เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แปลงผักลอยน้ำ ท่วม-อยู่-ได้ คืนสู่ชุมชนของ “TMB”

06 ก.ย. 2560 | 11:15น.

อาจเนื่องเพราะธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “ทีเอ็มบี” มีความเชื่อว่าคนทุกคนมีพลังที่จะ Make THE Difference ให้กับโลกรอบ ๆ ตัวเราได้ ในทุก ๆ ก้าวที่เราเดิน ในทุก ๆ คำที่เราพูด และในทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกของเรา

“เราทุ่มเท และยึดมั่นในปรัชญา Make THE Difference เราแน่วแน่ในการปฏิรูปการบริการของธนาคารอย่างครบวงจร และประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ในการท้าทาย การพลิกแนวคิดเก่า ๆ ที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมในทางบวกที่ทุกคนรับรู้ได้ ตั้งแต่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน ไปจนถึงสังคมส่วนรวม”

จนทำให้เกิดความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ ที่ไม่เพียงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ หากยังใช้กรอบ และแนวคิดเดียวกันนี้ เปลี่ยนจากคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ให้มีแต่คำว่า “เป็นไปได้”

ฉะนั้น จึงไม่แปลกที่ทุก ๆ โครงการในกิจกรรมเพื่อสังคมของมูลนิธิทีเอ็มบี ไม่ว่าจะเป็นโครงการไฟ-ฟ้า, โครงการเดิน-วิ่งมินิมาราธอนการกุศล, โครงการเปลี่ยนหุ่นให้น้องอิ่ม, โครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เนปาล และอื่น ๆ รวมถึงโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน จึงเป็นโครงการที่อยู่ภายใต้แนวคิด TMB Make THE Difference ทั้งสิ้น

ยิ่งเฉพาะกับโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน ที่ทางทีเอ็มบีเข้าไปดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยการทำแปลงผักลอยน้ำที่โรงเรียนบ้านหนองจอก ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อไม่นานผ่านมา

“บุญทักษ์ หวังเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) “ทีเอ็มบี” กล่าวว่า เนื่องเพราะธนาคารของเรามีสาขาอยู่ทั่วประเทศประมาณ 460 สาขา พนักงานทั้งหมด 9,000 กว่าคน และที่สำคัญธุรกิจของธนาคารอยู่ได้เนื่องเพราะลูกค้าที่มาจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เราจึงต้องทำอะไรคืนกลับไปสู่ชุมชนของลูกค้าเราด้วย

“แรกเริ่มเราให้ผู้จัดการเขต ผู้จัดการสาขา ทำงานร่วมกับชุมชน แต่สำหรับปีนี้และปีต่อ ๆ ไป เราอยากให้พนักงานจิตอาสาจากแบงก์ใหญ่ลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนต่าง ๆ ที่เรามีโครงการด้วย เพราะมีความเชื่อว่า คนที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำในรุ่นถัด ๆ ไปของแบงก์ จะต้องผ่านการมีส่วนร่วมในการเป็นอาสาสมัครเสียก่อน เพราะผมเชื่อว่าถ้าผู้นำไม่เคยคิดถึงผู้อื่น จะเป็นผู้นำที่ไม่ดี”

“ดังนั้น ตลอดระยะเวลาผ่านมาที่ธนาคารของเรามีสาขากระจายอยู่ในชุมชนต่าง ๆ จึงต้องทำโครงการคืนกลับให้ชุมชน เพราะเราอยากให้พนักงานเป็นจิตอาสา เพราะเขาเองรู้จักชุมชนต่าง ๆ ดีอีกอย่างเราต้องการให้เขาทำงานร่วมกับชุมชน เพราะเขาเป็นคนรู้ดีที่สุดว่า ชุมชนที่แบงก์มีสาขาอยู่นั้นเขาต้องการอะไร และอะไรที่เขาขาดแคลน และเราจะไปช่วยเหลือเขาได้อย่างไรบ้าง”

“ตอนที่เราเริ่มโครงการแรก ๆ ตอนนั้นมีพนักงานจิตอาสาประมาณ 900 คน ผมจึงคิดว่าภายในปี 2560 ที่เรามีโครงการต่อเนื่องทั้งหมด 37 โครงการ จึงน่าจะมีพนักงานจิตอาสาประมาณ 5,000 คน ซึ่งเหมือนกับโครงการท่วม-อยู่-ได้ รับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ เพื่ออยู่ได้อย่างยั่งยืน ก็ถูกจุดประกายจากพนักงานอาสาสมัครทีเอ็มบี สำนักงานเกษตร อ.พุนพิน และชุมชน อ.พุนพิน ร่วมกันทำแปลงปลูกผักลอยน้ำ ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก”

