“ลดดอกเบี้ย” ไม่ใช่ทางออก หนุน ธปท.สกัดเงินร้อน
27 ก.ย.นี้ เป็นการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินหรือ กนง.รอบที่ 6 ของปีนี้ ถือว่าเป็นรอบสำคัญ และมีแรงกดดันมากกว่ารอบอื่น ๆ ที่ผ่านมา แม้เป็นที่ทราบกันดีว่าการตัดสินใจ “ขึ้น” หรือ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.อยู่ภายใต้การตัดสินใจของคณะกรรมการ 7 คนบนการตัดสินใจอย่างอิสระ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่นึกถึงแรงกดดันมหาศาลจากกระทรวงการคลัง ที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจ
หนึ่งในอดีตคณะกรรมการ กนง. “พลายพล คุ้มทรัพย์” ให้ความเห็นว่า การประชุม กนง.รอบนี้ เป็นอีกรอบที่ตัดสินใจไม่ได้ง่าย ๆ เพราะเจอแรงเสียดทานทั้งจากปัจจัยภายนอก คือเศรษฐกิจต่างประเทศซึ่งมีสหรัฐเป็นตัวแปรสำคัญ และแรงกดดันจากในประเทศจากกระทรวงการคลัง ภายใต้ปัจจัยสำคัญ คือ “เงินเฟ้อ-ค่าเงิน-เงินร้อน”
การประชุมรอบนี้คณะกรรมการต้องชั่งน้ำหนักให้ดี โดยหาก กนง.ตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาดการณ์ ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า จะแก้ไขปัญหา “เงินร้อน” ที่ไหลเข้ามาแสวงหาผลตอบแทนได้อย่างไร กลับกันหาก กนง.ลดดอกเบี้ย ก็ต้องตอบให้ได้ว่าจะคุมความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นอย่างไร และอาจถูกตั้งคำถามว่า การตัดสินใจอยู่บนความไม่อิสระ
ลดดอกเบี้ยได้ผล “ระยะสั้น”
ส่วนตัวเชื่อว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยที่ 1.5% เพราะดอกเบี้ยปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำมานาน ดังนั้นเพื่อให้การกระตุ้นเศรษฐกิจมีศักยภาพขึ้น ควรมีเครื่องมือจากภาครัฐเข้ามาทำหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่า เช่น จะทำอย่างไรให้เกิดการลงทุน เป็นต้น
“ประเด็นเงินร้อนก็อาจเป็นปัจจัยที่พูดถึงหาก ธปท.ไม่ลดดอกเบี้ย เพราะเท่ากับให้เงินร้อนเข้ามา แต่ กนง.ก็อาจมีข้อโต้แย้งว่า ภายในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด มีแผนจะปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจลดเงินไหลเข้าไทยได้ ขณะที่ด้านเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มขยายตัวทำให้ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องลดดอกเบี้ยกระตุ้นอีก และประสิทธิผลในการลดดอกเบี้ยก็เป็นแค่ผลระยะสั้น ดังนั้นหากดูปัจจัยรอบด้านแล้ว กนง.ไม่น่าจะลดดอกเบี้ย” ดร.พลายพลกล่าว
สอดคล้องกับ “กอบสิทธิ์ ศิลปะชัย” ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK กล่าวว่า การลดดอกเบี้ยอาจลดแรงเก็งกำไรของต่างชาติได้ แต่เป็น “ระยะสั้น” เพราะต่างชาติก็ยังคงขนเงินกลับเข้ามาลงทุนไทยต่อ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีเงินเฟ้อต่ำสุดในเอเชีย-แปซิฟิก ไตรมาส 2 อยู่ที่เพียง 0.6% เพราะเงินเฟ้อ “เปรียบเสมือนค่าเสื่อม” ยิ่งค่าเสื่อมลดลงเท่าไหร่ ต้นทุนการลงทุนก็ถูกลง จึงเป็นตัวดึงดูดการลงทุนของต่างประเทศ
เงินเฟ้อต่ำ ตปท.ถือบอนด์ยาว
สังเกตได้ว่า แม้ ธปท.จะลดการออกพันธบัตรระยะสั้นเพื่อลดแรงเก็งกำไรในบอนด์สั้น แต่ก็ไปเพิ่มในบอนด์ระยะยาว เพราะยังมีช่องว่างในการทำกำไร จากสเปรดของเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่ยังกว้าง เช่นบอนด์ระยะยาว 10 ปี ผลตอบแทนปัจจุบันเฉลี่ย 2.26% หากหักเงินเฟ้อและส่วนต่างดอกเบี้ย ผลตอบแทนที่ได้มีถึง 2.2% !
