เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กสิกรไทย คาดสินเชื่อเอสเอ็มอีโต 1-2% หนุนขยายวงเงิน SME Credit Boost
Finance กสิกรไทย คาดสินเชื่อเอสเอ็มอีโต 1-2% หนุนขยายวงเงิน SME Credit Boost
ราคาทองวันนี้ (8 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (8 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณ 69,400 บาท
กอช. จับมือ AIS แจกใหญ่ ออมเงินรับพอยต์ รัฐช่วยสมทบสะสมสูงสุด 100%
Finance กอช. จับมือ AIS แจกใหญ่ ออมเงินรับพอยต์ รัฐช่วยสมทบสะสมสูงสุด 100%
“ศุภจี” ชูปฏิรูปการแข่งขัน กขค.จับตา GP แพลตฟอร์ม สั่งบางรายชะลอขึ้น 6 เดือน
Economic “ศุภจี” ชูปฏิรูปการแข่งขัน กขค.จับตา GP แพลตฟอร์ม สั่งบางรายชะลอขึ้น 6 เดือน
ธรรมนัส ย้ำ ‘อนุทิน’ ยังเป็นเพื่อน ให้โอกาส รบ.ทำงาน ปัดตอบดีล “น้ำเงิน-เขียว”
Politics ธรรมนัส ย้ำ ‘อนุทิน’ ยังเป็นเพื่อน ให้โอกาส รบ.ทำงาน ปัดตอบดีล “น้ำเงิน-เขียว”
ท็อปส์ เปิดยุทธภูมิเกาะช้าง ปักธงท็อปส์ เดลี่ 3 สาขารวด ชิงกำลังซื้อ 3 ทำเลสำคัญ
Business ท็อปส์ เปิดยุทธภูมิเกาะช้าง ปักธงท็อปส์ เดลี่ 3 สาขารวด ชิงกำลังซื้อ 3 ทำเลสำคัญ
พาณิชย์ รุกเมืองซานซี เปิดทางทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าวเข้า DX Supermarket
Economic พาณิชย์ รุกเมืองซานซี เปิดทางทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าวเข้า DX Supermarket
“ศุภจี” ถก ITOCHU ดันไทย–ญี่ปุ่นสู่ Co-Creation ปักธงอุตสาหกรรมอนาคต-ห่วงโซ่มูลค่าสูง
Economic “ศุภจี” ถก ITOCHU ดันไทย–ญี่ปุ่นสู่ Co-Creation ปักธงอุตสาหกรรมอนาคต-ห่วงโซ่มูลค่าสูง
“สมศักดิ์” เร่งขับเคลื่อนนโยบายเกษตร ดันเพิ่มมูลค่าสินค้า-ยกระดับสหกรณ์ 1.09 หมื่นแห่ง
Economic “สมศักดิ์” เร่งขับเคลื่อนนโยบายเกษตร ดันเพิ่มมูลค่าสินค้า-ยกระดับสหกรณ์ 1.09 หมื่นแห่ง
“หอการค้าไทย” ชี้ ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ จับตาการเมือง-น้ำมัน-ART ก่อนเชื่อมั่นฟื้นต่อ
Economic “หอการค้าไทย” ชี้ ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ จับตาการเมือง-น้ำมัน-ART ก่อนเชื่อมั่นฟื้นต่อ
ดูทั้งหมด

ซีเอสอาร์ฉบับ “SPBT” อนุรักษ์ต้นน้ำสร้างวิถีชุมชนยั่งยืน

25 มิ.ย. 2562 | 17:00น.

อาจเป็นเพราะกลุ่มบริษัทซันโทรี่มีปณิธานในการดำเนินธุรกิจที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างผาสุก ด้วยการให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ทั้งนั้นเพราะ “น้ำ” เป็นองค์ประกอบหลักในการดำเนินธุรกิจมาตลอด 120 ปี จึงทำให้ปรัชญาหลักของกลุ่มบริษัทคือ “Mizu To Ikiru” ซึ่งมีความหมายว่าน้ำคือแหล่งทรัพยากรของทุกชีวิตบนผืนโลก

ขณะที่เป๊ปซี่โค อิงค์มองเรื่อง “น้ำ” เป็นทรัพยากรหลักในการประกอบธุรกิจ ทั้งยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทุกชีวิตบนผืนโลก โดยมีปรัชญาว่า “Living with Water” อันมีความหมายว่า “อาศัยอยู่กับน้ำ” ดังนั้นเมื่อซันโทรี่ กับเป๊ปซี่โค อิงค์ มาร่วมทุนกันในเดือนพฤศจิกายน 2560 พร้อมกับตั้งชื่อ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SPBT จึงทำให้ปรัชญาของทั้ง 2 บริษัทมาหลอมรวมกัน

ภายใต้วิสัยทัศน์ “Growing for Good” ที่ไม่เพียงจะคำนึงถึงเรื่องการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน หากยังมองเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำตามธรรมชาติอีกด้วย จนที่สุดจึงเกิดโครงการอนุรักษ์ต้นน้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำแม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำของประเทศไทย กับโครงการให้ความรู้เรื่องน้ำ (มิตซุยกุย) แก่เด็กและเยาวชนในจังหวัดระยองและสระบุรี

เพื่อสร้างสำนึกด้านการอนุรักษ์น้ำและการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าด้วยการร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ไทยดีไซน์โปรแกรมกิจกรรมเพื่อสังคม ในการดำเนินการสร้างฝายชะลอน้ำ, ปลูกหญ้าแฝก, ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกและป่าเสื่อมโทรม รวมถึงการปลูกป่าเสริมในเขตตำบลแม่ศึก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ พร้อมทั้งให้ความรู้เรื่องน้ำแก่เด็ก เยาวชน และบุคลากรในท้องถิ่น เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์และการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าทั้งนั้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม รวมถึงการส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสาและสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานของ SPBT ด้วย
เบื้องต้น “โอเมอร์ มาลิค” ประธานกรรมการบริหารบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าเราร่วมมือกับมูลนิธิรักษ์ไทยในการออกแบบโครงการอนุรักษ์ต้นน้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำแม่ศึก บริเวณลุ่มน้ำแจ่ม ด้วยการพาพนักงานจิตอาสาของเราทั้งในส่วนกลางและโรงงานทั้ง 2 แห่งคือจังหวัดระยองและสระบุรีมาร่วมโครงการทั้งหมด 56 คน เพื่อต้องการให้พวกเขามีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ต้นน้ำทางธรรมชาติ เพราะบริษัทของเราให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำเป็นอย่างมาก

“ด้วยการให้พวกเขากับชาวบ้านในชุมชนร่วมสร้างฝายชะลอน้ำทั้งสิ้น 200 ฝาย พร้อมกับปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก จนเกิดความเสื่อมโทรมอีกประมาณ 500 ไร่ พร้อมกันนั้นก็ปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่เสี่ยงต่อการพังทลายของหน้าดินอีกราว 20 กิโลเมตร เพื่อหวังว่าหญ้าแฝกจะช่วยลดการพังทลายของดิน และช่วยป้องกันอุทกภัยในฤดูฝน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราดำเนินโครงการตามรอยศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นต้นแบบของการทำงานตลอดโครงการ”

“แต่กระนั้น เราคุยกับทางมูลนิธิรักษ์ไทยก่อนเริ่มโปรเจ็กต์ค่อนข้างชัด เพราะพื้นที่ของโครงการมีการบุกรุกทำลายป่าค่อนข้างมาก ซึ่งเราตระหนักถึงปัญหาข้อนี้ดี เพราะถ้าชาวบ้านไม่หยุดทำลายป่า เราจะไม่มีทางหยุดปัญหาได้ เพราะในโปรเจ็กต์มีเรื่องการปลูกป่าด้วย ดังนั้นเมื่อเราปลูกป่าปีนี้ แต่ปีหน้าชาวบ้านยังตัดไม้ทำลายป่าอยู่ ต่อให้เราลงเงินไปเท่าไหร่ ปัญหาก็ไม่มีทางหมด ซึ่งทางมูลนิธิรักษ์ไทยทราบปัญหานี้ดี เพราะเขาทำงานในพื้นที่และอยู่กับชาวบ้านมาหลายสิบปี จนเข้าใจปัญหาทุกอย่าง”

“ทั้งยังเล่าให้เราฟังอีกว่า ตอนนี้ทัศนคติของพวกเขาเริ่มเปลี่ยนไป เพราะเขารู้ดีว่าการบุกรุกทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพดไม่เพียงจะทำร้ายตัวเขาเองจนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ยังทำให้เขามีหนี้สิน และไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ที่สำคัญ พื้นที่ลุ่มน้ำแจ่มเป็นพื้นที่ต้นน้ำสำคัญที่จะไหลไปรวมกับแม่น้ำปิง ดังนั้นถ้าหากเขายังบุกรุกทำลายป่าก็เท่ากับว่าเขาทำร้ายคนภาคเหนือด้วย ลึกไปกว่านั้นที่นี่ยังเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งตามมาด้วย และไม่เฉพาะแต่แม่แจ่ม หากอีกหลาย ๆ จังหวัดตามมา”

Advertisement

คำมั่นสัญญาจากชาวบ้านในชุมชนที่รับปากกับมูลนิธิรักษ์ไทยและหน่วยงานภาครัฐนี่เองที่ทำให้บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) เชื่อใจและไว้วางใจเพื่อมาดำเนินโครงการในที่สุด

แต่กระนั้น ก็เกิดคำถามตามมาว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายป้องกัน แต่มีอีกหลายฝ่ายยังพยายามให้พวกเขาบุกรุกทำลายป่าอยู่ แล้วจะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร “โอเมอร์ มาลิค” จึงตอบว่า ผมเชื่อในเรื่องของ harmony (ความสามัคคี) และผมเชื่อว่าเราจำเป็นต้องสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาในชุมชน เพราะความสามัคคีจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างผาสุกและมีความกลมเกลียวกัน

“ดังนั้นเมื่อชาวบ้านรู้แล้วว่าการบุกรุกทำลายป่าเพื่อปลูกข้าวโพดก่อให้เกิดผลอะไรบ้าง เขาจึงต้องค่อย ๆ ปรับพฤติกรรม คือแทนที่จะทำมาหากินแบบเดิม ๆ แต่ทำอย่างไรถึงจะให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้น้อยที่สุด เพราะนั่นจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้น และจะทำให้พวกเขาสามารถทำการเกษตรทางเลือกได้”

ถึงตรงนี้ “ดร.พรชัย ศรีประไพ” กรรมการมูลนิธิรักษ์ไทยกล่าวเสริมว่า กลยุทธ์ของเราคือการเข้าไปเชื่อมโยงกับคนในท้องถิ่น และเราทำแบบ bottom up คือจากล่างขึ้นบนด้วยการเข้าไปพูดคุย อธิบายเพื่อให้เขาเห็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และปัจจุบันเราใช้ระบบจีพีเอสเข้ามาทาบพื้นที่ทำกินของพวกเขาเลยว่า ปีนี้ถ้าคุณปลูกป่าเท่านี้ ปีหน้าความอุดมสมบูรณ์ของป่าจะเกิดขึ้นเท่าไหร่ และเขาจะได้อะไรจากป่าชุมชนเหล่านี้

“ทั้งนั้นเพราะเราเห็นเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่ใช่พวกเขาไม่รู้ว่าบุกรุกถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดจะส่งผลอะไร แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก เพราะข้าวโพดปลูก 4 เดือนก็ได้เงินแล้ว เพียงแต่ตอนแรกเขาไม่เห็น แต่ตอนนี้เขาเริ่มได้บทเรียน ปีสองปีแรกมีกำไรจริง แต่ปีที่สาม ปีที่สี่เริ่มไม่มีกำไร พอปีที่ห้าเริ่มขาดทุน และเริ่มเป็นหนี้ ตรงนี้เป็นวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาตลอดช่วงเวลาผ่านมา”

“ฉะนั้น สิ่งที่เรานำเสนอคือการสร้างวิถีชีวิตใหม่ เพื่อให้เขาปลูกป่าชุมชนขึ้นมา โดยให้พวกเขาขับเคลื่อนและดูแลชุมชนด้วยกันเอง ตรงนี้ระยะยาวจะตอบโจทย์พวกเขา แต่เขาจะต้องมีส่วนร่วมกับเราด้วย และจะต้องช่วยเหลือเราด้วย ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครชนะ ทุกคนจะแพ้เหมือนกันหมด แม้เราจะมีสำนักงานอยู่ที่นี่ หรือมีเจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานกับชุมชนก็ตาม เขาก็จะต้องพร้อมร่วมมือกับเรา”

“ที่ผ่านมาเราเห็น success story ชัดขึ้น แต่ยังไม่มาก เพราะพื้นที่อำเภอแม่แจ่มครอบคลุมพื้นที่ป่ากว่า 1.7 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 7 ตำบล และประชากรส่วนใหญ่มีโฉนดทำกินเพียง 4-5% เท่านั้นเอง นอกนั้นเป็นเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ คำถามง่าย ๆ คือเขาจะทำอะไรกิน ถ้าไม่บุกรุกถางป่า ทางแก้ของเราคือต้องพาเขาไปดู ไปศึกษาพื้นที่ในลักษณะเดียวกันว่าเมื่อเขาปรับเปลี่ยนทัศนคติแล้ว ผลจะเป็นอย่างไร และจะทำอะไรกินได้บ้าง ซึ่งอำเภอกัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ คือตัวอย่างหนึ่งของ success story”

อันไปสอดรับกับความคิดบนแนวทางการแก้ปัญหาของภาครัฐอย่าง “บุญลือ ธรรมธรานุรักษ์” นายอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ที่กล่าวว่า ลำห้วยที่แม่แจ่มมีหลายร้อยลำห้วย แต่ละลำห้วยจะไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำแจ่ม และแม่น้ำแจ่มจะไหลไปรวมกับแม่น้ำปิงที่อำเภอฮอดและอำเภอดอยเต่า จ.เชียงใหม่ เพื่อลงสู่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ก่อนที่แม่น้ำปิงจะไหลไปรวมกับแม่น้ำวัง ยม น่านที่ จ.นครสวรรค์ กระทั่งกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาในที่สุด

“กล่าวกันว่า 40% ของแม่น้ำปิงมาจากแม่น้ำแจ่ม อีกส่วนหนึ่งจะเป็นน้ำที่ไหลมาจาก อ.เชียงดาว ผมจึงอยากบอกว่า น้ำแจ่มจึงมีความหมายกับคนไทยครึ่งค่อนประเทศ ยิ่งกิจกรรมที่ SPBT มาทำโครงการที่นี่ ชาวบ้านจะได้รับประโยชน์ 2 อย่างหลัก ๆ ด้วยกันคือ หนึ่ง ประชาชนในพื้นที่จะได้เรื่องน้ำกินน้ำใช้ อันนี้สำคัญมาก ๆ เพราะชาวบ้านขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในหน้าแล้ง ดังนั้นการที่พนักงานจิตอาสาของ SPBT มาช่วยกันปลูกป่า ปลูกหญ้าแฝก ทำประปาหมู่บ้าน และระบบกรองน้ำนอกจากจะช่วยให้ชาวบ้าน 4 หมู่บ้านคือบ้านนากลาง, บ้านแม่สะต๊อบ, บ้านแม่หยอด และบ้านห้วยบง ประมาณ 2,000 คนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ยังทำให้เขารู้สึกมีความหวังขึ้นด้วย”

“สอง การแก้ปัญหาหมอกควันไฟป่า เพราะการทำฝาย ปลูกต้นไม้จะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ต้นน้ำในทางบวก ทำให้ลำห้วยของเราสามารถส่งน้ำเพื่อที่จะไปลงลำน้ำแจ่มได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังทำให้ระบบนิเวศฟื้นตัว จนทำให้พื้นที่ป่าชุมชนไม่แห้งแล้ง เพราะฝายคือแนวกันไฟอย่างดีที่จะทำให้ไม่เกิดไฟป่าลุกลามอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนั้น “บุญลือ” ยังพูดถึงแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เนื่องจากอำเภอแม่แจ่มมีอยู่ 7 ตำบล 104 หมู่บ้าน มีประชากร 60,000 กว่าคน ทั้งยังมี 4 กลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ กะเหรี่ยง, ปกากะญอ, ลัวะ และม้ง ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง เพราะพื้นที่ประมาณ 95% อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีอยู่เพียง 5% เท่านั้นที่มีโฉนดที่ดินทำกิน หรือน.ส.3 ดังนั้นเขาจึงต้องบุกรุกถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดและพืชการเกษตรชนิดอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“สำคัญไปกว่านั้นประชากร 60,000 กว่าคนมีหนี้สินรวมจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว 2.4 พันล้าน และมีอยู่ 53 ครอบครัวเป็นหนี้ 22 ล้าน โดยไม่ได้ชำระดอกเบี้ยเลยมากว่า 3 ปีแล้ว คำถามคือแล้วเขาจะใช้ชีวิตอย่างมีความหวังได้อย่างไร เพราะการปลูกข้าวโพดนอกจากจะทำให้เขาเป็นหนี้ ยังทำให้เขาป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจและโรคระบบเนื้อเยื่อที่เกิดจากผิวหนังโดนสารเคมีอีกด้วย”

