เงินบาทเช้านี้อยู่ที่ 30.61 บาท/ดอลลาร์ ลุ้นตัวเลขนอกภาคเกษตรสหรัฐ กดดันดอลลาร์อ่อนค่า
ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ประธานนักกลยุทธ์ตลาดทุนสายงานธุรกิจตลาดเงินทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้(3 ต.ค.)ที่ระดับ 30.61 บาทต่อดอลล่าร์สหรัฐ แข็งค่าจากช่วงปิดสิ้นวันทำการก่อนที่ระดับ 30.66 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ สำหรับกรอบค่าเงินบาทวันนี้อยู่ระหว่าง 30.57-30.67 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
โดยช่วงคืนที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอีก 0.6% และ 1.4% เมื่อเทียบกับค่าเงินเยน และราคาทองคำ เป็นสัญญาณว่าสินทรัพย์ปลอดภัยย้ายกลับมาอยู่ฝั่งเอเชียเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐมีปัญหา
“ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ เราเชื่อว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (Nonfarm payrolls) ของสหรัฐ จะกลายเป็นจุดสนใจของตลาด ส่วนใหญ่ผู้ค้าในตลาดเชื่อว่ากลุ่มธุรกิจอื่นนอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า แต่ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าธนาคารกลางต้องเข้ามาช่วยเหลือถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา ดังนั้น ถ้าตลาดแรงงานชะลอตัวลง ดอกเบี้ยสหรัฐก็จะลดต่ำลงอีก กดดันให้เงินดอลลาร์สามารถปรับตัวลงได้ใหม่” ดร.จิติพลกล่าว
ดร.จิติพล กล่าวอีกว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดส่งผลให้ หุ้นทั่วโลกต่างปรับฐานหนัก โดยดัชนี S&P500 ของสหรัฐฯ ดัชนี STOXX50 ของยุโรป และดัชนี FTSE100 ของอังกฤษ ดิ่งลง 1.8% 3.0% และ 3.2% ตามลำดับ
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) สหรัฐฯ อายุ10ปี ย่อลง 4bps สู่ระดับ 1.60% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ก็ดิ่งลง 2.3% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2เดือน ที่ 57.5ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบคงคลังเพิ่มขึ้น 3.1 ล้านบาร์เรล
“สำหรับวันนี้ ตลาดจะจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯต่อ โดยภาคการบริการของสหรัฐฯ มีแนวโน้มชะลอตัวลงมากขึ้น สะท้อนจากรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Non-Manufacturing PMI) ที่คาดว่าจะลดลงสู่ระดับ 55จุด จากระดับ 56.4จุดในเดือนก่อนหน้า” ดร.จิติพลกล่าว
นอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว จะติดตามถ้อยแถลงของบรรดาคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟด อาทิ Charles Evans และ Randal QuarlesJohn Williams เพื่อติดตามมุมมองของเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคต หลังในวันก่อนหน้า คณะกรรมการเฟด John Williams ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น ส่วนประธานเฟดสาขาริชมอนด์ Thomas Barkin ก็ระบุว่าจะจับตาแนวโน้มเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดผ่านความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence)