เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ผ่ากลยุทธ์ “เจดีคอทคอม” สร้างจุดต่างด้วยแพลตฟอร์มโลจิสติกส์

22 มิ.ย. 2562 | 14:51น.

ในยุคสมัยของ “อีคอมเมิร์ซ” นอกจากการแข่งขันด้านคลังข้อมูลลูกค้าแล้ว “ความเร็ว” ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ที่สร้างความโดดเด่นได้ โดยหนึ่งในอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนและของโลก “เจดีดอทคอม” (JD.com) ระบุว่า “โลจิสติกส์โมเดล” คือความแตกต่างที่เป็นข้อได้เปรียบของแพลตฟอร์มช็อปปิ้งออนไลน์จากแบรนด์อื่น ๆ

“เจดี” คู่แข่งอาลีบาบา

ในปี 2018 ที่ผ่านมา รายได้ธุรกิจของเจดีดอทคอม มีมูลค่า รวมสูงถึง 67,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะยังห่างเมื่อเทียบกับยักษ์อีคอมเมิร์ซของจีน และของโลกอย่าง “อาลีบาบา” ในแง่มาร์เก็ตแชร์ในตลาดอีคอมเมิร์ซจีน โดยอาลีบาบามีส่วนแบ่งสูงถึง 58.2% ขณะที่ เจดีดอทคอมอยู่ที่ 16.3% แต่ก็็ถือเป็นคู่แข่งที่มาแรงและน่ากลัวไม่ใช่น้อย

สร้างจุดต่างด้วยระบบขนส่ง

“แบรด เบอร์เจส” หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรระหว่างประเทศ “เจดีดอทคอม” กล่าวกับสื่อมวลชนไทยระหว่างเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ว่า การตัดสินใจของ “เจดีดอทคอม” หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “Jingdong” ในการเข้าสู่วงการ “ออนไลน์” ในปี 2004 เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทแห่งนี้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกแบบ B2C หรือการขายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยตรงรายใหญ่ที่สุดของจีนในปัจจุบัน

สิ่งที่ทำให้ “เจดีดอทคอม” โดดเด่นคือ การวางพื้นฐานระบบเครือข่ายโลจิสติกส์ตั้งแต่ปี 2007 เพื่อบริหารจัดการสินค้า ตลอดทั้งสายพานการผลิตไปจนถึงกระบวนการในคลังสินค้า และสุดท้ายคือ การขนส่งให้ถึงมือลูกค้าปลายทางได้เร็วที่สุด การันตี “ในวันเดียว” หรือช้าสุดวันถัดไป

“เบอร์เจส” กล่าวว่า เจดีดอทคอมมีโลจิสติกส์ที่เข้มแข็งมาก จนสามารถกล่าวได้ว่าครอบคลุมและทั่วถึงประชาชนชาวจีนถึง 99% โดยมีคลังสินค้า 550 แห่ง และสถานีรับส่ง (ดีลิเวอรี่) เกือบ 7,000 แห่งทั่วประเทศ

“เราให้ความสำคัญกับโลจิสติกส์โมเดล เพราะยึดหลักที่ว่าผู้ชนะในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซคือคนที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าได้ และให้ความสำคัญกับการการันตีสินค้าว่าเป็นของแท้ 100% เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างลูกค้าและแพลตฟอร์มของเรา”

“โลจิสติกส์โมเดล” สไตล์เจดี

“โลจิสติกส์โมเดล” ของเจดีดอทคอมมีอยู่ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.โดรนส่งสินค้า ที่ใช้สำหรับการส่งสินค้าในมณฑลที่อยู่ห่างไกลหรือในพื้นที่ชนบท ปัจจุบันครอบคลุมการจัดส่งสินค้าประมาณ 100 หมู่บ้านในจีน ที่น่าสนใจคือย่นระยะเวลาในการได้รับสินค้าเหลือเพียง 20 นาที จากเดิมที่บางหมู่บ้านต้องใช้เวลาในการจัดส่งสินค้าให้ถึงปลายทางใช้เวลาราว 2 วัน

ที่สำคัญ “เจดีดอทคอม” เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายเดียวในจีนที่มีการจัดส่งสินค้าด้วย “โดรน”

โลจิสติกส์แบบที่ 2 คือ การจัดส่งสินค้าด้วยรถส่งของอัตโนมัติ หรือ robot car จะให้บริการในตัวเมืองที่สภาพถนนแคบและรถติด เพื่อประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยผู้รับสามารถรับสินค้าได้เพียงการสแกนคิวอาร์โค้ดเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ “ริชาร์ด หลิว” ผู้ก่อตั้งและประธาน บริษัท เจดีดอทคอม เคยให้สัมภาษณ์ว่า การใช้เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการจ้างพนักงานได้ราว 7,343 ดอลลาร์สหรัฐ

โลจิสติกส์โมเดลแบบที่ 3 คือ การจัดส่งสินค้าแบบ “ลักเซอรี่” สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าลักเซอรี่ หรือสินค้าหรูโดยมีรถที่ใช้สำหรับการจัดส่งประเภทนี้ราว 7,000 คัน พร้อมผู้จัดส่งของในลุกหรูหราและสุภาพ

ปัจจุบันการจัดส่งสินค้าลักเซอรี่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นไปจนถึงออร์เดอร์สินค้าทั่วไป ซึ่งลูกค้าชาวจีนเลือกจ่ายค่าจัดส่งแบบลักเซอรี่เพิ่มในราคา 49 หยวนต่อออร์เดอร์เท่านั้น

การจัดส่งแบบสุดท้าย คือ รถส่งของทั่วไปคล้ายรถตุ๊กตุ๊กของไทยที่ลูกค้ายังเลือกได้ว่าต้องการส่งแบบ door to door ถึงหน้าบ้าน หรือรับของเองตามจุดนัดพบ (pick up)

ปูพรมผนึกพันธมิตร

ความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจที่หลากหลายยังเป็นอีกจังหวะก้าวที่น่าสนใจของ “เจดี”

“เบอร์เจส” ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีหลายบริษัทใหญ่ทั้งของจีนและต่างชาติลงทุนร่วมกับเจดีดอทคอม เช่น “เทนเซนต์” บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ของจีน คู่แข่งสำคัญของ “อาลีบาบา” โดยได้เข้าถือหุ้นบริษัทร่วม 15% เมื่อ พ.ค. ปี 2014 ทั้งมี “วอลมาร์ท” เจ้าพ่อค้าปลีกรายใหญ่ของอเมริกา ที่เข้าถือหุ้นในเจดีดอทคอม 5% และการลงทุนร่วมกับ “กูเกิล” เพื่อพัฒนาบริการค้าปลีกในหลายตลาด ทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยการผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของเจดีดอทคอมเข้ากับเทคโนโลยีของกูเกิล

“เซียวเหยา” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ และการลงทุน เจดีดอทคอม กล่าวถึงความน่าสนใจของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า เป็นตลาดที่ไม่สามารถละเลยได้ นอกจากขนาดของตลาดที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากแล้วยังพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคน่าสนใจ มีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่พัฒนาและเติบโตรวดเร็วมาก

สยายปีกบุกอาเซียน

“ตลาดไทยและอินโดนีเซีย เป็นสองตลาดหลักในอาเซียนที่เราให้ความสำคัญมาก ด้วยมาร์เก็ตไซซ์ที่ดึงดูด และเราโชคดีที่มีพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นที่มีศักยภาพและไว้ใจได้” เซียวเหยาย้ำ

และว่าหากเทียบแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายอื่น เช่น ลาซาด้า และช้อปปี้ รวมไปถึงแบรนด์ท้องถิ่นที่เข้มแข็งถือว่า “เจดี” ยังตามหลัง แต่จุดแข็งทั้งเรื่องโลจิสติกส์และความน่าเชื่อถือในแบรนด์จะทำให้บริษัทแข่งขันได้ดี

“บางประเทศ เช่น ไทย ห้างสรรพสินค้า ยังเข้มแข็งอยู่มาก แต่การเติบโตของตลาดช็อปปิ้งออนไลน์ก็โดดเด่นและมีโอกาสสูงมากเช่นกัน ทั้งคนเอเชียยังมีลักษณะคล้ายคนจีนที่นอกจากคำนึงเรื่องความคุ้มค่าแล้ว ยังต้องสะดวกสบายด้วย”

เทสต์โมเดลธุรกิจใหม่

“เจดีดอทคอม” ยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยเช็กฟีดแบ็กจากลูกค้า ชื่อ “C2M โมเดล” เพื่อพัฒนาแบรนด์และการให้บริการที่ดีขึ้น เมื่อได้รับความคิดเห็นจากลูกค้าแล้วจะส่งต่อไปยังส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง อีกทั้งยังทดลองโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น 7Fresh ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ลูกค้าช็อปปิ้งได้ทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ โดยสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์แล้วมีบริการจัดส่งฟรีในระยะทาง 3 กิโลเมตร รวมถึงมี “Xcafe” ร้านอาหารที่ใช้หุ่นยนต์ทำอาหารและเสิร์ฟ คิดเป็นสัดส่วน 80% ของตำแหน่งงานในร้าน และ “ร้านค้าสะดวกซื้อไร้พนักงาน” (unmanned store) ซึ่งระบบการซื้อและชำระเงินเชื่อมกับแอปพลิเคชั่น “วีแชต” เป็นต้น

ผู้บริหาร “เจดีดอทคอม” ย้ำว่า บริษัทจะขยายการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ให้มากขึ้น และตั้งเป้าส่งต่อ “โนว์ฮาว” ที่สำคัญต่อธุรกิจให้กับซัพพลายเชนและคู่ค้าภายในปี 2022 อีกด้วย