เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
Finance ขานรับเกณฑ์ใหม่ซื้อขายหุ้น ‘InnovestX’ วิเคราะห์ดึงดูดฟันด์โฟลว์
จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
Real Estate จับชีพจร ‘อสังหาฯ’ ‘นิคม’ มาแรง ‘ออฟฟิศ’ หั่นราคาเดือด 
‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
Economic ‘พูนพงษ์’ วางกรอบงาน เข้ม ‘พาณิชย์จังหวัด-ทูตพาณิชย์’
ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
World ปิดฉากประชุม IMF ‘กอร์เกียวา’ ยกย่องผ้าไหมไทย หยอดหวานใส่ประชุมทุกวัน-ไทยคว้าเหรียญทอง
ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
Real Estate ลุุยพลิกฟื้น “อควาเรียมหอยสังข์” จากโปรเจ็กต์ร้าง 18 ปี สู่แลนด์มาร์กแห่งใหม่สงขลา
เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
Real Estate เริ่มม.ค.70 ปิด ‘ถนนบรมราชชนนี’ สร้างส่วนขยาย ‘คู่ขนานลอยฟ้า’ เสร็จ ม.ค. 73
ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
Real Estate ASW ร่วมทุน ‘ญี่ปุ่น’ ผุดแคมปัสคอนโดฯ ย่านเกษตร
มธ. เปิดสมัครแข่งล่ามระดับชาติ “TNIC 2027” สมัครฟรี! เฟ้นตัวแทนไทยลุยศึกมาเลเซีย
Biz Movement มธ. เปิดสมัครแข่งล่ามระดับชาติ “TNIC 2027” สมัครฟรี! เฟ้นตัวแทนไทยลุยศึกมาเลเซีย
พระราชินี ทอดพระเนตร การแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลี
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทอดพระเนตร การแข่งขันฮอกกี้น้ำแข็งระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลี
5 คำถามเปลี่ยนมุมคิด ช่วย SMEs มองเห็นโอกาสเติบโต
Finance 5 คำถามเปลี่ยนมุมคิด ช่วย SMEs มองเห็นโอกาสเติบโต
ดูทั้งหมด

“ประยุทธ์” แจงสภากู้เงิน 1 ล้านล้าน ทางเลือกสุดท้าย ฝ่ายค้านซัดเอื้อพวกพ้อง

27 พ.ค. 2563 | 13:06น.

เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 และ พ.ร.ก.การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ.2563 วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่งว่า เนื่องจากเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ทำให้ผู้ติดเชื้อทั่วโลกและในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาสิ้นสุดลงได้ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนทุกสาขาอาชีพในวงกว้าง สำหรับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไทยและทั่วโลก อาทิ เว้นระยะห่างทางสังคม ปิดพื้นที่เพื่อป้องการการเคลื่อนย้ายคน ส่งผลให้การดำเนินการทางเศรษฐกิจของทั่วโลกเกิดภาวะชะงักงันอย่างฉับพลัน ทำให้ระบบเศรษฐกิจของโลกและประเทศไทยหดตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

@ โควิด ฉุดเศรษฐกิจ – ท่องเที่ยว

ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ในไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทย ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.8 ถือเป็นการชะลอตัวลงของสภาวะเศรษฐกิจครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2557 ภาคบริการด้านการท่องเที่ยว กระทบมากที่สุด นักท่องเที่ยวลดลงตั้งแต่กลางเดือน ม.ค. จากมาตรการควบคุมการเดินทางของประเทศต่างๆ  ในไตรมาส 1 ปี 2563 จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 6.69 ล้านคน ลดลงร้อยละ 38.01 จากไตรมาส 1 ปี 2562 รายได้จากการท่องเที่ยว 332,013 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 40.39

