พาณิชย์ไม่ต่ออายุเซฟการ์ดให้เหล็ก พบหลายประเทศจ่อขอชดเชยกับไทย
พาณิชย์เผยไม่ต่ออายุมาตรการเซฟการ์ดกับเหล็กแผ่นรีดร้อน หลังต่อมาแล้ว เนื่องจากอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น ขณะนี้พบหลายประเทศขอเจรจาไทยขอชดเชยจากมาตรการนี้
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้อง (คปป.) เปิดเผยถึงกรณีอุตสาหกรรมภายในขอให้ขยายเวลาการใช้มาตรการปกป้อง (Safeguard : SG) สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ ต่อไปอีก 3 ปี หลังจะครบระยะเวลาการใข้มาตรการเร็วๆ นี้ เนื่องจากคณะกรรมฯพิจารณาแล้วว่าอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น การนำเข้าลดลง อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมเหล็กรีดร้อนได้รับการคุ้มครองจากมาตรการของรัฐมาโดยตลอด ซึ่งทุกมาตรการยังมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ทั้งมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนรวม 19 ประเทศ โดยใช้มาตรการมาตั้งแต่ปี 2546 – 2565 ในอัตราสูงสุดถึง 109.25% และสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจือโบรอนจากจีน มีมาตรการ AD มาตั้งแต่ปี 2555 – 2566 ในอัตรา 14.28 – 19.47% และยังมีมาตรการ SG สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนไม่เจือที่มีมาตรการตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2557 จนถึง มิ.ย. 2563
สำหรับประเด็นที่เรียกร้องให้ต่ออายุมาตรการ SG อีก 3 ปี หลังจากที่ให้ใช้มาตรการจะครบ 6 ปี คือ ตั้งแต่ 27 ก.พ. 2556 – 26 ก.พ. 2562 ที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณามาตรการปกป้องได้พิจารณาร่างผลการทบทวนความจำเป็นในการขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการปกป้องแล้ว มีมติไม่ให้ขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการปกป้องต่อไป เนื่องจากข้อมูลจากผลการไต่สวนไม่แสดงให้เห็นความเสียหายอย่างร้ายแรงที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายในอันเนื่องมาจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น
อีกทั้งยังพบว่าสถานะของอุตสาหกรรมภายในดีขึ้นมากแล้วจากการใช้มาตรการปกป้องที่ผ่านมา ทั้งปริมาณการนำเข้ามีแนวโน้มลดลง ส่วนแบ่งตลาดสินค้านำเข้าลดลงมียอดขาย และการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น มีผลการขาดทุนลดลง และมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น ด้านการปรับตัวของอุตสาหกรรมภายใน 4 ราย มีผลปรากฏว่าบางรายสามารถปรับตัวได้ตามแผนที่นำเสนอไว้ต่อคณะกรรมการฯ แต่บางรายไม่สามารถทำตามแผนได้ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยละเอียดรอบคอบแล้วเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการต่อไปเพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายตามมาตรา 36 ของ พ.ร.บ. มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550
นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดจากการที่ประเทศผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรการ SG ของไทยสามารถขอให้ไทยชดเชยความเสียหายและสามารถใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับสินค้าที่ประเทศนั้นมีการนำเข้าจากไทยตามมาตรา 39 ของ พ.ร.บ. มาตรการปกป้องฯ ได้ ซึ่งปัญหานี้เคยเกิดขึ้นกับสินค้าเครื่องปรับอากาศของไทยที่ส่งออกไปยังตุรกีในกรณีของการขยายเวลาการใช้ SG สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนไม่เจือ ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศได้รับความเดือดร้อนทั้งๆ ที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตเหล็กรีดร้อนไม่สามารถช่วยเยียวยาผลกระทบใดๆ ต่ออุตสาหกรรมที่ถูกตอบโต้ทางการค้าได้
“กรณีของการขอต่ออายุมาตรการ SG สินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนเจืออื่นๆ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้แสดงเจตนาชัดเจนในการขอเจรจาเพื่อให้ไทยชดเชยทางการค้าและสงวนสิทธิในการตอบโต้ทางการค้าไว้แล้ว และไทยมีโอกาสที่จะถูกตอบโต้ทางการค้าจากประเทศอื่นๆ อีก ได้แก่ ตุรกี อียิปต์ และจีน ซึ่งมีผลให้สินค้าจากไทยหลายกลุ่มที่มีการส่งออกไปยังประเทศเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายหากมีการขยายเวลาการบังคับใช้มาตรการปกป้อง”
ในการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2562 ผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วม 86 ราย ทั้งสถานทูต ผู้ผลิตต่างประเทศ สมาคมผู้ใช้ อุตสาหกรรมต่อนื่อง และผู้นำเข้า ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตเหล็กไม่เห็นด้วยกับมติ เพราะกังวลถึงสถานการณ์ของสงครามการค้าและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมผู้ผลิตเหล็กอื่นๆ ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ส่วนผู้ที่เห็นด้วยกับมติไม่ให้ขยายเวลาคือกลุ่มผู้ใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ ต่อเรือ ผู้ผลิตเครื่องมือเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการที่เป็น SME จำนวนมากซึ่งมีการจ้างงานหลายแสนคน ที่จำเป็นต้องใช้สินค้าเหล็กเจืออื่นๆ เป็นวัตถุดิบในการผลิต เห็นว่าการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ถูกต้องตามข้อกฎหมายเพราะอุตสาหกรรมภายในดีขึ้นแล้วจากการที่รัฐช่วยให้มีเวลาในการปรับตัวมาด้วยมาตรการปกป้องมา 6 ปี และยังมีมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดคุ้มครองอยู่ ซึ่งความเห็นจากการ Hearing ดังกล่าว จะนำไปพิจารณาผลการทบทวนชั้นที่สุดต่อไป
การพิจารณาร่างผลการทบทวนไม่ให้ขยายเวลาการใช้มาตรการปกป้องต่อไปของคณะกรรมการฯ เป็นไปโดยรอบคอบ โปร่งใส และชัดเจน ภายใต้กรอบของกฎหมายไทยและความตกลงของ WTO ที่มีเจตนารมณ์ให้ใช้มาตรการเป็นการชั่วคราวเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นเป็นหลัก มิใช่มาตรการที่จะสามารถเยียวยาความเสียหายอันเกิดจากเหตุอื่น เช่น โครงสร้างที่ไม่เหมาะสมของอุตสาหกรรม แผนการลงทุนหรือการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ซึ่งต้องพิจารณาแนวทางแก้ไขโดยหามาตรการอื่นที่เหมาะสมกับแต่ละปัญหาต่อไป