เงินบาทขยับแข็งค่า หุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามแรงซื้อ LTF/RMF ปลายปี
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทประจำสัปดาห์ว่า เงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบแนว 30.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอกว่าที่ตลาดคาด อาทิ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนและยอดขายบ้านใหม่ อย่างไรก็ดี กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทยังค่อนข้างแคบ ขณะที่บรรยากาศการซื้อขายเริ่มเบาบาง เนื่องจากเข้าใกล้ช่วงวันหยุดของเทศกาลปลายปี
ในวันศุกร์ (27 ธ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 30.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 30.18 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (20 ธ.ค.)

ส่วนสรุปภาพรวมการเคลื่อนไหวของเงินบาทในปี 2562 เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 30.15-32.43 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในปี 2562 (ข้อมูล ณ 27 ธ.ค. 2562) เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นปีท่ามกลางความไม่แน่นอนในจังหวะการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกลงบางส่วนในช่วงไตรมาส 2 สอดคล้องกับสถานะขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติทั้งในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทยในระหว่างที่รอสถานการณ์ทางการเมืองและความชัดเจนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2 และทำสถิติแข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 6 ปีที่ 30.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยมีแรงหนุนสำคัญมาจากปัจจัยพื้นฐานของเงินบาทที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะฐานะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและมุมมองของนักลงทุนที่ว่า เงินบาทเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยในช่วงที่การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีสัญญาณปะปน ก่อนที่จะมีการเปิดเผยในช่วงกลางเดือนธ.ค. ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถบรรลุดีลการค้าเฟสแรกร่วมกันแล้ว

เงินบาทปิดตลาด ณ 27 ธ.ค. 2562 ที่ 30.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้น 8.0% จากระดับปิดตลาดปี 2561 ที่ 32.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (30 ธ.ค. 62- 3 ม.ค. 63) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 30.00-30.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ รายงานเศรษฐกิจการเงินของธปท. เดือนพ.ย. และเงินเฟ้อของไทยในเดือนธ.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณของดีลการค้าสหรัฐฯ-จีน และบันทึกการประชุมเฟด ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญในระหว่างสัปดาห์ ประกอบด้วย ดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนธ.ค. ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนพ.ย. ดัชนีราคาบ้านเดือนต.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยประจำสัปดาห์ ดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,578.22 จุด เพิ่มขึ้น 0.34% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 39.41% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 34,435.49 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ mai ลดลง 0.78% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 308.06 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันช่วงต้นสัปดาห์ จากข้อมูลการส่งออกเดือนพ.ย.ของไทยที่ยังคงหดตัวต่อเนื่องและแรงขายของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ดี ดัชนีฯ ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์ ตามแรงหนุนของการทำ Window Dressing และแรงซื้อ LTF/RMF ช่วงปลายปี นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากสถานการณ์การค้าสหรัฐฯ-จีน ซึ่งมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังทั้งสองฝ่ายต่างยืนยันว่าอยู่ระหว่างเตรียมการสำหรับการลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกร่วมกัน
สำหรับสรุปภาพรวมการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในปี 2562 SET Index มีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1,543.22-1,748.15 จุดในปี 2562 (ข้อมูล ณ 27 ธ.ค. 2562) โดยตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวอิงขาขึ้นช่วงต้นปี ก่อนจะขยับขึ้นแตะจุดสูงสุดของปีในช่วงกลางปี โดยมีแรงหนุนจากความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลไทย ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของเฟด รวมถึงความคาดหวังเชิงบวกต่อประเด็นการค้าสหรัฐฯ-จีน อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยร่วงลงในเวลาต่อมาและแกว่งตัวอิงขาลงในช่วงที่เหลือของปี ท่ามกลางความกังวลต่อความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน ประเด็น Brexit สถานการณ์ความตึงเครียดในฮ่องกง รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวที่ล่าช้าของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี ปัจจัยต่างประเทศซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐฯ-จีน ช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นไทยลดช่วงลบกลับมาได้บางส่วนช่วงปลายปี

ตลาดหุ้นไทยปิดตลาด ณ 27 ธ.ค. 2562 ที่ 1,578.22 จุด ปรับขึ้น 0.92% จากระดับ 1,563.88 จุด ณ สิ้นปี 2561
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (30 ธ.ค. 62 – 3 ม.ค. 63) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,565 และ 1,555 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,590 และ 1,600 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนพ.ย. ของธปท. รวมถึงความคืบหน้าประเด็นการลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐฯ-จีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนธ.ค. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนธ.ค.ของจีนและยูโรโซน