เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
64 ปี “มูลนิธิเอสซีจี” มุ่งมั่นพัฒนาคน ให้โอกาสทางการศึกษา สร้างสังคมคุณภาพให้มีทั้งคนเก่งและคนดี
SD 64 ปี “มูลนิธิเอสซีจี” มุ่งมั่นพัฒนาคน ให้โอกาสทางการศึกษา สร้างสังคมคุณภาพให้มีทั้งคนเก่งและคนดี
10 บิ๊กอสังหาฯ สวนกระแส อัดงบซื้อที่ดิน 4.4 หมื่นล้าน SC กวาด 15 แปลงทำเลเด็ด
Real Estate 10 บิ๊กอสังหาฯ สวนกระแส อัดงบซื้อที่ดิน 4.4 หมื่นล้าน SC กวาด 15 แปลงทำเลเด็ด
‘สายมู’ ตะลุย ฮ่องกงกางทริป-เที่ยวปังตลอดปี
SD ‘สายมู’ ตะลุย ฮ่องกงกางทริป-เที่ยวปังตลอดปี
ส.ค.นี้เปิดใช้ M6 ช่วง “บางปะอิน-ปากช่อง” วันหยุดสุดสัปดาห์ วิ่งฉลุยตลอดสายปีใหม่
Real Estate ส.ค.นี้เปิดใช้ M6 ช่วง “บางปะอิน-ปากช่อง” วันหยุดสุดสัปดาห์ วิ่งฉลุยตลอดสายปีใหม่
SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
Finance SET ทะยาน Top 5 เอเชียส่องเทรนด์ครึ่งปีหลัง ตันแล้วหรือไปต่อ ?
ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
สามัญสำนึก ระวังกระแสต้าน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
Tech คุยกับ Binance TH สินทรัพย์ดิจิทัลกลางกระแส ‘หุ้นเทคฯ-AI’
‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
World ‘ประกันสุขภาพ’ เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหวสัญญาณเตือนที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแก้
รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
Politics รัฐบาล เร่งร่างกรอบ กม.สกัดทุจริตสอบข้าราชการ จับตาใช้ยาแรงโยง ขรก.เจอโทษหนัก
ก.คมนาคม สั่งคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ เพิ่ม สุนัข K9 – ยกระดับการข่าว
Economic ก.คมนาคม สั่งคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ เพิ่ม สุนัข K9 – ยกระดับการข่าว
ดูทั้งหมด

ค่าเงินบาทผันผวนจากปัจจัยในประเทศ ตลาดจับตาการเจรจาทางการค้าจีน-สหรัฐ อย่างต่อเนื่อง

15 ก.พ. 2562 | 18:37น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรตเงินตราระหว่างวันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (11/2) ที่ระดับ 31.37/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (8/2) ที่ระดับ 31.48/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดจับตาการเจรจาการค้ารอบใหม่ระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จีนยืนยันว่านายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีนจะจัดการประชุมเพื่อเจรจาการค้ารอบใหม่กับนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ โดยการประชุมจะจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งการเจรจาการค้าระหว่างนายหลิว นายมนูชิน และนายไลท์ไฮเซอร์ ในครั้งนี้นับว่ามีความสำคัญและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า เขาไม่มีแผนที่จะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ก่อนวันที่ 1 มีนาคม ซึ่งเป็นเส้นตายที่ทั้งสองฝ่ายกำหนดไว้สำหรับการบรรลุข้อตกลงทางการค้า

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า อาจมีการเลื่อนกำหนดเส้นตายสำหรับการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 มีนาคม ทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าทั้งสองประเทศจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าได้ ซึ่งการรายงานข่าวล่าสุดของสำนักข่าวบลูมเบิร์กกล่าวว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเลื่อนกำหนดเส้นตายในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนออกไปอีก 60 วัน เพื่อให้การเจรจาสามารถเดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนี้ตลาดยังคลายความกังวลของประเด็นการปิดทำการชั่วคราวของหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐ (ชัตดาวน์) หลังจากที่สภาคองเกรสสหรัฐได้ข้อตกลงเบื้องต้นสำหรับงบประมาณการใช้จ่ายทางด้านความมั่นคง โดยอนุมัติงบประมาณจำนวน 1.37 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่างบประมาณที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอขออนุมัติไปก่อนหน้านี้ที่ 5 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามภาวะชัตดาวน์ครั้งใหม่ยังมีความเป็นไปได้จนกว่าสภาคองเกรสจะอนุมัติและลงนามในงบประมาณใช้จ่ายก่อนกำหนดสิ้นสุดรายจ่ายฉุกเฉินในวันศุกร์นี้ (15/1) ในขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าเขาไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะชัตดาวน์ขึ้นอีกในอนาคต นอกจากนี้นายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาฟิลาเดเฟียกล่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐยังสามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ทั้งในปีนี้และปีหน้า เมื่อพิจารณาจากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐ

ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ นั้นยังคงเป็นประเด็นที่กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่เช่นกัน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา NFIB ได้มีการรายงานดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมร่วงลง 3.2 จุด สู่ระดับ 101.2 จุดในเดือน ม.ค. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบธุรกิจขนาดย่อมของสหรัฐมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มยอดขายในอนาคต และภาวะทางธุรกิจในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐทรงตัวในเดือนมกราคม ซึ่งถือเป็นการทรงตัวเดือนที่สามติดต่อกัน ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1% โดยยังคงกล่าวว่าการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันยังคงเป็นประเด็นที่กดดันอัตราเงินเฟ้ออยู่ โดยเมื่อเทียบรายปีดัชนีราคาผู้บริโภคขยายตัว 1.6% ในเดือนมกราคม ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 หลังจากดีดตัวขึ้น 1.9% ในเดือนธันวาคม โดยดัชนีผู้บริโภคที่ไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนมกราคม โดยหากเทียบรายปีจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% ซึ่งเท่ากับเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตลดลง 0.1% ในเดือน ม.ค.เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งการทรุดตัวของยอดค้าปลีกในเดือน ธ.ค. ได้รับผลกระทบจากการปรับตัวลงของยอดขายในสินค้าทุกหมวด

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงนี้นั้น นายวีรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้นมาจากปัจจัยภายนอก โดยนายวิรไท ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า อาจมีความเข้าใจผิดว่าสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกิดจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงคือภาพรวมยังมีเงินทุนไหลออกสุทธิ 284 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.17-31.51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 31.27/28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (11/2) ที่ระดับ 1.1326/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/2) ที่ระดับ 1.1326/31 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ได้ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปในปี 2019 ไปอยู่ที่ 1.3% จากระดับ 1.9% จากการคาดการณ์ก่อนหน้า และคาดการณ์ว่าในปี 2020 จะกลับมาขยายตัวได้ที่ระดับ 1.6% เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มยุโรปยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องการค้าโลก และความไม่แน่นอนต่าง ๆ ซึ่งส่งผลทำให้แผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรปอาจเกิดความล่าช้า

นอกจากนี้ค่าเงินยูโรยังคงเคลื่อนไหวตามประเด็นการแยกตัวออกจากกลุ่มประเทศยุโรปของอังกฤษ (Brexit) โดยล่าสุดรัฐบาลอังกฤษได้ขอให้รัฐสภาให้เวลาแก่นางเทเรซา เมย์ เพิ่มขึ้น เพื่อให้มีเวลาแก้ไขในข้อตกลง ซึ่งรัฐสภาจะลงคะแนนเสียงไม่เกินวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ ขณะที่รัฐสภาเองไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาในข้อตกลง และต้องการให้นางเทเรซา เมย์ เจรจาต่อรองเพื่อแก้ไขเนื้อหากับทางสหภาพยุโรป ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1245-1.1344 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (15/2) ที่ระดับ 1.1283/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดเข้าวันจันทร์ (11/2) ที่ระดับ 109.81/84 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (8/2) ที่ระดับ 109.81/83 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวในกรอบแคบเนื่องจากเป็นวันหยุดของประเทศญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตามค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าลงภายหลังจากที่เหล่านักลงทุนคลายความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน ส่งผลให้นักลงทุนเทขายค่าเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากกว่าแทน นอกจากนี้สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นมีการรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไตรมาสที่ 4 ของปี 2561 ซึ่งขยายตัวอยู่ที่ 1.4% เมื่อเทียบรายปี โดยการขยายตัวนี้เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวหลังจากได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 109.67-111.12 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (15/2) ที่ระดับ 110.39/42 เยน/
ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ค่าเงินบาท