศิลปินหญิง: การเป็นศิลปินก็คือการเป็นผู้ประกอบการแบบตรงตัว คุณต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพางานตัวเองออกไปสู่โลกภายนอก เพราะพรสวรรค์อย่างเดียวไม่พอ และไม่มีใครทำการตลาดให้งานของเราได้ดีเท่าตัวเราเอง จงใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ และแสดงตัวตนด้านอื่น ๆ ให้คนเห็นด้วย เพราะผู้คนอยากสนับสนุนและติดตามที่ตัวตนของเรา
นอกจากนี้ ในฐานะผู้หญิงก็ต้องรับมือกับความท้าทายที่มีคนเข้ามาวอแวไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องส่วนตัว สิ่งสำคัญคือต้องยืนหยัดเพื่อตัวเอง อย่าให้ใครล้ำเส้น และควรหาตัวแทนมาช่วยเจรจาเรื่องผลงานเพื่อรักษาความเป็นมืออาชีพ แม้แกลเลอรีต่าง ๆ อาจจะมองข้ามหรือให้ความสำคัญน้อยลงเพราะเราเป็นผู้หญิงและยังอายุน้อย แต่ในท้ายที่สุด ผลงานที่น่าทึ่งจะพูดแทนตัวมันเอง
จุดเปลี่ยนสู่โอกาสใหม่ คือหนึ่งในงานที่สร้างชื่อเสียงคือ การได้รับจ้างวาดภาพฝาผนังให้กับทีม Vlog Squad ของยูทูบเบอร์ชื่อดัง เดวิด โดบริก ทำให้เริ่มมีคนติดตามในโซเชียลมีเดียมากขึ้น และได้คอนเนกชันในแวดวงอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ของลอสแอนเจลิสตามมา
แต่ลึก ๆ แล้วกลับพบว่า อาชีพศิลปินนี้เต็มไปด้วยความโดดเดี่ยว และเติบโตแบบก้าวกระโดด (Scale) ได้ยากมาก ช่วงนั้นต้องใช้ชีวิตกระเหม็ดกระแหม่ เช่าบ้านหลังเล็กท้ายสวนสภาพทรุดโทรมในย่านโคเรียทาวน์เดือนละ 1,000 ดอลลาร์ ใช้ห้องนอนเป็นสตูดิโอวาดภาพที่มีวัชพืชเลื้อยทะลุกำแพงเข้ามาตลอดเวลา แถมยังต้องขับรถเก่ามือสองยี่ห้อ PT Cruiser ที่ซื้อมา 3,000 ดอลลาร์ นานถึง 12 ปี ประสบการณ์เหล่านี้เลยกลายเป็นแรงผลักดันให้รู้ว่า ถึงเวลาที่ต้องมองหาโอกาสใหม่ในชีวิตแล้ว
สู่เส้นทางธุรกิจ
จุดกำเนิดไอเดีย 100 ล้าน จากความหงุดหงิดในฐานะผู้ใช้
เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาจ้างวาดภาพมักเป็นนักธุรกิจและผู้ประกอบการ แอนจึงเกิดแรงผลักดันอยากจะสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเองขึ้นมาบ้าง ประกอบกับในฐานะที่เป็นคนติดขนตาปลอมมาตลอดชีวิต แอนพบว่าขนตาปลอมในตลาดตอนนั้นใช้งานยากมาก ขนตาพลาสติกก็บางและไม่ได้คุณภาพ ส่วนขนตาแม่เหล็กที่มีคนทำออกมาขายก่อนหน้านี้ แม้ไอเดียจะดีแต่พอผลิตออกมาใช้งานจริงกลับเข้าขั้น ‘ขยะ’ แอนจึงตัดสินใจลงมือทำขนตาแม่เหล็กที่ดูหรูหรา ควบคู่กับอายไลเนอร์แม่เหล็กขึ้นมาเอง
แอนเริ่มต้นศึกษาและลองผิดลองถูกด้วยตัวเองตั้งแต่ศูนย์ เกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แอนใช้เวลานานกว่า 1 ปีในการพูดคุยกับโรงงานผลิตเกือบ 500 แห่ง และทดสอบตัวอย่างสินค้าซ้ำไปซ้ำมารวมแล้วมากกว่า 300 ตัวอย่าง ตลอดระยะเวลา 18 เดือน แอนได้ดึงความรู้พื้นฐานจากสาขาจิตชีววิทยาที่เรียนมาจาก UCLA มาใช้ในห้องทดลอง เพื่อคิดค้นและพัฒนาสูตรน้ำยาอายไลเนอร์แม่เหล็กที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์
