ธุรกิจ ‘แลกเงิน’ โดนพิษโควิด-19 ยอดวูบ 80% ภูเก็ตทยอยปิดสาขา
ธุรกิจแลกเงินต่างประเทศ โดนพิษไวรัสโควิด-19 ทำนักท่องเที่ยวหาย สมาคม TAFEX เผยธุรกรรมลดลงทั้งขาเข้า-ขาออก คาดทั้งระบบหดตัว 70-80% ชี้ร้านแลกเงินในภูเก็ตทยอยปิดสาขา ฟาก “ซุปเปอร์ริชสีส้ม” ยอมรับสถานการณ์หนักชี้โดนหลายเด้ง ทั้งเจอแบงก์รุกเข้ามาแย่งตลาด เตรียมรีวิวแผนลดค่าใช้จ่าย-ปิดสาขา
ธุรกิจแลกเงินวูบ 80%
นางชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ อุปนายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX) และประธานกรรมการ บริษัท ทเวลฟ์ วิคทอรี่ เอ็กเชน จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ 2 ส่วน คือ 1.สกุลเงินที่จะนำมาขายไม่ค่อยมี เนื่องจากไม่มีคนเดินทางเข้ามาในประเทศ หรือเดินทางเข้ามาน้อยลง ทำให้การหมุนเวียนของเงินน้อยลง แม้ว่าในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาจะเห็นคนที่มีเงินต่างประเทศในมือนำออกมาแลกบ้าง เพราะเงินบาทอ่อนค่าราว 30-40 สตางค์ แต่ก็เป็นจำนวนน้อย
และ 2.จำนวนคนที่มาแลกเงินเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศหายไปจำนวนมาก โดยปริมาณธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ ปัจจุบันเหลือเพียง 20-30% ของช่วงเวลาปกติ เรียกว่าหายไปถึง 70-80% อย่างไรก็ดี ไทยยังพอมีนักท่องเที่ยวเหลืออยู่บ้าง เมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ที่โดนกระทบค่อนข้างหนัก
“ทุกคนโดนกระทบกันหมด ตอนนี้พนักงานแลกเงินก็ใจไม่ดี ในภูเก็ตพบว่าเริ่มมีร้านแลกเงินปิดสาขาไปบ้างแล้ว เพราะเจอเหตุการณ์ตั้งแต่เรือล่ม ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนหายไปแล้ว ตอนนี้มาเจอไวรัสโควิด-19 อีก ยิ่งกระทบหนัก”
สำหรับแผนรับมือการทำธุรกิจของบริษัท ทเวลฟ์ฯ จะเน้นลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะต้นทุนที่เป็นรายจ่ายประจำ โดยในส่วนของบริษัทไม่มีการลดเงินเดือนหรือพนักงาน แต่จะใช้วิธีการเจรจาขอลดค่าเช่าสถานที่ โดยเฉพาะในส่วนของพื้นที่ห้างสรรพสินค้า อาทิ ลดค่าเช่าไตรมาสแรก หรือกี่เดือน ซึ่งปัจจุบันห้างเซ็นทรัล และเดอะมอลล์ ได้ลดค่าเช่าให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซุปเปอร์ริชสีส้มชี้โดนหลายเด้ง
นายปิยะ ตันติเวชยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซุปเปอร์ริช เคอเรนซี่ เอ็กซ์เชนจ์ (1965) หรือซุปเปอร์ริช (สีส้ม) เปิดเผยว่า ประเมินแนวโน้มธุรกิจแลกเงินปีนี้ต้องรับสภาพตลาดหดตัว ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และธนาคารพาณิชย์ที่ลงมาแข่งมากขึ้น ที่สำคัญ ธุรกิจแลกเงินเป็นธุรกิจที่อิงกับการท่องเที่ยว เมื่อเกิดการระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวลดลง โดยตัวเลขจากทางการระบุว่า นักท่องเที่ยวที่หายไปจากสนามบินสุวรรณภูมิ สูงถึง 6 หมื่นคนต่อวัน ดังนั้นคาดว่าปริมาณธุรกรรมแลกเงินปีนี้น่าจะหดตัวมากกว่า 20% จากเป้าเดิมคาดว่ายอดธุรกรรมแลกเงินจะทะลุ 1 แสนล้านบาท
โดยในช่วงเดือน ม.ค. 2563 ยอดธุรกรรมแลกเงินอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แต่หลังจากเกิดการระบาดของไวรัส COVID-19 ยอดในเดือน ก.พ.ลดลงประมาณ 50% เหลือราวอยู่ที่ 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งยอดจะมาจากภาคธุรกิจมากกว่ารายย่อย เช่น ธุรกิจไทยที่มีธุรกิจในต่างประเทศ หรือนักเรียนที่ไปเรียนในต่างประเทศ เป็นต้น
“เดิมเรามองธุรกิจซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราปีนี้ลดลงอยู่แล้ว จากการที่แบงก์พาณิชย์ลงมาชิงตลาดมากขึ้น แต่เมื่อมาเจอไวรัสโควิด-19 อีก ยิ่งจอดสนิท เพราะธุรกิจนี้อิงกับนักท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยเฉพาะจีน ซึ่งเดิมหยวนเป็นสกุลเงินที่มีธุรกรรมมากอันดับ 2 ตอนนี้ร่วงมาอยู่อันดับ 5 เพราะคนจีนน้อยลง และที่มาก็ไม่ใช้เงินสด แต่ใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชั่นกันหมด ซึ่งกระทบหลายต่อ และหากสถานการณ์ไวรัสยิ่งยืดเยื้อ ปริมาณธุรกิจจะยิ่งลดลงอีก”
