“หม่อมเต่า” สั่งตั้งทีมเสริม วินิจฉัยผู้ประกันตนกรณีว่างงาน จ่อจ่ายล็อตต่อไป30เม.ย.
ไม่ช้า “หม่อมเต่า” สั่งตั้งทีมเสริมช่วยประกันสังคมวินิจฉัยผู้ประกันตนกรณีว่างงาน จ่อจ่ายล็อตต่อไป 30 เม.ย.
แหล่งข่าวจากระทรวงแรงงาน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า วันนี้ (27 เมษายน 2563) หม่อมราชวงศ์ จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เรียกหน่วยงานในสังกัดหารือจัดตั้งทีมงานเพื่อช่วยสำนักงานประกันสังคม ในขั้นตอนการ “วินิจฉัย” ผู้ประกันตนที่เข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน เนื่องจากเหตุสุดวิสัยให้ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19โดยในล็อตที่ 2 นี้ ต้องดำเนินการจ่ายอีกราว 10,000 รายให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ หลังจากที่ล็อตแรก (20 เม.ย.63) ได้จ่ายเงินให้ผู้ประกันตนแล้วประมาณ 8,000 ราย ตามมาตรา 33 ยื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนรวม 1.2 ล้านคน ซึ่งขอให้ผู้ประกันตนเชื่อมั่นจะได้รับสิทธิประโยชน์จากการว่างงานอย่างทั่วถึงแน่นอน
ด้านนางพิสมัย นิธิไพบูลย์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานประกันสังคมระบุ ยืนยันว่าขณะนี้คณะทำงานของประกันสังคมอยู่ในระหว่างดำเนินการวินิจฉัยผู้ประกันตนอย่างเร็วที่สุด แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องบุคลากรที่ไม่พอรองรับ ฉะนั้นกระทรวงแรงงานจึงดำเนินการเสริมบุคลากรเข้ามาช่วยให้ขั้นตอนทุกอย่างเร็วขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ประกันตน
อย่างไรก็ตามขณะนี้สำนักงานประกันสังคมอยู่ในระหว่างให้ทีมปฏิบัติงานได้ซักซ้อมขั้นตอนต่างๆ ให้เข้าใจตรงกัน เพราะเป้าหมายที่วางไว้คือจะต้องจ่ายล็อตต่อไปภายในเดือนเมษายนนี้ และจะทยอยจ่ายให้ครบถ้วนตามที่รัฐบาลกำหนดเอาไว้ต่อไป
รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ในขณะที่ประกันสังคมอยู่ในระหว่างเตรียมจ่ายสิทธิประโยชน์ในล็อตที่ 2 นั้น คณะกรรมาธิการแรงงาน ได้ยื่นหนังสือให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ “ทบทวน”การประกาศใช้กฎกระทรวงเรื่อง การได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย อันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ.2563 เนื่องจากกฎกระทรวงดังกล่าวที่กำหนดให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้างจากเหตุสุดวิสัยในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน อาจส่งผลให้ผู้ประกอบกิจการหลีกเลี่ยงการจ่ายชดเชยกรณีว่างงานตามมาตรา 75 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการต้องจ่ายร้อยละ 75 ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ “ช่องว่าง” ของกฎหมายเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน