เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ข่าวในพระราชสำนัก เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงผ่านการคัดเลือก เป็นนักกีฬาขี่ม้าทีมชาติ กกท.เตรียมถวายรางวัลเกียรติยศ
ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
Politics ส่องความคาดหวังคนกรุงเทพฯ หลังเลือกตั้ง กทม. 2569
‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
Business ‘แอร์ไลน์’ ตะวันออกกลาง แห่เพิ่มไฟลต์ครึ่งปีหลัง
ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
Business ธุรกิจบูมมาสคอตมาร์เก็ตติ้ง ‘GMM-วันแบงค็อก’ ต่อยอดสปีดรายได้
‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
Biz Movement ‘แม่กุหลาบ’ ผู้สร้างตำนานโมจิ-ไดฟุกุ ของฝากนครสวรรค์ เสียชีวิต อายุ 86 ปี
สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
Economic สคบ.ลุยตรวจร้านรับกดบัตรคอนเสิร์ต หลังร้องไม่คืนเงิน
มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
Biz Movement มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์
ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
Economic ปุ๋ยจีน ‘ถูก’ จ่อบุกตลาดไทย เอเย่นต์ลดสต๊อก หวั่นขาดทุน
“พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
Real Estate “พิพัฒน์” ลุยสตูล พลิกโฉม “ท่าเรือตันหยงโป” ประตูท่องเที่ยวทางทะเลแห่งใหม่
EDTH ทรานส์ฟอร์ม ‘เครือสหพัฒน์’ สู่ยุคดิจิทัล-AI
Tech EDTH ทรานส์ฟอร์ม ‘เครือสหพัฒน์’ สู่ยุคดิจิทัล-AI
ดูทั้งหมด

“สื่อโซเชียล” รับศึกเลือกตั้งสหรัฐ เม็ดเงิน “โฆษณา” สะพัด 1.8 แสนล้าน

20 พ.ย. 2562 | 22:05น.

การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาปี 2016 เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่หนุนให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” จากพรรครีพับลิกันสามารถคว้าชัยและก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีได้สำเร็จ ซึ่งในเวลาต่อมามีการเปิดเผยข้อมูลว่า ฝ่ายทรัมป์ได้มีการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะการโฆษณาและการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องให้บริษัทโซเชียลมีเดียปิดกั้นเนื้อหาที่ถูกมองได้ว่าเป็นประโยชน์ทางการเมือง

“รอยเตอร์ส” รายงานว่า “ทวิตเตอร์” ได้ประกาศแบนเนื้อหาที่มีการโฆษณาทางการเมืองอย่างเป็นทางการเมื่อ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยนโยบายใหม่จะครอบคลุมเนื้อหาที่อ้างถึงผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง พรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง กระบวนการเลือกตั้ง การลงประชามติ การเสนอร่างกฎหมายในบัตรลงคะแนน การบัญญัติกฎหมาย กฎข้อบังคับ คำสั่ง หรือผลการพิจารณาคดี

อย่างไรก็ตาม ทวิตเตอร์จะยังคงอนุญาตให้บริษัทหรือกลุ่มการเมืองสามารถโฆษณาที่ส่งเสริมความรับรู้หรือการอภิปรายประเด็นทางสังคมอย่างเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ แต่ไม่สามารถโฆษณารณรงค์เพื่อแก้ไขกฎหมายหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้โดยเฉพาะในกรณีที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจหรือกลุ่มของตนเอง

“แจ็ค ดอร์ซีย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของทวิตเตอร์ ระบุว่า “เราเชื่อว่าเราควรจะได้รับข่าวสารทางการเมืองที่ไม่ใช่การจ้างโฆษณา” โดยทวิตเตอร์จะใช้ทีมงานบุคคลควบคู่ไปกับระบบอัตโนมัติในการตรวจสอบเนื้อหาโฆษณาทางการเมือง ซึ่งนโยบายนี้จะมีผลในวันที่ 22 พ.ย.นี้เป็นต้นไป

ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งสหรัฐที่จะมาถึงในเดือน พ.ย. 2020 ท่ามกลางแรงกดดันให้บริษัทเทคโนโลยีปิดกั้นโฆษณาทางโซเชียลมีเดียที่หวังผลทางการเมืองและแพร่กระจายข้อมูลเท็จที่อาจทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนได้

“แบรด พาร์สเคล” ผู้จัดการแคมเปญหาเสียงของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาวิจารณ์ว่า “นโยบายดังกล่าว
เป็นความพยายามขัดขวางการหาเสียงของพรรครีพับลิกัน” แต่ก็เชื่อว่าจะส่งผลต่อยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของประธานาธิบดีทรัมป์เพียงเล็กน้อย

ขณะที่ “เฟซบุ๊ก” ปฏิเสธที่จะออกนโยบายปิดกั้นโฆษณาทางการเมือง โดยย้ำจุดยืนว่าไม่ต้องการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งเฟซบุ๊กจะไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเนื้อหาโฆษณาทางการเมือง ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหน่วยงานที่กำกับดูแลและนักการเมืองบางส่วน แต่เฟซบุ๊กระบุว่า จะตรวจสอบข้อเท็จจริงของโฆษณาทางการเมือง หากมีการร้องเรียนและมีหลักฐานโต้แย้งจากกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้อง

ส่วน “กูเกิลและยูทูบ” แม้จะมีนโยบายห้ามบิดเบือนข้อมูลสาธารณะในโฆษณา เช่น การเผยแพร่ขั้นตอนการลงคะแนนที่ไม่ถูกต้อง หรือการแพร่ข่าวลืออย่างการเสียชีวิตของบุคคลสาธารณะ แต่ก็ไม่มีนโยบายปิดกั้นโฆษณาทางการเมือง แม้จะเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือทำให้เข้าใจผิด โดยยูทูบได้เพิ่มลิงก์ให้กับผู้ใช้งานสามารถสืบค้นข้อมูลที่ละเอียดเพิ่มเติมได้

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายบริษัทที่มีนโยบายต่อการโฆษณาทางการเมืองที่ต่างกันออกไปอย่าง “สแนป” ที่อนุญาตการโฆษณาทางการเมือง แต่ห้ามไม่ให้มีเนื้อหาที่โจมตีชีวิตส่วนตัวนักการเมือง

ขณะที่ “เรดดิต” อนุญาตการโฆษณาทางการเมืองเฉพาะในสหรัฐและในระดับชาติเท่านั้น โดยไม่อนุญาตการโฆษณาในระดับท้องถิ่น และมีนโยบายปิดกั้นเนื้อหาที่เป็นการโจมตีทางการเมืองและวัฒนธรรม

สาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายบริษัทไม่ประกาศใช้นโยบายปิดกั้นโฆษณาทางการเมือง เนื่องจากรายได้มหาศาลโดย “แอดเวอร์ไทซิ่ง อะนาไลติกส์” และ “ครอส สกรีน มีเดีย” บริษัทผู้วิจัยตลาดโฆษณา ประเมินว่า ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งสหรัฐปี 2020 เม็ดเงินโฆษณาทางการเมืองในโซเชียลมีเดียจะสูงถึง 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.8 แสนล้านบาท

โดยตั้งแต่กลางปี 2018 จนถึงปัจจุบัน เฟซบุ๊กได้กวาดรายได้จากการโฆษณาทางการเมืองได้มากถึง 857 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กูเกิลก็มีรายได้มากถึง 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามรายงานของ “โปลิติโก”

ขณะที่ “เดล ฮาร์วีย์” รองประธานด้านความเชื่อมั่นและความปลอดภัยของทวิตเตอร์ เปิดเผยว่า ช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐในปี 2018 ที่ผ่านมา ทวิตเตอร์มีรายได้จากโฆษณาทางการเมืองไม่ถึง 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น นโยบายปิดกั้นโฆษณาทางการเมืองครั้งนี้จึงจะไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของทวิตเตอร์มากนัก

ด้าน “อีริค วิลสัน” นักยุทธศาสตร์ทางการเมือง ระบุว่า นโยบายแบนเนื้อหาทางการเมืองบนโซเชียลมีเดียจะทำให้การหาเสียงของนักการเมืองหน้าใหม่ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในการเลือกตั้งท้องถิ่นยากลำบากมากขึ้น โดยเฉพาะนักการเมืองที่ไม่ได้รับเงินสนับสนุนจำนวนมากจากบริษัทเอกชนหรือองค์กรทางการเมือง ซึ่งจำเป็นต้องใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการหาเสียงและสร้างความรู้จัก ขณะเดียวกัน ก็สร้างความได้เปรียบให้กับผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ให้สามารถสร้างการรับรู้กับประชาชนได้มากกว่า

“หากเฟซบุ๊กและกูเกิลซึ่งเป็นโซเชียลมีเดียที่มีการซื้อโฆษณาดิจิทัลมากกว่าทวิตเตอร์ นำนโยบายเช่นนี้มาใช้ นั่นจะกลายเป็นหายนะสำหรับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก” วิลสันกล่าวทิ้งท้าย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

เลือกตั้งสหรัฐ