3 สิ่งที่ผิดพลาด ของนักลงทุน
โดย พัชรินทร์ ธนากรพิพัฒนกุล [email protected]
การทำข่าวด้านการเงินการลงทุน หลาย ๆ ครั้งจะมีช่วงรีแลกซ์หลังการสัมภาษณ์ ซึ่งจังหวะเวลานั้นนักข่าวเองก็มักจะได้รับไอเดียดี ๆ จากผู้บริหาร รวมถึงแหล่งข่าวในแวดวงธุรกิจบ่อยมาก และหลายเรื่องถ้าจะหยิบใส่พื้นที่ข่าว ก็ดูไม่ค่อยเข้ากันนัก เพราะดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเป็นข่าว แต่วันนี้ได้โอกาสเลยอยากเอาเกร็ดความรู้ดี ๆ ที่มีหลายเรื่องมาแชร์ โดยเฉพาะ “สิ่งที่นักลงทุนมักทำพลาดหรือมองข้ามไป” ค่ะ
ก่อนจะเล่า ขอบอกเลยนะคะว่า จะไม่ขอเปิดเผยชื่อของผู้บริหารที่ให้ไอเดียว่าเป็นใครกันบ้าง เพื่อให้ได้อรรถรสในการสื่อความ และเจ้าของไอเดียเองก็ออกแนวระบายให้ฟัง เนื่องจากรู้สึก “เสียดาย” กับประเด็นที่นักลงทุนไทยมองข้ามไป ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนั้นก็ขอให้เกียรติทุกท่านด้วยการเอาแนวคิดมาสื่อสารให้เพียงอย่างเดียวแล้วกันนะคะ
เรื่องแรก “รวยไม่เป็น” นักลงทุนรายใหญ่ที่มีชื่อเสียงรายหนึ่งของประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ๆ สำหรับนักลงทุนรายย่อย ที่มักจะ “ขายหุ้นเพื่อทำกำไรไม่เป็น” แม้หุ้นที่ถืออยู่จะเกินราคาเหมาะสมไปกว่า 20-30% ก็ไม่ขาย กอดหุ้นไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งที่ประเด็นดันราคาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบฉาบฉวยระยะสั้นเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไป ราคาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมาก ถึงขั้นขาดทุน นักลงทุนถึงจะยอมขายออกมา หรืออีกกรณีที่พบบ่อยมาก ก็คือ “อดทนเพื่อความรวยไม่เป็น” โดยนักลงทุนกลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมใจร้อนเมื่อหุ้นขึ้น เช่น เมื่อราคาหุ้นในพอร์ตวิ่งขึ้นเพียงเล็กน้อย นักลงทุนเหล่านี้ก็จะขายออกมาทันที เพราะต้องการได้กำไร แต่เมื่อราคาหุ้นลง ก็กลับมีความอดทนอย่างมากที่จะเก็บหุ้นตัวนั้นไว้ในพอร์ต บางครั้งอดทนถึงขั้นถือยาวข้ามปีเลยก็มี
เรื่องที่ 2 “สับสนกลยุทธ์” ผู้บริหารเงินลงทุนให้นักลงทุนขนาดใหญ่ (เวลท์แมเนจเมนต์) รายหนึ่ง เล่าว่า ความผิดพลาดหนึ่งที่มักพบจากนักลงทุนไทยคือ สับสนกับกลยุทธ์ที่ตัวเองใช้บริหารพอร์ต เช่น นักลงทุน A ตั้งเป้าเป็นนักลงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investor : VI) แต่พอเข้าสนามลงทุน กลับตั้งจุดขายตัดขาดทุน (stop loss) พร้อมกับขายหุ้นออกมาในช่วงที่มีข่าวลบระยะสั้นกดดันให้ราคาหุ้นนั้นปรับตัวลดลง ซึ่งถือว่าผิดไปจากแนวทางของ VI เพราะ VI จะต้องศึกษามาดีแล้วว่าหุ้นที่ลงทุนมีพื้นฐานทางธุรกิจอย่างไร และหากข่าวลบที่เข้ามากระทบเพียงระยะสั้น จะเป็นโอกาสซื้อเพิ่ม มากกว่าที่จะใช้วิธี stop loss ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของนักลงทุนแบบเทคนิคอล
ประเด็นสุดท้าย “ไม่มีประกันสุขภาพ” ผู้บริหารกองทุนรายหนึ่งเล่าว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกมาก ๆ สำหรับนักลงทุนไทย ซึ่งหลายคนมีความรู้ด้านการลงทุนดีเยี่ยม แต่กลับไม่เคยทำประกันสุขภาพไว้รองรับจนกระทั่งเกษียณ และนี่นับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างมาก เพราะแม้จะหาผลตอบแทนในตลาดได้สูงแค่ไหน แต่ในท้ายที่สุด อาจจะต้องล้มเหลวในวัยชรา และสถานการณ์จะเลวร้ายมากขึ้น หากในอนาคตพบว่าตนเองต้องเป็นโรคร้ายที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งแม้จะมีเงินจากการลงทุนหลัก 10-100 ล้าน ก็อาจไม่เพียงพอต่อความเสี่ยงข้อนี้
อ่านแล้วคุณมีอาการอยู่ในข้อใดข้อหนึ่งหรือเปล่า ? ถ้าใช่ จะปรับแก้ตอนนี้ก็ยังไม่สายค่ะ