มาตรการรับมือวิกฤตแล้งปี’63 ภาคอุตสาหกรรมชงแผนระยะยาว
คอลัมน์ แตกประเด็น โดย สมชาย หวังวัฒนาพาณิช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ในปี 2563 นี้ประเทศไทยเราจะเผชิญกับปัญหาภัยแล้งไปจนถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา โดยมีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์เอลนิโญ (El Nino) คือลักษณะของกระแสน้ำและกระแสลมจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางตรงกันข้าม ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนน้อยลง
จากข้อมูลปริมาณฝนสะสมปี 2562 ของประเทศไทย พบว่ามีปริมาณน้ำฝนเพียง 1,200 มิลลิเมตร ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 20% (ค่าปกติปี 2524-2553 อยู่ที่ระดับ 1,500 มิลลิเมตร, ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา) นั่นหมายถึง หน้าแล้งปีนี้เราจะมีน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการอุปโภคบริโภค ภาคการเกษตร รวมถึงภาคอุตสาหกรรมด้วย
สถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศไทยในปัจจุบันมีปริมาณน้ำจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 49,789 ล้านลูกบาศก์เมตร (61%), ปริมาณน้ำใช้การได้ 25,714 ล้านลูกบาศก์เมตร (44%) โดยเขื่อนขนาดใหญ่ 14 แห่ง จากทั้งหมด 38 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% (ข้อมูลจากสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ณ วันที่ 2 ม.ค. 63) บ่งบอกถึงวิกฤตภัยแล้งได้อย่างชัดเจน
โดยพื้นที่ภาคตะวันออกมีโอกาสในการเกิดความเสี่ยงขาดแคลนน้ำซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด เพราะเป็นพื้นที่หลักของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC หากต้องหยุดโรงงานเพราะขาดน้ำจะทำให้สูญเสียรายได้ราว 1.2 แสนล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ภาคอื่น ๆ ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (Water and Environment Institute for Sustainability : WEIS) ได้ร่วมประชุมร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนและออกมาตรการในการแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน ได้ข้อสรุปว่า ภาครัฐได้จัดสรรน้ำให้ทุกภาคส่วนน้อยกว่าเกณฑ์ปกติเพื่อให้มีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้ง
โดยจัดสรรให้ภาคอุตสาหกรรมเพียง 519 ล้านลูกบาศก์เมตร (3% ของการใช้น้ำรวม) และรณรงค์ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ได้แก่ ภาคท่องเที่ยว ภาคอุปโภคบริโภค ภาคเกษตรกรรม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้ประหยัดน้ำ 10% และรณรงค์การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม เช่น 3R, water footprint, smart system และ ecofactory รวมทั้งเร่งรัดโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐที่จะเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนช่วงฤดูฝน และผันน้ำจากจังหวัดใกล้เคียงมาเสริม ถ้าหากไม่ร่วมมือกันประหยัดน้ำ 10% จะทำให้ขาดแคลนน้ำ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร
เมื่อสถานการณ์กำลังเดินหน้าไปสู่วิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมควรเตรียมวางแผนรับมืออย่างเร่งด่วน โดยการเตรียมแหล่งน้ำสำรอง เช่น เตรียมความพร้อมระบบบ่อบาดาล, ปรับเลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ (plant turnaround) ในช่วงฤดูแล้ง ขณะเดียวกัน ก็เลื่อนกิจกรรมที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมาก เช่น การซ้อมดับเพลิง และการทำความสะอาดออกไปก่อน พร้อมกับนำหลัก 3R (reduce, reuse and recycle) มาใช้เพื่อลดการสูญเสียน้ำในกระบวนการผลิต และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ก็จะสามารถนำพาองค์กรก้าวข้ามวิกฤตการณ์ภัยแล้งปี 2563 นี้ไปได้
ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เสนอแผนในการบริหารจัดการน้ำเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวต่อภาครัฐ ดังนี้
1) ให้ภาครัฐเพิ่มแหล่งน้ำทางเลือกที่ไม่พึ่งพาน้ำจากธรรมชาติ โดยจัดทำโครงการผลิตน้ำจืดด้วยเทคโนโลยีการแยกเกลือออกจากน้ำทะเล (desalination RO) อย่างน้อย 25-30%
2) ศึกษาและเร่งจัดหาแหล่งน้ำอื่น ๆ ที่มีศักยภาพโดยเฉพาะจังหวัดตราดที่มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในประเทศไทย
3) การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ คาดการณ์สภาพภูมิอากาศและปริมาณน้ำฝนอย่างมีประสิทธิภาพ
4) ใช้ประตูน้ำควบคุมบริเวณปากแม่น้ำต่าง ๆ เพื่อผลักดันน้ำเค็มและลดการปล่อยน้ำรักษาระบบนิเวศ
เห็นชัดเจนแล้วว่าวิกฤตภัยแล้งปี 2563 นี้ กำลังส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคการอุปโภคบริโภค ภาคการท่องเที่ยว และภาคประชาชน เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องช่วยกันตระหนักและช่วยกันประหยัดน้ำอย่างจริงจังเพื่อให้ประเทศไทยของเรามีน้ำใช้อย่างเพียงพอจนผ่านพ้นช่วงวิกฤตการณ์ไปได้