จากการแพร่ระบาดในประเทศที่พบ ระบาดหนักขึ้น ก.พ.- มี.ค. ทำให้รัฐบาลต้องมีการปิดพื้นที่ รักษาระยะห่างทางสังคม ปิดสถานประกอบการต่างๆ รวมถึงสนามบิน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโรคอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการการจ้างงานของประชาชน การระบาดจะกระทบต่อรายได้ของประเทศไทยในปี 63 ลดลงถึง 9.28 แสนล้านบาท และคนว่างงานอาจสูงขึ้นถึงนับล้านคน ต้นเดือน พ.ค.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดการณ์เศรษฐกิจไทยติดลบร้อยละ 5.0 – 6.0 ภาคที่ติดลบคือภาคการค้าระหว่างประเทศที่เกิดการชะลอตัวในภาพรวม และประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย อาทิ  จีน อินเดีย เกาหลีใต้

เศรษฐกิจไทยปรับตัวลดลงในไตรมาสสองลดลงกว่าไตรมาสแรก จากการดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มข้น แม้การแก้ไขปัญหาวิกฤตโควิด -19 ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามทุกวิถีทางบริหารจัดการแหล่งเงินที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทั้งการจัดสรรการงบประมาณรายจ่ายประจำปี 63 งบกลาง งบสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2563 แต่เงินดังกล่าวยังไม่เพียงพอและไม่ทันสถานการณ์ที่จะยุติโรค และการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากทุกภาคส่วนได้

@ กู้เงินทางเลือกสุดท้าย

ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้กับสู่สภาวะปกติให้ได้โดยเร็ว รัฐบาลจึงจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขสถานการณ์และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการสร้างความพร้อมด้านสาธารณสุขของประเทศ เพื่อรองรับวิกฤตที่เกิดขึ้น การเยียยาประชาชน เกษตรกร และผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนการฟื้นฟูเศรษฐกิจสังคมภายหลังสถานการณ์สิ้นสุด รัฐบาลประมาณการณ์ว่าใช้เงิน 1 ล้านล้านบาท จึงไม่สามารถใช้งบประมาณตามปกติ หรือการกู้เงินของรัฐบาลตามกฎหมายที่บังคับใช้ในปัจจุบันได้

จากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลที่จะตรา พ.ร.ก.กู้เงินไม่เกิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและป้องกันภายพิบัติสาธารณะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

@ สมพงษ์ เปิดฉากถล่ม

จากนั้น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ก่อนอื่น กระผมต้องขอชื่นชมและแสดงความยินดีต่อความสำเร็จต่อการป้องกันการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย ความชื่นชมของตนขอมอบให้กับความร่วมมือและการเสียสละของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ที่ช่วยกันปฏิบัติตามการแนะนำด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้น ขอส่งความชื่นชมของผมไปยังบุคลากรสาธารณสุขทุกท่าน ด้วยศักยภาพของหมอ พยาบาล และระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็งของไทย ที่เป็นทัพหน้าการเผชิญศึกโรคภัยในครั้งนี้

@ แฝงความผิดพลาด

แต่ในความสำเร็จนั้น ก็แฝงด้วยความผิดพลาดของการบริหารจัดการภายใต้ภาวะวิกฤต ในหลายๆ ครั้งของรัฐบาล ไม่ว่าเป็นความไม่มีประสิทธิภาพในการจัดหาหน้ากากอนามัยและการขาดแคลนชุดป้องกันการติดเชื้อ (PPE) สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ความสับสนในมาตรการกักตัวผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ การสั่งปิดกิจการในพื้นที่กรุงเทพมหานครก่อนประกาศมาตรการเยียวยาให้ชัดเจน ความล่าช้าและการเยียวยาที่ไม่ทั่วถึงและรวดเร็ว ความล่าช้าในการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และที่สำคัญที่สุด ความล่าช้าในการคลายล็อกให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ

@ สำเร็จคุมโรค ล้มเหลวกู้เศรษฐกิจ

นายสมพงษ์กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ในเชิงของความสมดุลด้านระบาดวิทยากับเรื่องผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศที่ประสบความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่ประเทศที่หยุดการระบาดได้อยู่หมัดบนซากปรักหักพังของเศรษฐกิจประเทศ  และไม่ใช่ประเทศที่ปล่อยการระบาดรุนแรงจนยืดเยื้อกระทบต่อชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ แต่เป็นประเทศที่สามารถสร้างความสมดุลให้การระบาดอยู่ในภาวะควบคุมได้และประคองเศรษฐกิจให้ยืนอยู่ได้ในวันที่โลกมีวัคซีน

“จากความผิดพลาดของรัฐบาลดังที่ผมได้กล่าวมา ส่งผลให้ประเทศไทยจัดอยู่ในประเทศที่ได้รับความชื่นชมการควบคุมด้านระบาดวิทยา แต่สร้างความล้มเหลวในการเยียวยาและกอบกู้วิกฤตทางเศรษฐกิจ ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่เห็น คือ พี่น้องประชาชนเดือดร้อนในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่กันทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการต้องปิดการดำเนินธุรกิจจากการประกาศ Lock down ของรัฐบาล วันนี้ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 กับตัวเลขของผู้ที่ฆ่าตัวตายเนื่องจากภาวะกดดันทางเศรษกิจ เกือบจะไม่แตกต่างกัน” นายสมพงษ์ กล่าว

@ ต้องนึกถึงประชาชน ไม่ใช่แบ่งเค้ก

ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายว่า ด้วยต้นทุนทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลที่เราต้องเสียไป ทำให้ปัจจุบัน เราอยู่ในภาวะที่จำเป็นที่ต้องใช้เงินและงบประมาณจำนวนมาก เข้ากอบกู้เศรษฐกิจไม่ให้ทรุดหนัก จนเกินเยียวยา จึงนำไปสู่การกู้เงินจำนวนมหาศาล ตาม พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า เงินกู้จำนวนมหาศาลนี้ คนที่ต้องร่วมกันชดใช้คือประชาชนทั้งประเทศ กล่าวคือ ประชาชน รวมถึงลูกหลานเป็นลูกหนี้ แต่รัฐบาลเป็นคนเอาเงินไปใช้ ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องถูกนำไปใช้ด้วยความรับผิดชอบ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยแท้จริง ไม่ใช่การแบ่งเค้กชิงผลประโยชน์ การใช้เพื่อสร้างฐานคะแนนเสียง การเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องผ่านโครงการต่างๆ ภายใต้เงินกู้ก้อนนี้ ทั้งนี้เพราะ พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับ ให้อำนาจฝ่ายบริหารไว้สูงมาก แต่การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินมีเพียงการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ เพียงไม่กี่คน ตรวจสอบเงินจำนวนมหาศาล โดยไม่ต้องรายงานการใช้จ่ายต่อฝ่ายนิติบัญญัติ จึงเป็นความจำเป็นที่ตัวแทนของประชาชนมีหน้าที่ที่จะต้องร่วมกันตรวจสอบให้การใช้เงินก้อนนี้เป็นไปอย่างสุจริตและมีประสิทธิภาพสูงสุด ป้องกันไม่ให้เป็นการ “ตีเช็คเปล่า” ให้รัฐบาลใช้เงินโดยตามอำเภอใจ ไร้การตรวจสอบ จนอาจส่งผลเสียต่อประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

@ 4 แสนล้าน ตีเช็คเปล่า

ในส่วนของ พ.ร.ก.ฉบับแรก ซึ่งได้แก่ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 พ.ศ.2563 หรือเราอาจเรียกสั้นๆ ว่า  พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท นั้น สามารถแยกพิจารณาเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ส่วนที่ 1 แก้ไขการระบาดโควิด-19 (45,000 ล้านบาท) นั้น ผมเห็นถึงความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณที่เพียงพอด้านสาธารณสุข แต่รัฐบาลต้องสามารถชี้แจงต่อสังคมให้ได้ว่า งบการก้อนที่มีรายละเอียดการใช้จ่ายอย่างไร ใครได้ประโยชน์บ้าง เพราะท่าที่รัฐบาลชี้แจง การรักษาผู้ป่วยคนละ 1 ล้านบาท ซึ่งคิดแล้วเป็นเงินไม่เกิน 4,000 ล้านบาทเท่านั้น แล้วที่เหลือไปไหน เรื่องการจัดสรรอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็มีข้อกังขามากมาย นอกจากนั้นผมเห็นว่า เครือข่าย อสม. ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการหยุดการระบาด ควรได้รับการยกย่อง และได้รับการจัดสรรที่เหมาะสม