จุดต่างที่สำคัญคือนวัตกรรมการออกแบบ ในขณะที่แบรนด์อื่นในตลาดใช้แม่เหล็กเพียง 2 ชิ้นต่อขนตาหนึ่งแถว แต่แอนเลือกที่จะดีไซน์ให้มีแม่เหล็กล็อกติดแน่นถึง 5-6 ชิ้น ซึ่งกลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์วงการขนตาปลอมไปโดยสิ้นเชิง แอนตั้งชื่อแบรนด์ว่า Glamnetic ซึ่งผสมผสานมาจากคำว่า Glam (ความหรูหราเจิดจรัส) และ Magnetic (แม่เหล็ก/แรงดึงดูด) เพราะแอนชอบความหมายของคำว่า Magnetic ที่สื่อไปถึงออร่าของคนที่มีความมั่นใจ แล้วลงมือตัดต่อและออกแบบโลโก้ชิ้นแรกของแบรนด์ด้วยโปรแกรม Photoshop บนโน้ตบุ๊กเครื่องเก่าด้วยตัวเอง
เริ่มต้นด้วยเงินก้อนสุดท้าย
ธุรกิจนี้เริ่มต้นขึ้นในรูปแบบ Bootstrapped หรือการใช้เงินทุนส่วนตัวล้วน ๆ โดยไม่มีการระดมทุนหรือพึ่งพานายทุนจากภายนอก แอนเปิดตัวแบรนด์ใน วันที่ 31 กรกฎาคม 2019 ด้วยเงินเก็บก้อนสุดท้ายในชีวิตจำนวน 5,000 ดอลลาร์
สินค้าล็อตแรกมีเพียง 200 ชิ้น แบ่งเป็น 5 รูปแบบ (SKUs) จัดส่งตรงออกมาจากอพาร์ตเมนต์แบบหนึ่งห้องนอนของเธอในย่านโคเรียทาวน์ ลอสแอนเจลิส
ในวันแรกที่เปิดร้าน แอนสามารถสร้างยอดขายได้ 1,000 ดอลลาร์ จากยอดผู้ติดตามอินสตาแกรมที่มีไม่ถึง 50 คน
กลยุทธ์การตลาดในช่วงเริ่มแรกคือ “ความพยายามแบบแมนนวล” แอนใช้วิธีส่งข้อความทักแชต (DM) หาผู้ติดตามทุกคนบน Instagram ด้วยตัวเองเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ก่อนจะมอบรหัสส่วนลดพิเศษเฉพาะบุคคลเพื่อให้พวกเขานำไปแจกจ่ายและบอกต่อในกลุ่มเพื่อน ๆ ยุคนั้นไม่มีเอเจนซี่ ไม่มีงบโฆษณา มีเพียงแอนที่นั่งส่งข้อความหาลูกค้าทีละคนในห้องนอนที่เต็มไปด้วยกล่องสินค้า
ด้วยความสู้ชีวิตในช่วงแรกที่ไม่มีงบประมาณจ้างนางแบบหรือทำคอนเทนต์ แอนจึงต้องประดิษฐ์สตูดิโอถ่ายภาพแบบบ้าน ๆ ขึ้นมาเองในห้องนอน โดยการเอากล่องกระดาษมาวางซ้อนกันเป็นฐาน แล้วเอาถังพลาสติกสีขาวมาคว่ำทับเพื่อใช้แทนขาตั้งกล้อง จากนั้นจึงวางไฟวงแหวน ไว้ด้านบนสุดเพื่อถ่ายภาพโฆษณาผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อบรรจุภัณฑ์ล็อตแรกส่งมาถึง แอนพบว่าเธอเกลียดดีไซน์ของมันเข้าไส้ แต่แทนที่จะทนใช้ไปก่อนเพื่อประหยัดเงิน แอนกลับยอมหักดิบ ทิ้งบรรจุภัณฑ์ล็อตนั้นทั้งหมดและเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทันที เพราะเธอไม่ยอมปล่อยให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์พรีเมียมต้องเสียหาย
6 เดือนแรก ยอดขายทะลุ 1 ล้านดอลลาร์ จนต้องดึงมืออาชีพมาร่วมทีม
ภายในเวลาเพียง 6 เดือน Glamnetic สามารถทำยอดขายทะลุ 1 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ส่งผลให้ในเดือนแรก ๆ ของการทำธุรกิจ เควิน กูลด์ (Kevin Gould) ผู้บริหารจาก Kombo Ventures ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) เพื่อรับหน้าที่ดูแลระบบการเงินและการจัดการหลังบ้านทั้งหมด เนื่องจากธุรกิจขยายตัวรวดเร็วเกินกว่าที่แอนจะควบคุมได้เพียงลำพัง
เรื่องตลกที่แอนมักจะเล่าอยู่เสมอก็คือ พนักงาน 3 คนแรกที่เธอจ้าง เดินทางมาทำงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัท แล้วพบความจริงว่า ออฟฟิศที่ว่านั้นคือห้องนอนส่วนตัวของแอน พวกเขาจึงตัดสินใจยื่นใบลาออกทันทีในวันนั้น มีเพียงพนักงานคนที่ 4 คือ มีอา ซูฮอร์ (Mia Suhor) ที่เข้ามาทำงานผ่านการแนะนำของเพื่อนของเพื่อนและยอมรับสภาพได้ ซึ่งเธอยังคงทำงานเคียงข้างบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน
ปี 2020 ยอดขาย 50 ล้านดอลลาร์ และคำชมระดับโลก
ปี 2020 บริษัททุ่มงบประมาณไปกับการยิงโฆษณาบนสื่อออนไลน์สูงถึง 20 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นสัดส่วนคือ ทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่หามาได้ จะถูกแบ่งถึง 40 เซนต์เพื่อนำไปใช้หาลูกค้าใหม่โดยตรง) ทีมงานขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 60 คน และในสิ้นปี 2020 Glamnetic สามารถทำรายได้ทะลุ 50 ล้านดอลลาร์
ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ เชอริล แซนด์เบิร์ก (Sheryl Sandberg) ผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ในขณะนั้น ได้หยิบยกชื่อของ Glamnetic ขึ้นมากล่าวชื่นชมด้วยตัวเองในระหว่างการแถลงผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2020 ของ Facebook ว่าเป็นโมเดลตัวอย่างของธุรกิจขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงบนแพลตฟอร์ม ซึ่งการได้รับการยอมรับระดับนี้เป็นสิ่งที่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้
ในระหว่างปี 2020 นี้เอง แอนยังได้แอบลองเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “เล็บปลอมแบบแปะ” (Press-on Nails) เป็นสินค้าทดลอง เพื่อตอบรับกับช่วงเวลาที่มาตรการล็อกดาวน์สั่งปิดร้านทำเล็บทั่วประเทศ ซึ่งกลุ่มลูกค้าเดิมให้การตอบรับอย่างล้นหลามและเรียกร้องเข้ามาเรื่อย ๆ
ปี 2021 – 2022 มรสุม iOS 14 และวิกฤตฟองสบู่
ทว่า มรสุมครั้งใหญ่ได้ก่อตัวขึ้นหลังจากนั้น ในช่วงปลายปี 2020 ทีมบริหารสั่งซื้อและกักตุนสินค้าไว้เป็นจำนวนมหาศาลเนื่องจากคาดการณ์ว่ายอดขายจะพุ่งทะยานแตะ 100 ล้านดอลลาร์ในปี 2021 แต่เหตุการณ์กลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อบริษัท Apple ได้ปล่อยอัปเดตระบบความเป็นส่วนตัว iOS 14 ซึ่งส่งผลกระทบและทำลายประสิทธิภาพระบบโฆษณาของ Meta รุนแรง ส่งผลให้ต้นทุนในการหาลูกค้าใหม่ พุ่งทะยานสูงขึ้นทะลุเพดาน ประกอบกับความต้องการในหมวดสินค้า ‘ขนตาปลอม’ ที่เคยพุ่งสูงเกินจริงในช่วงโควิด-19 (เนื่องจากการสวมหน้ากากอนามัยทำให้คนเน้นแต่งรอบดวงตา) เริ่มหดตัวและฟองสบู่แตกกลับสู่สภาพความเป็นจริง
ผลลัพธ์คือในปี 2021 รายได้ของบริษัทหยุดนิ่งเป็นเส้นตรง และดิ่งวูบลงทันที 25% ในปี 2022 บริษัทต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤต แบกรับสินค้าล้นคลังที่ขายไม่ออกนานหลายเดือน ไม่มีเงินทุนจากภายนอกเข้ามาช่วยพยุงสถานการณ์เลย เควิน กูลด์ ถึงกับต้องเขียนจดหมายเปิดอกส่งถึงทีมงานทุกคนในเวลานั้นว่า:
“ผมยังไม่มีคำตอบทั้งหมดสำหรับอนาคตหรอกนะ แต่ผมรู้ดีว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้มันไม่ได้ผล และเรากำลังวางกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ ไปทำเล็บปลอม”
และการตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางธุรกิจครั้งประวัติศาสตร์นี้เอง คือไพ่ตายที่ช่วยเซฟชีวิตของบริษัทเอาไว้ไม่ให้ต้องปิดตัวลง
พลิกฟื้นวิกฤตด้วยธุรกิจ ‘เล็บปลอม’
พอแบรนด์เจอวิกฤตหนัก เลยไม่รอช้า รีบเปลี่ยนทิศทางแล้วทุ่มสุดตัวเข้าสู่ตลาดเล็บปลอมทันที ซึ่งผลลัพธ์คือยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโด จนกลายมาเป็นสินค้าหลักที่ทำรายได้มหาศาล ยิ่งใหญ่กว่าขนตาปลอมที่เป็นสินค้าแจ้งเกิดของแบรนด์เสียอีก
ความต้องการของตลาดเห็นได้ชัดมากจากหน้าร้านค้าปลีก อย่างในห้างบิวตี้อันดับหนึ่งของอเมริกาอย่าง Ulta สินค้าขนตาปลอมได้พื้นที่วางของแค่ 6-7 แบบเท่านั้น แต่พอเป็นเล็บปลอม Glamnetic กลับได้พื้นที่วางจัดเต็มยกชั้นตรงถึงปลายแถว และมีสินค้าให้เลือกมากกว่า 60 แบบเลยทีเดียว
ปัจจุบัน Glamnetic มีทีมดีไซเนอร์ออกแบบเล็บของตัวเองมากถึง 14 คน ทำงานกันเร็วมากในระดับเดียวกับโมเดลฟาสต์แฟชั่น แค่เห็นแรงบันดาลใจหรือเทรนด์ใหม่ ๆ ก็สามารถเปลี่ยนมาเป็นตัวอย่างสินค้าจริง (Mockup) ได้ภายในเวลาแค่ 2 ชั่วโมง และใช้เวลาเพียง 5 เดือนในการพาสินค้าจากไอเดียบนกระดาษไปวางขายจริงบนชั้นในห้างได้ ซึ่งถือเป็นความเร็วระดับแบรนด์ Zara ในวงการบิวตี้เลย
สถิติบอกว่า ลูกค้าประจำของแบรนด์ซื้อเล็บปลอมเฉลี่ยสูงถึงคนละ 9 ชุดต่อปี ทำให้เกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่องในตัวเอง ตอนนี้พวกเขาสามารถกระจายสินค้าเข้าหน้าร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่กว่า 2,000 แห่งทั่วอเมริกา เช่น Ulta, Sephora, Revolve และ Amazon โดยสัดส่วนยอดขายแบ่งครึ่งเป็น 50/50 เท่ากันเป๊ะระหว่างออนไลน์กับหน้าร้าน
ต่อมาในเดือนมกราคม 2025 พวกเขาก็ได้เปิดตัวแบรนด์ลูกแบรนด์ที่สองชื่อ DIGI Beauty วางขายเฉพาะที่ห้าง Ulta จำนวน 450 สาขา เพื่อเน้นจับกลุ่มวัยรุ่น Gen Z และ Gen Alpha โดยเฉพาะ ในราคาสบายกระเป๋าชุดละ 10.99 ดอลลาร์
และในที่สุด หลังจากผ่านการเดินทางที่สมบุกสมบันมานาน 5 ปีเต็ม Glamnetic ก็ทำได้สำเร็จตามเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ ด้วยการพาวิศวกรรมแบรนด์พิชิตยอดรายได้ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท) แม้ว่าเส้นทางความสำเร็จนี้จะไม่ได้เป็นไปตามแผนการที่พวกเขาวางเอาไว้ในตอนแรกเลยก็ตาม
ความสำเร็จระดับโลก
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ ส่งผลให้ตัวของ แอน แมคเฟอร์รัน ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารระดับโลกอย่าง Forbes ให้ติดอันดับทำเนียบผู้ทรงอิทธิพลรุ่นใหม่ Forbes 30 Under 30 และได้เกียรติขึ้นไปแชร์วิสัยทัศน์บนเวทีสัมมนาระดับโลกร่วมกับคนดังอย่าง มาเรีย ชาราโปวา (Maria Sharapova) และ วิตนีย์ โวล์ฟ เฮิร์ด (Whitney Wolfe Herd) ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน Bumble
ยิ่งไปกว่านั้น แบรนด์ยังทรงอิทธิพลในหมู่เซเลบริตี้ระดับโลก อย่างนักร้องสาว อารีอานา กรานเด ก็กดติดตามอินสตาแกรมของแบรนด์ด้วยตัวเอง และแร็ปเปอร์ดัง โดจา แคท ก็ได้โพสต์ภาพเซลฟี่พร้อมแท็กชื่อ @glamnetic ให้บนพื้นที่ส่วนตัวแบบออร์แกนิก โดยที่แบรนด์ไม่ต้องเสียเงินจ้างเลยแม้แต่ดอลลาร์เดียว
เรียบเรียงที่มาจาก:
How This 27-Year-Old Grew False Eyelash Startup Glamnetic To $50 Million In Yearly Revenue