เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

“ศุภวุฒิ” ส่งสัญญาณเศรษฐกิจไทยปี 62 โตชะลอตัว เตือนตั้งรับปัจจัยเสี่ยงตปท.-เฟดขึ้นดอกเบี้ยถี่

14 พ.ย. 2561 | 14:28น.

“ศุภวุฒิ” ชี้สัญญาณเศรษฐกิจไทยปี 2562 โตชะลอตัว ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก หนุนปั้นโครงการ “อีอีซี” ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน เตือนรับมือเฟดขึ้นดอกเบี้ยถี่ เบรกความร้อนแรงเศรษฐกิจสหรัฐ เผยสงครามการค้าส่งผลกระทบแค่ 0.2% ของจีดีพีสหรัฐ

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัย กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยในงาน Thailand 2019 ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2562 ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายมากสำหรับในปีนี้ ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 4.3% โดยปัจจัยหลักมาจากการบริโภคภายในประเทศที่มีอัตราเติบโตดีอยู่ที่ 4.3% ซึ่งเป็นการเติบโตในหมวดการซื้อรถยนต์ค่อนข้างเยอะ การลงทุนภาคเอกชนอยู่ที่ 3.5% ส่วนด้านอื่นๆ ไม่ได้มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก นอกจากนี้การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำและค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยยังดูแข็งแกร่งและมีภูมิคุ้มกันค่อนข้างสูง

“เรามองว่าในปี 2562 เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยโตช้าลงจากปีนี้ ซึ่งเรามองว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยน่าจะโตต่ำกว่า 4% แต่ก็ต้องอาศัยปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะฟื้นตัวและการส่งออกสินค้าที่มีการขยายตัวได้ในระดับนึง ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปได้” นายศุภวุฒิกล่าว

นอกจากนี้สิ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่เป็นเครื่องยนต์ใหม่ คือ โครงการโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซี ที่ภาครัฐพร้อมผลักดันและสนับสนุน ซึ่งเห็นได้จากการเห็นชอบและการอนุมัติโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ถือเป็นการนำเอาทรัพย์สินปัจจุบันที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดความคุ้มค่า

นายศุภวุฒิกล่าวต่อว่า การที่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โดยใช้เวลา 45 นาที ซึ่งภาครัฐคาดหวังว่าโครงการดังกล่าว จะทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวแถบพัทยาเพิ่มขึ้น และหวังว่าจะรองรับนักจำนวนท่องเที่ยวได้มากขึ้นถึง 40 ล้านคน จากเดิมที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวราว 30 ล้านคน รวมถึงการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ นอกจากนี้ภาครัฐพยายามขยายศักยภาพอุตสาหกรรมเช่น การเเปลี่ยนแปลงผังเมืองให้สามารถขยายอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ โดยเฉพาะท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐคาดหวังว่าจะเกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ภายในปี 2562

ด้าน อเมริกา ประธานาธิบดีทรัมป์และทีม โดยเฉพาะทีมที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงต้องการสกัดจีนไม่ให้ขึ้นเป็นมหาอำนาจเทียบเท่าสหรัฐหรือไม่ คาดว่าสิ่งที่อเมริกาและทีมความมั่นคงต้องการ คือ ให้จีนยกเลิก Make in China 2025 ซึ่งเป็นแนวคิดของรัฐบาลจีนที่ต้องการขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยี 10 ด้าน ภายในระยะเวลาอันใกล้ ผ่านการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงยุติธรรมของอเมริกา ที่มีฟ้องร้องและกีดกันบริษัทจีน

ทางด้าน ยุโรป ยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากในภูมิภาคยุโรปมีความอ่อนไหวสูง จากที่แกนนำหลักอย่างเยอรมนีจะต้องเลือกผู้นำคนใหม่ต่อจากนางอังเกลา แมร์เคิล รวมถึงประเด็น Brexit ที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้น และอิตาลีที่ยืนกรานจะทบทวนร่างงบประมาณประจำปี 2562 ประเด็นเหล่านี้ทำให้ยุโรปไม่สามารถเป็นผู้นำพาเศรษฐกิจโลกในปีหน้าได้

