“จุรินทร์”ประเดิมถกRCEP ดึงจีนกาวใจญี่ปุ่น-เกาหลี
กระแสเกาหลีแบนสินค้าญี่ปุ่น ไม่กระทบ RCEP “จุรินทร์” นำทัพลุยเจรจานัดแรกที่ “ปักกิ่ง” ด้าน “ทูตพาณิชย์” ชี้ญี่ปุ่นจำกัดส่งออกสินค้าไฮเทคเข้าเกาหลีใต้
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า การผลักดันการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ไทยในฐานะประธานการประชุมอาเซียนจะต้องเร่งผลักดันให้จบในปลายปีนี้ ล่าสุดนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดจะเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี RCEP นัดแรก ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม-4 สิงหาคม 2562 จากที่ประชุมคณะกรรมการเจรจา RCEP ครั้งที่ 26 ไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน-3 กรกฎาคม ที่ผ่านมาที่เครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อผลักดันข้อบทที่ยังติดขัดอยู่ให้สรุปได้โดยเร็ว ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งเป็น 2 ใน 16 ประเทศสมาชิกที่บานปลายไปสู่การแบนสินค้าญี่ปุ่น
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประเด็นระหว่าง 2 ประเทศ ไม่สามารถออกความคิดเห็นได้ แต่จากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่ผ่านมา ทั้ง 2 ประเทศต่างให้ความสำคัญที่จะผลักดัน RCEP ให้เกิดขึ้น ตามเจตนารมณ์ของผู้นำอาเซียน
เชื่อว่าหากได้ข้อสรุปในปีนี้จะเป็นประโยชน์กับสมาชิก RCEP ซึ่งมีประชากรกว่า 3,560 ล้านคน หรือเกือบครึ่งของประชากรโลก มีมูลค่าการค้ารวม 11.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 30% ของมูลค่าการค้าโลก ทั้ง 16 ประเทศ โดยเฉพาะจีนมุ่งผลักดัน RCEP ให้เป็นไปตามเป้าหมาย เป็นกาวใจระหว่างสมาชิก”
รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศประจำเกาหลีใต้ ระบุว่า ธุรกิจขนาดเล็กในเกาหลีใต้กังวลว่าจะมีการจำกัดการส่งออกวัสดุไฮเทค ของญี่ปุ่น โดยสหพันธรัฐธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเกาหลีใต้สำรวจบริษัทเอสเอ็มอี 269 บริษัท พบว่า 59% ไม่สามารถทนต่อผลกระทบนี้ได้นานเกิน 6 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อส่วนใหญ่กังวลว่ากระบวนการลดการพึ่งพาวัสดุญี่ปุ่นจะใช้เวลานาน และการผลิตด้วยตัวเองหรือนำเข้าจากประเทศที่สามก็อาจใช้เวลานานเช่นกัน เพราะปัจจุบันญี่ปุ่นครองตลาด 70-90% ในสินค้า 3 ชนิดที่ใช้สำหรับผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำ สมาร์ทโฟน และโทรทัศน์ทางรัฐบาลเกาหลีใต้เตรียมยื่นร้องเรียน
ต่อองค์การการค้าโลก (WTO) หลังจากญี่ปุ่นเพิ่มความเข้มงวดและข้อจำกัดในการส่งออกวัตุดิบสำคัญที่ใช้ผลิตชิปและหน้าจอแสดงผล โดยปรับระเบียบการส่งออกเคมีภัณฑ์ชั้นสูง ที่ใช้ผลิตอุปกรณ์กึ่งตัวนำ และสมาร์ทโฟน โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกยื่นขอรับการขออนุมัติการส่งออกทุกราย เชื่อว่าระเบียบใหม่นี้เป็นการตอบโต้คำพิพากษาของศาลฎีกาเกาหลีใต้เรื่องค่าชดเชยการบังคับใช้แรงงานในช่วงสงครามโลก แต่รัฐบาลญี่ปุ่นปฏิเสธแล้วว่าไม่ใช่เรื่องนี้