“ทั้ง ๆ ที่พื้นที่อำเภอแม่แจ่มมีภาคีเครือข่ายเข้ามาช่วยเหลือเยอะมาก ทั้งในเรื่องของดิน น้ำ ป่า แต่โจทย์ที่ท้าทายผมคือเราจะเปลี่ยนแปลงอาชีพเขาได้อย่างไร จนที่สุดจึงนำศาสตร์พระราชาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ด้วยการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยให้ประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่มมีพันธะสัญญากับเราว่าจะไม่บุกรุกป่าอีก ซึ่งเขาก็เริ่มเห็นด้วย เพราะเขารู้แล้วว่าสิ่งที่ทำผ่านมาเกิดผลร้ายอะไรกับเขาและประเทศชาติบ้าง”

“เราจึงเริ่มหาทางแก้ด้วยการแนะนำเขาให้ปลูกอ้อยน้ำตาล เพราะปลูก 6 เดือนก็ตัดได้แล้ว ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เคยปลูกข้าวโพดประมาณ 50 ไร่ เราก็ให้เขามาปลูกอ้อยน้ำตาล ซึ่ง 1 ไร่ สามารถปลูกอ้อยน้ำตาลได้ 6,400 ลำ 1 ลำแปรรูปเป็นน้ำตาลสีน้ำตาล, น้ำตาลผง, น้ำตาลไซรัปได้ประมาณ 100 บาท เพราะฉะนั้นชาวบ้านปลูกอ้อยน้ำตาล 1 ไร่ ก็จะมีรายได้ประมาณ 640,000 บาท ซึ่งแตกต่างจากการปลูกข้าวโพดมาก แม้ 4 เดือนจะตัดข้าวโพดได้ แต่ก็ได้ประมาณ 1 แสนกว่าบาทเท่านั้นเอง”

“บุญลือ” บอกว่า นอกจากนั้นเรายังวางแผนว่าถ้าชาวบ้านหันมาปลูกป่ากันจำนวนมาก ผลที่ตามมาคือเขาจะปลูกกาแฟอราบิก้าได้ เพราะพื้นที่ของแม่แจ่มสูงกว่าระดับน้ำทะเล และกาแฟต้องอาศัยร่มเงาของป่าไม้ หากพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์เขาจะมีอาชีพเลี้ยงตัวอย่างยั่งยืน

“นอกจากกาแฟแล้ว เขายังปลูกพืช ผัก ผลไม้เมืองหนาวต่าง ๆ ได้อีก แต่ทั้งหมดนี้ต้องใช้ระยะเวลาและความอดทน ดังนั้นการที่ SPBT เข้ามาทำโครงการยังพื้นที่ต้นน้ำแจ่ม พร้อมกับมาสร้างฝายชะลอน้ำ ปลูกหญ้าแฝก ปลูกกล้าไม้ ปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุก และป่าเสื่อมโทรม รวมถึงปลูกป่าเสริม และวางระบบประปาหมู่บ้าน และติดตั้งเครื่องกรองน้ำให้กับ 4 ชุมชนต้นแบบจึงนับว่ามีประโยชน์กับชาวบ้านอย่างมาก และผมเชื่อว่าภายใน 3 ปีสิ่งที่เราทำกิจกรรมในวันนี้จะแตกหน่อต่อยอดจนทำให้ทุก ๆ คนที่เป็นพนักงานจิตอาสาภูมิใจ”

“ผมเชื่อเช่นนั้นนะ”