ซึ่งเป็น 1 ใน 3 โครงการท่วม-อยู่-ได้ ใน 3 พื้นที่ ได้แก่ โครงการแปลงผักลอยน้ำ โรงเรียนบ้านหนองจอก ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี, โครงการคิดส์สนุก ต้านน้ำท่วม โรงเรียนอนุบาลป่าบอน จ.พัทลุง และโครงการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ให้น้อง โรงเรียนบางตะพาน จ.นครศรีธรรมราช

สำหรับโครงการท่วม-อยู่-ได้ แปลงผักลอยน้ำ โรงเรียนบ้านหนองจอก ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี นอกจากจะเป็นการปรับวิถีชีวิตของชุมชนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ด้วยการรับมือกับปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก และน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน เนื่องจากบ้านเรือนของชุมชนอยู่ในพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำตาปี ดังนั้นพอเกิดอุทกภัย บางพื้นที่น้ำจึงท่วมขังสูงถึง 3 เมตร

ชาวบ้านในชุมชนไม่สามารถเดินทางไปไหนได้ ทั้งยังขาดแคลนอาหารและเครื่องดื่ม เพราะน้ำท่วมขังประมาณ 1 เดือน จึงทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนอย่างหนัก ขณะเดียวกันเด็ก ๆ ในหมู่บ้านก็ต้องหยุดเรียนกลางคัน เพราะโรงเรียนเองก็ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน

ผลเช่นนี้ จึงทำให้ “สังเวียน ถ้อยทัด” ผู้ใหญ่บ้าน ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี นัยหนึ่งคือปราชญ์ชาวบ้าน จึงคิดหาวิธีแก้ปัญหา ด้วยการลองผิดลองถูกทำแปลงผักลอยน้ำขึ้นมา โดยใช้วัสดุหลักคือโฟมที่เหลือใช้จากการทำนากุ้ง และท่อพีวีซี

“ตอนปี’54 น้ำท่วมหนักมาก ชาวบ้านต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ ที่ลอยไปกับน้ำ ทั้งพื้นที่เพาะปลูกก็เกิดความเสียหาย เพราะแถบพุนพินเป็นพื้นที่ต่ำ น้ำท่วมซ้ำซาก และท่วมขังเป็นเวลา 1 เดือน จนทำให้ชาวบ้านกว่า 500 ครัวเรือน ไม่มีอะไรจะกิน ขณะที่ทางการเองก็เข้ามาลำบาก เราจึงต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ตอนแรกผมทดลองปลูกพืชผักสวนครัวอย่างง่าย ๆ เช่น ข่า ตะไคร้ พริก ผักบุ้งจีน แตงกวา อะไรพวกนี้”

“ปรากฏว่าใช้ได้ ผมจึงทดลองทำแพไก่ หมู วัว เพราะปี”55-56 น้ำยังท่วมอีก จนตอนหลัง ผมเริ่มทดลองปลูกไม้ยืนต้นบ้าง เช่น มะนาว มะละกอ มะเขือพวง ต้นแค รวม ๆ แล้วกว่า 20 ชนิด ซึ่งต้นทุนต่อ 1 กระบะ สำหรับปลูกพืชผักสวนครัวพวกนี้ประมาณ 500 บาท รวมท่อพีวีซีแล้ว ซึ่งพอเราทำแล้วเห็นผล ผมจึงนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปสอนชาวบ้าน”

“เริ่มจากคนใกล้ชิดก่อน จากนั้นจึงค่อยขยายผลไปยังครอบครัวอื่น ๆ จนตอนหลังเห็นว่านอกจากเราจะปลูกเพื่อยังชีพในระยะเวลาสั้น ๆ แล้ว ผลผลิตที่เหลือน่าจะนำออกขายได้บ้าง ก็เลยเป็นอาชีพเสริมสำหรับแต่ละครอบครัวในชุมชนต่าง ๆ และตอนนี้หลังจากที่ธนาคารทีเอ็มบีให้ทุนตั้งต้นมาช่วยสร้างศูนย์เรียนรู้โครงการแปลงผักลอยน้ำ ขนาด 8 เมตร ทั้งหมด 9 แปลง ให้กับทางโรงเรียนบ้านหนองจอก จึงคิดว่าน่าจะมีประโยชน์อย่างมาก”

เพราะนอกจากจะให้ความรู้แก่ชาวบ้านในชุมชน ยังขยายองค์ความรู้ต่าง ๆ ไปยังชุมชนใกล้เคียงอื่นด้วย ที่สำคัญ “สังเวียน” บอกว่า เรายังมีโอกาสสอนนักเรียนให้รู้จักอยู่รอดจากภัยธรรมชาติ ทั้งยังนำผลผลิตที่นักเรียนเพาะปลูกพืชผักต่าง ๆ อาทิ ผักบุ้งจีน ผักกาด แตงกวา ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง ฯลฯ ขายให้กับชาวบ้านในชุมชนอีกทางหนึ่งด้วยทั้งนั้นเพื่อนำรายได้มาฝากกับธนาคารโรงเรียน

ถึงตรงนี้ “ถนอมจิต ศิริมุสิกะ” รักษาราชการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองจอก ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอำเภอพุนพินยังไม่มีศูนย์เรียนรู้ พอทางผู้ใหญ่บ้านสังเวียน ถ้อยทัด ทำแปลงผักลอยน้ำจนประสบความสำเร็จ จึงขยายผลมาที่ทางโรงเรียน กอปรกับทางทีเอ็มบีให้ทุนตั้งต้นในการทำศูนย์เรียนรู้แปลงปลูกผักลอยน้ำด้วย จึงน่าจะทำให้ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มีประโยชน์อย่างมากทั้งต่อตัวนักเรียน และชาวบ้านในชุมชนต่าง ๆ

“เพราะช่วงผ่านมาเวลาน้ำท่วม 1 เดือน เด็กนักเรียนจะขาดแคลนอาหาร แต่ต่อไปเด็ก ๆ จะมีผักกินอย่างแน่นอน เพราะตอนน้ำท่วมผักแพงมาก และออกไปซื้อก็ลำบากด้วย ดังนั้นภายในศูนย์เรียนรู้แห่งนี้นอกจากจะมีแปลงสาธิตการทำแปลงผักลอยน้ำ ยังมีคู่มือรับมือน้ำท่วมอย่างสร้างสรรค์ อยู่ได้อย่างยั่งยืน เพราะเราจัดทำเป็นแผนที่ชุมชนบ้านหนองจอก พร้อมกับมีเบอร์โทรศัพท์ผู้นำชุมชน และเบอร์โทร.ฉุกเฉินให้ทุกคนทราบด้วย”

“นอกจากนั้นยังมีคู่มือการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ และคู่มือการทำแปลงผักลอยน้ำอย่างถูกวิธีอีกด้วย ส่วนธนาคารโรงเรียน เราต่อยอดมาจากการทำแปลงผักลอยน้ำ เพราะเราจะนำผลผลิตตรงนี้ไปขายให้กับองค์การบริหารส่วนตำบลท่าสะท้อน และเราจะนำรายได้ตรงนี้กลับมาฝากไว้ในธนาคารโรงเรียน เพราะนักเรียนของเรามีทั้งหมด 45 คน ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1-ป.6”

“โดยนักเรียนตั้งแต่ ป.3 เป็นต้นไปจนถึง ป.6 จะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลแปลงผักลอยน้ำ ตั้งแต่เพาะปลูกไปจนถึงเก็บผลผลิต พวกเขาจะแบ่งเวรกันดูแล รดน้ำ เพราะเราปลูกผักแบบง่าย ๆ ก่อน เช่นผักบุ้งจีน ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า มะเขือพวง ใบโหระพา ใบกะเพรา อะไรแบบนี้ ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีมาก เพราะสามารถช่วยให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ครู และนักเรียนโดยตรง”

จนน่าจะเป็นโครงการนำร่องที่ “บุญทักษ์” เชื่อว่า หากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ ทั้งยังช่วยเหลือชุมชนได้อย่างยั่งยืน ก็จะนำโมเดลการสร้างแปลงผักลอยน้ำไปใช้กับชุมชนอื่น ๆ ที่ทีเอ็มบีมีสาขาอยู่ในชุมชนอื่น ๆ ที่ถูกน้ำท่วมด้วย

เพราะ “บุญทักษ์” เชื่อว่า เราต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้รู้จักการให้เสียก่อน เพราะการให้จะทำให้เรากับชุมชนมีความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน และต่อจากนั้นก็จะทำให้เรากับชุมชนอยู่กันได้อย่างยั่งยืนจริง ๆ

อันเป็นเป้าหมายหลักของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมของทีเอ็มบี ที่เชื่อในความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ตลอดมา และตลอดไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซีเอสอาร์