เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“เฉลิมพระราชมณเฑียร” พิธีขึ้นบ้านใหม่ของพระราชา คติความเชื่อที่ต้องอุ้มแมวและไก่ร่วมพิธี

04 พ.ค. 2562 | 19:40น.

ขั้นตอนพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่เกิดขึ้นในช่วงค่ำคืนวันที่ 4 พฤษภาคมนี้ คือพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร ณ หมู่พระมหามณเฑียร ภายในพระบรมมหาราชวัง ตามเวลาพระฤกษ์ 13.19-20.30 น. และในคืนนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับแรม ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน 1 คืน

ความหมายของพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร คือ เป็นพิธีขึ้นบ้านใหม่ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งบ้านใหม่ในที่นี้หมายถึงหมู่พระมหามณเฑียร พิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร จึงเป็นการเฉลิมหรือสมโภชหมู่พระมหามณเฑียร ซึ่งมีทั้งส่วนสำหรับว่าราชการ ได้แก่ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน และส่วนที่เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ได้แก่ บริเวณพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน

ขั้นตอนพิธีนี้ พระมหากษัตริย์จะเสด็จขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานโดยมีการเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรตามเสด็จ จากนั้นพระมหากษัตริย์จะบรรทมเหนือพระแท่นราชบรรจถรณ์ ซึ่งเป็นพระแท่นบรรทมของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีเพื่อเป็นมงคลฤกษ์ และประทับแรมอยู่หนึ่งคืน

ในขั้นตอนพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรมีสิ่งของมงคลที่ต้องเชิญเข้าไปในหมู่พระมหามณเฑียร เพื่อความเป็นสิริมงคล ดังนี้

 

ดอกหมากหรือจั่นหมาก

การประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อถึงพิธีสมโภชพระมหามณเฑียรซึ่งถือเป็นการขึ้นบ้านใหม่ขององค์พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่นั้น เครื่องมงคลอย่างหนึ่งที่เชิญเข้าประกอบพิธีในห้องพระบรรทม คือดอกหมาก หรือจั่นหมาก

จากการที่คนไทยเป็นชาติหนึ่งที่มีประเพณีการกินหมากกันมาแต่โบราณกาลเช่นเดียวกับชาวอินเดีย ชาวมอญ ชาวพม่า ชาวมลายู และญวน เป็นต้น ซึ่งไม่อาจกำหนดระยะเริ่้มต้นของการเกิดประเพณีนี้ได้ ด้วยเหตุดังกล่าว เชี่ยนหมาก จึงถือเป็นของสำคัญยิ่งในชีวิตประจำวัน นอกจากจะเครื่องประจำตัวแล้วยังเป็นของรับแขกที่ทุกคนพอใจ เชี่ยนหมากจตึงมีอยู่ทุกบ้านเรือนตั้งแต่ชาวบ้านสามัญชนทั่วไป จนถึงขุนนาง เจ้านาย และองค์พระมหากษัตริย์ และเชี่ยนหมากหรือพานหมาก หรือพานพระศรีจึงใช้เป็นเครื่องยศอย่างหนึ่งอีกด้วย

สำหรับคติความเชื่อในการใช้ดอกหมาก หรือจั่นหมากมาเป็นเครื่องมงคลเข้าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกประการหนึ่งคือ ดอกหมากหรือจั่นหมากน่าจะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เพราะดอกหมากหรือจั่นหมากน่าจะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ เพราะดอกหมากหรือจั่นหมากมีลักษณะเป็นพวง เมื่อออกผลจะออกเป็นจำนวนมาก เรียกว่าเป็นทะลาย ดังนั้น จึงมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรืองมีทรัพย์ศฤงคารพอกพูน จัดเป็นเครื่องมงคลยิ่งอย่างหนึ่ง

ดอกมะพร้าวหรือจั่นมะพร้าว

เครื่องมงคลอีกอย่างหนึ่งที่นำมาประดับตามบริเวณมณฑลและสถานที่ต่าง ๆ ที่ใช้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คือ ดอกมะพร้าว หรือจั่นมะพร้าว น่าจะด้วยเหตุผลที่ว่า มะพร้าวเป็นพืชที่อยู่ในโลกมนุษย์ ไม่มีในโลกสวรรค์ ดังนั้น เมื่อจะทำพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเซ่นสังเวยเทพเจ้าแล้วก็จะนำมะพร้าวส่งขึ้นไปด้วย เป็นของแปลกของหายากประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งคือ ดอกมะพร้าวหรือจั่นมะพร้าว เป็นที่เกิดของผล อันเป็นความเจริญของสรรพสิ่งทั่วไป แต่ดอกมะพร้าว หรือจั่นมะพร้าวนั้นในช่อหนึ่ง ๆ มีหลายดอกจัดเป็นพวงเมื่อมีผลก็มีมากมาย ซึ่งเรียกว่า ทะลาย เช่นเดียวกับดอกหมาก หรือจั่นหมาก จึงมีความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ มีทรัพย์สมบัติมากมายอันเป็นสัญลักษณ์ของความมีมงคล

กุญแจทอง

การนำกุญแจทองเข้าในพิธีสมโภชพระมหามณเฑียรนั้นไม่มีคติลึกซึ้งที่ต้องตีความกันแต่ประการใด เพราะเป็นเรื่องธรรมดาที่บ้านจะต้องมีกุญแจเป็นเครื่องใช้ในการปิดเปิดประตูบ้านนั่นเอง การที่พระบรมวงศานุวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายในทูลเกล้าฯ ถวายกุญแจแก่เจ้าของบ้านหรือพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ก็เท่ากับเป็นการมอบกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบ้านที่ตนคอยดูแลรักษาอยู่นั้น ถวายคืนให้แก่พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

เมล็ดพันธุ์พืช

เมล็ดพันธุ์พืชต่าง ๆ เช่น ข้าวเปลือก ถั่ว งา ซึ่งมีข้าทูลละอองธุลีะระบาทฝ่ายในเชิญพานข้าวเปลือก พานถั่ว พานงา เข้าในพิธีสมโภชพระมหามณเฑียร ในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก นั้น น่าจะเป็นคติดั้งเดิมที่นำมาประกอบในพระกอบในพระราชพิธี คืออาจจะเป็นคตินิยมของคนในชาติที่ทำการเกษตรกรรมอย่างไทยเราที่ถือว่า เมล็ดพันธุ์พืชประเภทข้าวเปลือก ถั่ว งา เป็นของสำคัญในการเพาะปลูก ประกอบอาชีพทำมาหากิน จัดเป็นการให้ธัญญาหารนำไปใช้ในการเลี้ยงชีวิตต่อไป เพราะในชีวิตจริง ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมนำข้าวเปลือก เมล็ดถั่ว ไปให้เพื่อนบ้านที่แยกครัวเรือนออกไปเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจที่เอื้ออาทรต่อกัน แต่ในการพระราชพิธีจึงนำมาเป็นของสมโภชเพียงเล็กน้อย ถ้าจะตีความหมายก็น่าจะหมายถึงให้มีความอุดมสมบูรณ์ รุ่งเรืองในเร็ววันดุจปลูกข้าว ปลูกถั่ว ปลูกงา ที่เป็นพืชขึ้นง่าย เจริญเร็ว

พระแส้หางช้างเผือกผู้

แส้เป็นเครื่องใช้สำหรับปัดฝุ่นละอองบนที่นอนหรือตามเบาะนั่งและที่อื่น ๆ ในพระราชพิธีสมโภชพระมหามณเฑียร ก็มีผู้เชิญเข้าในพระราชพิธีที่ห้องพระบรรทมด้วย ซึ่งก็หมายถึงการใช้แส้สำหรับไว้ใช้ แต่สำหรับพระมหากษัตริย์ต้องใช้สิ่งที่เป็นมงคล มีความหมายในการเพื่อให้สมพระบารมี เป็นการถวายพระเกียรติ แส้จึงทำด้วยหางช้างเผือกเพศผู้ เพราะช้างเผือกคนไทยเราถือว่าเป็นสัตว์ประเสริฐที่ควรคู่เฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ที่มีบุญญาธิการเท่านั้น ดังนั้น เมื่อช้างเผือกเชือกใดล้มก็จะนำหางมาตกแต่งทำเป็นพระแส้ และงาก็นำมาตั้งประดับ พระแส้นั้นทำขึ้เป็นเครื่องประดับพระเกียรติยศมิได้นำมาใช้อย่างจริงจัง

แมวหรือวิฬาร์

ตามคติโบราณของไทยที่นิยมปฏิบัติกันเมื่อเวลาผู้ใดปลูกบ้านใหม่เสร็จ และเมื่อจะย้ายเข้าไปอยู่นั้น จะต้องมีคนอุ้มแมวนำเข้าไป แล้วให้เจ้าของบ้านตามขึ้นไป เหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็มีผู้ให้ข้อคิดต่าง ๆ ไป บางคนก็ว่าเนื่องจากเป็นการขึ้นบ้านใหม่ จึงต้องมีแมวไว้คอยจับหนู และบ้างก็ว่าจากความเชื่อของจีนโบราณกล่าวว่าแมวเป็นสัตว์ที่สามารถขับไล่ภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้าย เพราะแมวสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดในที่มืดหรือเวลากลางคืน และเป็นสัตว์ที่ให้โชคลาภด้วย ดังที่คนไทยเราเคยเชื่อว่าแมวหมามาสู่จะมีลาภนั่นเอง และแมวที่อุ้มขึ้นไปก็มีหลายอย่าง บ้างว่าเป็นสีขาว บ้างว่าสีเทา (สีสวาด) บ้างก็ว่าเป็นชนิดลาย เพราะคล้ายเสือจะได้มีอำนาจเป็นที่เกรงกลัว แต่ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร ท่านเสฐียรโกศศว่าเคยเห็นเป็นแมวสีดำ แต่แมวที่เข้าพระราชพิธีนี้ต้องเป็นแมวคราว และต้องนำมาทาแป้งแต่งตัวลูบไล้ด้วยน้ำหอมให้ทั่ว เมื่อได้ฤกษ์ก็จะอุ้มแมววางลงบนที่ฟูกนอน แล้วกล่าวถ้อยคำให้พรที่ดี ก็จะทำให้เจ้าของบ้านอยู่เย็นเป็นสุข มีโชคมีลาภทรัพย์สินเพิ่มพูน

