“บาทแข็ง” ทำสถิติครั้งใหม่ที่ 30.52 บาท/ดอลล์ ธปท.เร่งลดวงเงินออก “พันธบัตรระยะสั้น”
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” เผย1ก.ค. เงินบาททำสถิติแข็งค่ารอบใหม่ที่ 30.52บาท/ดอลลาร์ ชี้แบงก์ชาติลดวงเงินออกบอนด์สั้น ดูแลค่าเงินบาทแล้ว หลังพบวงเงินออกพันธบัตร 3 เดือนถึง 1 ปีลดลงไป 2 หมื่นล้านบาท เพื่อชะลอเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ออกบทวิเคราะห์ เรื่อง “เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 6 ปีครั้งใหม่ที่ 30.52 บาท/ดอลลาร์ฯ ธปท. ลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้นอีกครั้ง” โดยระบุว่า จากการตรวจสอบรายละเอียดของตารางกำหนดการประมูลตราสารหนี้ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับปรุง
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2562 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า ธปท. มีการปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้นอีกครั้ง ซึ่งแม้จะไม่มีการประกาศโดยตรงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นมาตรการดูแลค่าเงินบาท แต่คงต้องยอมรับว่า ในช่วงก่อนหน้านี้ (ตั้งแต่ปี 2560) ธปท. เคยใช้การลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้น มาเป็นเครื่องมือช่วยชะลอกระแสเงินทุนไหลเข้า และ/หรือลดแรงจูงใจไม่ให้นักลงทุนต่างชาติใช้พันธบัตรระยะสั้นของไทยเป็นที่พักเงินในช่วงเวลาที่ตลาดเงิน-ตลาดทุนโลกมีความผันผวน

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้การปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้น มักจะเป็นเครื่องมือแรก ๆ ที่ธปท. นำมาใช้เพื่อช่วยชะลอกระแสเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลสุทธิที่มีต่อทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนในภาพรวมของนักลงทุนต่างชาติ ยังคงขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย โดยเฉพาะมุมมองต่อแนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์ฯ เมื่อมองไปข้างหน้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ปัจจัยสำคัญที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะใกล้ ๆ นี้ ยังเป็นเรื่องการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปยังแนวโน้มเศรษฐกิจ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมไปถึงภาพรวมการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์ฯ
นอกจากนี้ ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรธปท. ระยะสั้น อาจเป็นหนึ่งในการดำเนินการในชั้นแรกเพื่อดูแลประเด็นค่าเงินบาท ขณะที่คาดว่า ธปท. น่าจะติดตามทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้น และผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินความจำเป็นของการออกมาตรการที่มีความเหมาะสมต่อไปในระยะข้างหน้า