ส่วน จีน กำลังหาวิธีรับมือกับอเมริกา และเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังชะลอต ด้วยนโยบายการให้เงินหยวนค่อยๆ อ่อนลง เพื่อลดผลกระทบจากการทำสงครามการค้ากับอเมริกา ซึ่งเงินหยวนที่อ่อนค่า รวมถึงค่าเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่อ่อนค่าลง หมายความว่า กำลังซื้อของประเทศตลาดเกิดใหม่ในตลาดโลกจะลดลง โดยล่าสุดราคาน้ำมันปรับลดลง 7% ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ค่าเงินอ่อน ประเทศที่ปกติมีแรงซื้อน้ำมันเยอะไม่สามารถซื้อได้เนื่องจากค่าเงินอ่อนลง ประเด็นค่าเงินของประเทศเกิดใหม่ที่อ่อนลงนี้ จะส่งผลกระทบในปีหน้า ที่จะทำให้กำลังซื้อในตลาดโลกลดลง

ด้าน ญี่ปุ่น จุดยืนค่อนข้างลำบาก จากการพยายามยืนข้างจีน แต่ต้องการเป็นพันธมิตรกับอเมริกาเช่นกัน เมื่อมองดูภาพของเศรษฐกิจโลกในเชิงดังกล่าว ถือว่ายังมีความไม่ชัดเจน นักลงทุนจึงมีแนวโน้มว่าจะรอดูก่อน (Wait and See) ซึ่งจะทำให้การลงทุนของโลกแผ่วลง

ส่วนประเด็นสุดท้าย คือ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) โดยนักวิเคราะห์สหรัฐฯ คาดว่าในวันที่ 19 ธ.ค.61 เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งหนึ่ง และจะขึ้นอีก 3 ครั้งในปีหน้า จากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ร้อนแรง และหน้าที่ของเฟดตามกฎหมาย คือ การดูแลให้มีการจ้างงานเต็มกำลัง จากการประเมินพบว่าอัตราการว่างงานโดยธรรมชาติอยู่ที่ 4-4.5% ส่วนอัตราการว่างงานจริงอยู่ที่ 3.7% นอกจากนี้จากที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอเมริกาจะเติบโตที่ 1.8% แต่ปีนี้เติบโตถึง 3% ถือว่าเศรษฐกิจโตเกินศักยภาพ เมื่อเป็นเช่นนั้นธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงมองว่าต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อให้กลับสู่ภาวะปกติของเศรษฐกิจ จากสถิติในอดีตภาวะปกติของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เท่ากับเงินเฟ้อบวกเพิ่ม 1% ซึ่งเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ปัจจุบันอยู่ที่ 2-2.3% ดังนั้นดอกเบี้ยนโยบายควรปรับเพิ่มไปที่ 3%

ในส่วนของประเทศไทยจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ยังตอบได้ยาก เนื่องจากไทยยังมีปัจจัยบวกที่อาจทำให้ไม่ต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามเฟด ได้แก่ เงินเฟ้อของไทยยังต่ำที่ 1% จากเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ 2% การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงราว 7-8% ของจีดีพีปีนี้ ส่วนปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 6-7% ของจีดีพี รวมถึงยังมีเงินไหลเข้าจากการส่งออกมากกว่าการนำเข้าเดือนละ 2-3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หากจะมีเงินไหลออกบ้างจากช่องว่างของดอกเบี้ยนโยบายอาจไม่มีความจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพของราคาด้วยการเร่งขึ้นดอกเบี้ย

“โดยประเด็นที่น่าสนใจในอนาคตของประเทศไทย คือ ค่าเงิน จากที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดีประเทศไทยมีศักยภาพที่ไม่ต้องเร่งขึ้นตาม จากปัจจัยการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดยังสูง ซึ่งต้องพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวด้วย จากที่สัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของดุลบัญชีเดินสะพัดมาจากการท่องเที่ยว” นายศุภวุฒิกล่าว

ในปีหน้าคาดว่าในครึ่งแรกของปีอาจมีความพะวง สนใจ และหาคำตอบให้กับประเทศในด้านการเมือง ส่วนในครึ่งหลังของปี จะเป็นช่วงประเมินว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามามีนโยบายใดที่จะมาขับเคลื่อนเศษฐกิจของประเทศ นายศุภวุฒิกล่าวสรุป