อย่างไรก็ดีจากจดหมายเหตุของไทยเรา มีการอุ้มวิฬาร์ (แมว) เข้าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระมหามณเฑียร ก็น่าจะมีความหมายเพื่อให้เกิดความโชคดี มีลาภให้อยู่เย็นเป็นสุข ตลอดจนขับไล่ภูติผีปีศาจหรือสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ และตามความเชื่อดั้งเดิมที่กล่าวว่าแมวมีเก้าชีวิต ซึ่งหมายถึงความยั่งยืนสถาพรหรือความเป็นอมตะ

ไก่ขาว

พบว่าในบันทึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีการนำไก่ขาวเข้าในพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงก่อให้เกิดข้อกังขาว่า เป็นคติความเชื่อที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้รู้บางท่านกล่าวว่าน่าจะเป็นประเพณีโบราณของไทย ซึ่งเพื่อนบ้านต้องการช่วยเหลือให้เจ้าของบ้านที่สร้างครอบครัวใหม่มีไก่สำหรับเลี้ยงไว้ขันบอกโมงยาม และเลี้ยงไว้กินไข่ อันเป็นสิ่งที่จำเป็นแก่ชีวิตประจำวันอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากเครื่องใช้ในครัวเรือนหรือสัตว์เลี้ยงที่มามอบให้กับผู้ที่ตั้งครัวเรือนใหม่ซึ่งปัจจุบันก็ยังสามารถเห็นได้ และการที่พระมหากษัตริย์องค์ใหม่เฉลิมพระราชมณเฑียรก็คล้ายกับทรงตั้งครอบครัวของพระองค์ใหม่ จึงได้มีการอุ้มไก่เข้าในพระราชพิธีด้วย อย่างไรก็ดี ตามความเชื่อของจีนถือว่าไก่ตัวผู้เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความอบอุ่นและความมีชีวิตที่มีพลังจากจักรวาล ถ้าเป็นไก่สีแดงจะป้องกันไฟ ส่วนไก่สีขาวจะสามารถขับไล่สิ่งชั่วร้ายและภูติผีต่าง ๆ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเราอาจจะนำความเชื่อทั้งสองอย่างนี้มาผสมผสานกันก็ได้

ศิลาบด

ศิลาบดหรือหินบดตามคติของอินเดียถือเป็นของใช้ในครัวเรือนเช่นเดียวกับครกในปัจจุบัน และคนไทยเราแต่เดิมก็คงมีการใช้หินบดไปพร้อม ๆ กับครก เพราะยังพบหลักฐานอยู่มากตามแหล่งโบราณคดี ปัจจุบันพวกเชื้อสายอินเดียทั้งในอินเดียและมาเลเซียก็ยังบดเครื่องแกงและเครื่องปรุงอาหารต่าง ๆ ด้วยหินบดกันอยู่ ดังนั้นการนำศิลาบดเข้าในพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรก็น่าจะเป็นคติที่มีการมอบเครื่องครัว พันธุ์พืช เป็นการแสดงความยินดีในการขึ้นเรือนใหม่

แต่อย่างไรก็ดีพบว่ามีคำให้พรว่า “ให้อยู่เย็นเป็นสุข ดังอุทกธารา และฟัก ให้น้ำใจหนักหน่วงดุจศิลา ขอให้ถั่วงางอกงามบริบูรณ์” ซึ่งศิลาในที่นี้ก็ใช้ศิลาบดหรือหินบด

นอกจากนี้ยังมีคำให้พรบ่าวสาวของเก่าอยู่บทหนึ่งว่า “ให้เย็นเหมือนฟัก ให้หนักเหมือนแฟง ให้อยู่เรือนเหมือนก้อนเส้า ให้เฝ้าเรือนเหมือนแมวคราว” เดิมของที่เข้าในพิธีแต่งงานและขึ้นเรือนใหม่ น่าจะใช้ก้อนเส้าจริง ๆ ก้อนเส้าเป็นหินที่นำมาทำเป็นเตาไฟก่อนที่จะพัฒนามาเป็นเตา แต่เข้าใจว่าก้อนเส้าคงจะเปื้อนเลอะเทอะจึงใช้หินแทน แล้วก็เลยกลายมาเป็นหินบด และในอินเดียบางท้องถิ่นพบว่ามีการนำหินบดเข้าในพิธีแต่งงานด้วยเช่นกัน

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ร.10