เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

เศรษฐกิจปีหมู เข้าสู่ปลายวัฏจักรขาขึ้น ธปท.ไม่วางใจ ความเสี่ยงซุกอยู่

15 ม.ค. 2562 | 07:00น.

เปิดศักราชใหม่ปี 2562 เพียง 2 สัปดาห์ หลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจก็ออกมาอัพเดตสถานการณ์เศรษฐกิจ (GDP) ไทย พร้อมสแกนส่วนใดบ้างที่รุ่งหรือร่วง และบางค่ายก็ปรับเป้า GDP ของปีนี้กันหัวปีเลย

โดยล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จัดงานประชุมนักวิเคราะห์ เพื่อให้ข้อมูลแนวโน้มเศรษฐกิจและนโยบายการเงินรายไตรมาส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เปิดให้สื่อมวลชนเข้าร่วม โดยมีผู้ว่าการ ธปท. “ดร.วิรไท สันติประภพ” เป็นประธานงานนี้

ดร.วิรไทแจกแจงว่า ธปท.คาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ประมาณ 4% ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะชะลอลง แต่ก็เป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับศักยภาพ ขณะที่ยังต้องติดตามความเสี่ยงด้านต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เช่น มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่อาจเกิดผลกระทบมากกว่าที่คิด ทำให้มีความจำเป็นต้องพร้อมใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อดูแลระบบเศรษฐกิจได้เหมาะสม

แม้ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่าง ๆ สะท้อนว่าเสถียรภาพระบบการเงินยังอยู่ระดับที่ดี แต่ก็ไม่ควรไว้วางใจ เพราะยังมีพฤติกรรมต่าง ๆ ที่แสวงหาผลตอบแทนสูงเกิดขึ้นอยู่ เช่น พฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่เสี่ยงเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น

ธปท.ไม่วางใจความเสี่ยงเพียบ

ดังนั้น การดูแลเสถียรภาพระบบการเงินต้องใช้มาตรการต่าง ๆ ร่วมกัน ทั้งมาตรการ microprudential ที่เป็นเกณฑ์การกำกับดูแลสถาบันการเงินแต่ละแห่ง และมาตรการ macroprudential นอกจากนี้ นโยบายการเงินในภาพใหญ่ต้องสอดคล้องกันด้วย

“ปฏิเสธไม่ได้ที่ไทยมีภาพที่เป็นธนาคารเงา (shadow banking) มากพอสมควร ถ้าเราสร้างฝายบางจุดด้วย macroprudential แต่ตัวก๊อกใหญ่ทำให้ปริมาณเงินเข้าสู่ระบบที่มากเกินไป ก็จะเป็นปัญหาในระยะต่อไปได้” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปต่ำใกล้เคียงกรอบล่างนั้น คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ได้กังวลมากนัก เพราะยังเห็นเศรษฐกิจขยายตัวได้สอดคล้องกับศักยภาพ และการบริโภค การลงทุน รวมทั้งการจ้างงานยังขยายตัวได้ สาเหตุเงินเฟ้อต่ำเป็นผลมาจากราคาพลังงานที่อยู่นอกเหนือการควบคุมและมีความผันผวนที่สูง

“เรื่องกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ธนาคารกลางจะให้ความกังวลกับเพดานบนมากกว่า เมื่อไหร่ที่เงินเฟ้อสูงกว่าเพดานจะมีผลกระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจระยะยาว เพราะจะเกิดผลข้างเคียงหลายด้าน ทั้งศักยภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และปัญหาเรื่องสังคมต่าง ๆ ตามมา” ดร.วิรไทกล่าว

ด้าน “ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวถึงรายงานนโยบายการเงิน ฉบับเดือน ธ.ค. 61 และการปรับประมาณการใหม่ทิ้งทวนเมื่อปลายปีที่แล้วว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยปีེ สามารถขยายตัวต่อเนื่อง จากปีཹ ที่คาดจะโต 4.2% ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพตามแรงส่งด้านอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่โตต่อเนื่องตามรายได้นอกภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น และกระจายตัวมากขึ้น การลงทุนภาคเอกชนที่มีแนวโน้มขยายตัว และโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวอีกด้วย

นายทิตนันทิ์กล่าวถึงเสถียรภาพระบบการเงิน ก็ยังต้องติดตามความเสี่ยงบางจุดที่ยังไม่ดีขึ้น เช่น การแข่งขันในตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

