Skip to content

คลังไฟเขียวตั้ง “กระดานที่ 3” เทรดหุ้นสตาร์ตอัพต้นปี’64

11 มี.ค. 2563 | 14:52น.
คลังไฟเขียวตั้ง “กระดานที่ 3” เทรดหุ้นสตาร์ตอัพต้นปี’64

‘อุตตม’ แถลงผลประชุมบอร์ดพัฒนาตลาดทุนฯ ไฟเขียวตั้ง “กระดานที่ 3” เปิดทางธุรกิจสตาร์ตอัพระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดพร้อมซื้อขายภายในไตรมาส 1/64 แถมงัดสารพัดมาตรการ “เลื่อนส่งงบการเงิน-ลดค่าธรรมเนียม บจ.-เพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษี SSF 2 แสนบาท” หวังช่วยพยุงตลาดหุ้นที่ร่วงหนัก

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังจากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ครั้งที่ 1/2563 ว่า คณะกรรมการฯ ได้กำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ของตลาดทุนไทยในระยะยาว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของตลาดทุนไทยให้เท่าเทียมกับตลาดทุนโลก รวมถึงส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีการเชื่อมโยงกับตลาดทุนอื่นๆ ตามแผนพัฒนาตลาดทุนฉบับที่ 3 (ปี 2560-2564) ดังนี้

 

1.สนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ในวงกว้าง โดยนำร่องด้วยโครงการ “บอนด์ละบาท” ที่มีความตั้งใจจะเปิดให้ประชาชนซื้อพันธบัตรออกใหม่ได้ในอัตราหน่วยละ 1 บาทเท่านั้น ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยลดต้นทุนการออกบอนด์ และส่งผลให้สามารถเสนอขายบอนด์ขั้นต่ำได้ถูกลงจากเดิมขั้นต่ำอยู่ที่หน่วยละ 1,000 บาท

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความต้องการในตลาดพบว่าผู้ลงทุนสนใจลงทุนในราคาหน่วยละประมาณ 50-100 บาท โดยปัจจุบันสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ก.ล.ต. และ ตลท.อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบและระบบการขายบอนด์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและสามารถออกบอนด์ในโครงการบอนด์ละบาทได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2563

2.พัฒนาตลาดทุนไทยให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการออกกรีนบอนด์เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันผู้ลงทุนมีความต้องการลงทุนในหลักทรัพย์สีเขียวเป็นจำนวนมาก ทั้งผู้ลงทุนรายย่อย ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ และผู้ลงทุนสถาบันนอกประเทศ คณะกรรมการฯ จึงมีแผนผลักดันให้ตลาดทุนไทยเป็นศูนย์กลางในการออกพันธบัตรสีเขียวผ่านความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ลักเซมเบิร์กที่เป็นศูนย์กลางและประสบความสำเร็จในการออกกรีนบอนด์ในภูมิภาคยุโรป

โดยปัจจุบัน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างพัฒนากฎเกณฑ์รองรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการออกกรีนบอนด์ในต่างประเทศเพิ่มเติม และคาดว่าจะพร้อมให้ธุรกิจมาออกกรีนบอนด์ข้ามประเทศได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

3.ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพเข้าถึงตลาดทุน โดยมีความชัดเจนว่าคณะกรรมการฯ จะจัดให้มี “กระดานที่ 3” (นอกเหนือจากตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai) ซึ่งเป็นกระดานซื้อขายหลักทรัพย์ของธุรกิจสตาร์ตอัพที่เข้ามาลงทุนโดยเฉพาะ ในเบื้องต้นได้สั่งการให้สำนักงาน ก.ล.ต.จัดทำเกณฑ์ต่างๆ เพื่อให้สตาร์ตอัพสามารถเข้ามาจดทะเบียนและระดมทุนได้ภายในไตรมาส 1 ของปี 2564

4.สร้างโครงข่ายพื้นฐานทางดิจิทัล (Digital Infrastructure) ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบพร้อมเพย์เพื่อช่วยลดต้นทุนในการออกหลักทรัพย์สำหรับผู้ประกอบการ ช่วยลดต้นทุนการจัดส่งข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุน และเพื่อรองรับการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ซึ่งโครงข่ายดิจิทัลจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสในการรับส่งข้อมูลและสามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยโครงข่าวดังกล่าวจะพร้อมให้บริการภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

5.ส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชนตั้งแต่ระดับฐานราก และส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ในวงกว้าง โดยมีแผนจะเข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ และทักษะการบริหารจัดการเงินผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตลท. ก.ล.ต. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท. ) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และเครดิตบูโร

นอกจากนี้ เตรียมให้สถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ (ธพว.) และคลังจังหวัด เพื่อทำหน้าที่พัฒนาผู้ประกอบการในชุมชนด้วยอีกทางเพื่อสนับสนุนกิจการชุมชนให้สามารถเติบโตและระดมทุนผ่านตลาดทุนได้ต่อไป

นายอุตตม กล่าวอีกว่า สำหรับมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือตลาดทุนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และภาวะเศรษฐกิจ ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้มีการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีกองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) เพิ่มเติมอีก 2 แสนบาท จากเดิมสามารถลดหย่อนภาษีร่วมกับกองทุนประเภทอื่นๆ ได้ไม่เกิน 5 แสนบาท ซึ่งจะเปิดให้ซื้อขายกองทุน SSF ที่ได้สิทธิลดหย่อนทางภาษีเพิ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป

ขณะที่มาตรการเฉพาะหน้าอื่นๆ ชี้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงที่ผ่านมาไปบ้างแล้ว เช่น

1.ประกาศผ่อนผันการนำส่งงบการเงินให้กับบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีธุรกิจหลักอยู่ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 รวมถึง

2.เปิดให้ บจ.สามารถจัดประชุมสามัญประจำปี (AGM) ผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ และขยายเวลาการจัดประชุมออกไปจนถึง 30 มิ.ย.63

3.เปิดให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) สามารถทำงานจากบ้านในกรณีจำเป็นตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.เป็นต้นมา โดยปัจจุบันมี บล.ทั้งหมด 5 แห่งที่ให้ดำเนินในลักษณะนี้

4.การปรับปรุงเกณฑ์ดำรงเงินกองทุนในการจัดจำหน่ายหุ้นที่เสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (หุ้น IPO)

โดยสำนักงาน ก.ล.ต.ยังเตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ได้แก่ การปรับลดค่าธรรมเนียมประจำปีให้แก่ บจ.ที่ส่งงบการเงินตรงเวลาและมีความประพฤติดี โดยบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 500 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมประจำปีทั้งหมด ส่วนบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนมากกว่า 500 ล้านบาท จะพิจารณาลดค่าธรรมเนียมให้ 30%

รวมถึงจะพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่ตราสารหนี้เอกชน (หุ้นกู้) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (รีท) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดูแลผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป

ขณะที่ นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. เสริมว่า สำนักงาน ก.ล.ต.จะเปิดให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เข้ามายื่นออกกองทุนใหม่ตั้งแต่วันที่ 16 มี.ค.63 โดยจะยกเว้นค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนกองทุนที่เข้ามายื่นออกกองใหม่ และจะนำระบบอนุมติเป็นการทั่วไปสำหรับกองทุนรวมที่ไม่มีความซับซ้อนเข้ามาใช้เพื่อให้กองทุน SSF ที่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มสามารถขายได้ทั้งวันที่ 1 เม.ย.63

แท็กที่เกี่ยวข้อง

อุตตม สาวนายน