รีวิวแผนลดรายจ่าย-ปิดสาขา
นายปิยะกล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างการทบทวนแผนการลดค่าใช้จ่าย เช่น การปิดสาขา เป็นต้น โดยปัจจุบันบริษัทมีสาขาทั้งหมด 49 แห่ง อยู่ในต่างจังหวัด 5 แห่ง คือ ภูเก็ต, หัวหิน, ขอนแก่น, อุดรธานี และนครราชสีมา อย่างไรก็ตาม การปิดสาขา 1 แห่งอาจจะช่วยลดต้นทุนได้ 1 แสนบาทต่อเดือน แต่ก็ทำให้รายได้หายไปด้วย จึงต้องคิดให้รอบคอบ ขณะเดียวกัน บริษัทก็จะต้องหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มาทำตลาดมากขึ้น เช่น ธุรกิจโอนเงิน (money transfer) ซึ่งปัจจุบันกำลังขออนุญาตจากผู้กำกับดูแลให้ช่วยผ่อนคลายกฎระเบียบ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศกำลังโดนสถาบันการเงินเข้ามาแข่งขันชิงส่วนแบ่งตลาด ทำให้โอกาสรอดของร้านซื้อขายเงินตราต่างประเทศน้อยลง
ธุรกิจแลกเงิน 8 แสนล้าน/ปี
ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศของบุคคลรับอนุญาต หรือ money changer ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2562 อยู่ที่ 26,147 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.85 แสนล้านบาท) แบ่งเป็น ขาซื้อ 13,079 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และขาขาย 13,067 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการเติบโต 7.1% ขณะที่ปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศในปี 2561 อยู่ที่ 26,241 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น ขาซื้อ 13,129 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขาขาย 13,112 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นการเติบโต 27.1%
ขณะที่จำนวนบุคคลรับอนุญาตพบว่า ในปี 2562 มีจำนวน 2,382 ราย เพิ่มขึ้นจากในปี 2561 ที่มีได้รับอนุญาตจำนวน 2,260 ราย และในปี 2560 อยู่ที่ 2,097 ราย
เคแบงก์ชี้ซึมยาวถึงสิ้นปี
ด้านนายอมร สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมปริมาณธุรกรรมการซื้อขายเงินตราต่างประเทศในปีนี้ น่ามีปริมาณมูลค่าลดลงราว 50% เป็นผลมาจากการระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ขยายวงกว้างในหลายประเทศส่งผลต่อภาพรวมการท่องเที่ยว จากที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยหายไปกว่า 50% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวจีน เช่นเดียวกับขาออกที่มีคนไทยเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศลดลงถึง 60% ที่กังวลการระบาดของไวรัสทำให้ยกเลิกการเดินทางไปต่างประเทศชั่วคราว
“สถานการณ์น่าจะซึมยาวไปถึงปลายปี โดยจะเริ่มเห็นสถานการณ์นิ่งและชัดเจนขึ้นในช่วงกลางปี แต่การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจะยังไม่ได้กลับมาเป็นปกติ แต่น่าจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นตามลำดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาครัฐน่าจะทยอยออกมาตรการมากระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น”
อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ธนาคารยังมีแผนขยายการติดตั้งตู้แลกเงินตราต่างประเทศอัตโนมัติ (FX machine) เพิ่มขึ้น จากที่ได้ทดลองนำไปให้บริการในสนามบินสุวรรณภูมิ จำนวน 5 เครื่อง ได้รับผลตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทยให้ความสนใจใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยมีปริมาณธุรกรรมแลกเงิน 50 ล้านบาทต่อเดือน โดยสกุลเงินที่ได้รับความนิยมผ่านเครื่องจะมี สกุลเงินเยน-ญี่ปุ่น, วอน-เกาหลีใต้, ดอลลาร์สหรัฐ และปอนด์-ยูโร โดยปีนี้มีแผนติดตั้งเพิ่มอีก 8 เครื่อง เนื่องจากมีพันธมิตรต้องการให้ธนาคารนำไปติดตั้งหลายพื้นที่นอกจากสนามบิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดก็ได้ติดตั้งในอาคารมหานคร และจะมีในพื้นที่อื่น ๆ ตามมา