นั่นเท่ากับว่า นักลงทุนได้เต็ม ๆ นี่คือเหตุผลสำคัญที่วันนี้ทำไมต่างชาติถึงยังเข้ามาลงทุนไทยต่อเนื่อง
หากดูมูลค่าการเข้ามาถือบอนด์ของต่างชาติ พบว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (25 ก.ย.) บอนด์ระยะสั้นสะสมอยู่ที่ 12.6 แสนล้านบาท ลดลงหากเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1.49 แสนล้านบาท โดยเป็นการโยกไปลงบอนด์ระยะยาวมากกว่า 1 ปี ทำให้บอนด์ยาวปัจจุบันมียอดสะสมอยู่ที่ 7.14 แสนล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มียอด 5.62 แสนล้านบาท
ดังนั้นเพื่อลดแรงจูงใจในการเข้าหาผลกำไรจากการถือบอนด์ระยะยาว สิ่งที่หวังได้ คือการเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ผ่านนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย หรือการออกมาตรการกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อ เพื่อให้เกิดการจับจ่าย และกระตุ้นเงินเฟ้อให้สูงขึ้น
หนุน ธปท.สกัดเงินร้อน เชิงรุก
ขณะเดียวกัน มองว่า ธปท.ควรส่งสัญญาณจริงจังในการเข้ามาดูแลค่าเงินบาท ผ่านมาตรการต่าง ๆ ไม่ใช่การลดดอกเบี้ยเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า !
“การลดดอกเบี้ยช่วยชั่วครั้งชั่วคราว แต่การเข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยนสำคัญกว่า การแทรกแซงควรเป็นเชิงรุกมากขึ้น อดีตเราขายดอลลาร์จนไม่เหลือดอลลาร์ แต่คราวนี้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไปหากเทียบภูมิภาค ตั้งแต่ต้นปี 8.1% แต่สิ่งที่ ธปท.ทำคือการตั้งรับ จึงมีประสิทธิภาพน้อย ดังนั้นการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนต้องเป็นเชิงรุกมากกว่านี้ เพื่อให้นักลงทุนเกรงกลัว แต่ไม่ใช่ออกมาตรการคุมเงินไหลเข้าเหมือนอดีต”
“จิตติพล พฤกษาเมธานันท์” นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทย ที่เชื่อว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อดูแลเสถียรภาพทางการเงิน เพราะปัจจุบันเงินร้อนที่เข้ามาเพื่อเก็งกำไรล่วงหน้าก่อนผลการประชุม กนง. หาก กนง.ลดดอกเบี้ยก็เท่ากับนักลงทุนคาดการณ์ถูก สิ่งที่จะได้ทันทีคือ บอนด์ยีลด์ (อัตราผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร) ปรับตัวสูงขึ้น หมายความว่า นักลงทุนจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นทันที ทั้งในบอนด์สั้นและบอนด์ยาว จากการเข้ามาเก็งกำไรล่วงหน้า กลับกันหาก กนง.ไม่ลดดอกเบี้ย ต่างชาติก็ไม่ได้ไม่เสีย เพราะยังไงก็เข้ามาลงทุนไทยอยู่แล้ว นอกจากจะได้ผลตอบแทนสูงผ่านตลาดบอนด์
ดังนั้น กนง.จะขจัดเงินร้อนเหล่านี้ได้อย่างไร ? กนง.ต้องยืนยันให้แข็งแรงว่าไม่มีทางลดดอกเบี้ย เพื่อให้นักลงทุนลดคาดการณ์ในการเข้ามาเก็งกำไรจากการลดดอกเบี้ย อีกด้านต้องออกไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ภาครัฐก็สามารถช่วยได้ คือเปิดช่องให้สามารถนำเงินกองทุนประกันสังคม หรือเอาเงินกองทุน กบข.ออกไปลงทุน เพื่อลดแรงกดดันการแข็งค่าของค่าเงินในระยะยาว ก็เป็นวิธีที่สามารถทำได้ หรือ กนง.อาจต้องมีการส่งสัญญาณไปถึงตลาดเงินว่า ธปท.อาจมีมาตรการเข้มข้นออกมาเพื่อชะลอเงินไหลเข้า เช่น บังคับให้ต่างชาติถือบอนด์เกิน 1 ปี หากถือต่ำกว่านั้นก็อาจต้องโดนภาษี ซึ่งวิธีนี้อาจเป็นเครื่องมือที่นำมาใช้ยากที่สุด แต่ต่างชาติก็เกรงกลัว ดังนั้นการส่งสัญญาณถือว่ามีความจำเป็นมาก
ขณะที่ “กิตติยา โตธนะเกษม” รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่าการลดดอกเบี้ย อาจกระตุ้นเศรษฐกิจแต่เพียงระยะสั้น แต่สิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงจากที่ประเทศมีดอกเบี้ยต่ำเป็นระยะเวลานาน ทำให้ยิ่งเห็นพฤติกรรมออกไปแสวงหากำไร จนท้ายที่สุดอาจทำให้เกิดภาวะฟองสบู่ เช่นในตลาดอสังหาริมทรัพย์ หรือเข้าไปลงทุนในตราสาร หรือลงทุนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการการันตีว่าปลอดภัยจากการให้ผลตอบแทนที่สูง