ศก.โลกผ่านจุดสูงสุดแล้ว

มุมของนักเศรษฐศาสตร์ต่าง ๆ เริ่มที่ “ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ” ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อต้นปีนี้เพิ่งปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ โดยคาดเติบโตชะลอลงจากปีཹ ที่คาดโต 4.3% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่จุดสูงสุดไปแล้ว ด้านเศรษฐกิจจีนก็สะดุดจากสงครามการค้าสหรัฐ ซึ่งคงต้องจับตาการเจรจารอบสำคัญในช่วงสิ้นเดือน ม.ค. หรือต้นเดือน ก.พ.นี้ ล้วนกระทบต่อการส่งออกไทยโตชะลอลง

อย่างไรก็ตาม มาตรการรัฐที่สนับสนุนโครงการบัตรสวัสดิการ ยังเป็นแรงหนุนให้การบริโภคภาคเอกชนเติบโตได้ดี ด้านการลงทุนของภาครัฐและเอกชนจะได้จากความชัดเจนของโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ทยอยประมูลโครงการต่าง ๆ

“เรามองว่าไทม์ไลน์ที่จำกัดของรัฐบาลปัจจุบัน จะพยายามเร่งรัดโครงการแฟลกชิป หากสามารถทำได้จะทำให้ภาคเอกชนมีความชัดเจนและกล้าลงทุนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้” นายพชรพจน์กล่าว

ศก.เข้าสู่ปลายวัฏจักรขาขึ้น

อีกค่ายที่เพิ่งปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย “ยรรยง ไทยเจริญ” รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด ศูนย์วิจัยและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) กล่าวว่า ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ ขยายตัวเหลือ 3.8% จากเดิมคาดโต 4% เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรเศรษฐกิจขาขึ้น ตามภาวะการค้าโลกที่ชะลอตัวลง และยังมีประเด็นสำคัญอย่างสงครามการค้า ที่จะส่งผลให้ปริมาณการส่งออกของไทยชะลอลง หลังปีที่แล้วอาจโตแตะ 7% ด้านนักท่องเที่ยวจีนน่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกในช่วงไตรมาส 2

“พระเอก” ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจขยายตัวได้ จะเป็นการลงทุนของภาครัฐและเอกชน ซึ่งคาดการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ของรัฐขยายตัวราว 9%

“เรามองว่าทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้น”

ในส่วนภาวะการเงิน “ยรรยง” คาดว่า กนง.จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกราว 1 ครั้งในปีนี้ จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% ซึ่งจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมา

ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ 4% ยังถือว่าอยู่ใน “เกณฑ์ดี” เทียบกับช่วง 5 ปีก่อนหน้าที่โตเฉลี่ยไม่ถึง 3% ต่อปี

เสียวลงทุนรัฐเลื่อน

“อมรเทพ จาวะลา” ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีེ คาดโต 3.7% ลดลงจากปีཹ ที่คาดโตได้ 4% เนื่องจากขาดแรงส่งสำคัญ คือ การส่งออกที่ชะลอตัวลง ด้านการบริโภคภาคเอกชนในปีนี้ คาดขยายตัวลดลงจากปีที่แล้วที่น่าจะโต 4.4% ซึ่งเป็นผลจากปีที่แล้วยอดซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น 20% หลังโครงการรถคันแรกมีอายุ 5 ปี จึงทำการเปลี่ยนรถกันไปแล้ว ทำให้ปีนี้ยอดขายน่าจะลดลง แต่การบริโภคภาครัฐจะโตดีกว่าปีที่แล้วเพราะมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่คงไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระยะยาว

“การลงทุนภาคเอกชนในปีนี้ยังพอคาดหวังได้บ้าง จากสัญญาณการลงทุนที่ชัดเจนขึ้นกว่าในอดีต เช่น การนำเข้าสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร อาจทดแทนแรงงานขาดแคลน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ ส่วนการลงทุนภาครัฐมีความผันผวนมาก โดยเฉพาะการก่อสร้างภาครัฐที่ล่าช้า หากโครงการสำคัญถูกเลื่อนออกไป อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคเอกชนปีนี้” นายอมรเทพกล่าว

 

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat

หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!