ส่วนที่ 2  การช่วยเหลือ เยียวยา ประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ 555,000 ล้านบาท การเยียวยาเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่การเยี่ยวยาในแบบของรัฐบาลมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ ยิ่งคัดกรองมาก ยิ่งหลุดมาก ไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง คนเดือดร้อนจริงกลับไม่ได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาสังคมและโศกนาฏกรรม หลักคิดในเรื่องนี้ ผมมองว่าเนื่องจากประชาชนเป็นคนจ่ายภาษี ควรใช้ระบบถ้วนหน้าในการเยียวยา

ส่วนที่ 3 งบฟื้นฟูเศรษฐกิจ 400,000 ล้านบาท ก้อนนี้ เป็นก้อนที่พวกเราฝ่ายค้านเป็นห่วงที่สุด เพราะจะเป็นส่วนที่จะมีปัญหามากที่สุด มีข้อสังเกตว่าแบ่งตามกระทรวงต่างๆ ไว้หมดแล้ว ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสภา และตามที่รัฐบาลกล่าวถึงทิศทางการใช้เงินก้อนนี้ ไม่ตอบโจทย์ และไม่ได้คิดถึงภาพใหญ่ และโอกาสของประเทศ เพราะจะสนับสนุนการจ้างงานภาคการเกษตร ใช้ฝึกอบรม รวมถึงใช้เป็นงบชุมชน เปิดช่องการใช้เป็นเงินเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แจกจ่ายให้กับ ส.ส. เสมือนเป็นการตีเช็คเปล่า หรือนำไปทำโครงการแบบเดิมๆ เพื่อประโยชน์ของพวกพ้อง และการตอบแทนทางการเมือง โดยที่ถูกต้องโครงการต้องเป็นไปเพื่อตอบสนองและตอบโจทย์เรื่องโควิด ไม่ใช่ใช้จ่ายไปทั่ว

“ผมก็ย้ำอีกครั้งว่า ฝ่ายค้านไม่ขัดข้องกับการกู้เงิน เพราะเล็งเห็นถึงความจำเป็น แต่ขอทักท้วงในด้านการนำไปใช้จ่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์ ถูกต้อง ครอบคลุม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ และยังต้องคำนึงถึงศักยภาพของรัฐบาลที่เป็นผู้ใช้งบด้วย”

@ SMEs รายเล็กเข้าไม่ถึง soft loan

ในส่วนของ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 นั้น เห็นถึงความจำเป็นของการช่วยเหลือให้ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งหาได้ยากขึ้นในภาวะวิกฤติ ในแง่หลักการผมเห็นด้วย แต่เมื่อลงไปสู่การปฏิบัติ ตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ ผมมองว่า ดุลยพินิจของการปล่อยกู้ อยู่ที่ธนาคารพาณิชย์ ที่มีแนวโน้มปล่อยให้ลูกค้าเดิมที่แข็งแรงอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องการความเสี่ยงเพิ่ม และไม่ต้องมีขั้นตอนวุ่นวาย ไม่ต้องประเมินหลักทรัพย์ จึงส่งผลให้ลูกค้าที่แข็งแรง (ซึ่งมีแนวโน้มเป็นขนาดกลางขึ้นไป) ได้ประโยชน์จากสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ แต่ SMEs ที่ประสบปัญหา ได้รับผลกระทบจากโควิด ก็ยังคงเข้าไม่ถึงสินเชื่อเหมือนเดิม นอกจากนั้นยังเปิดช่องทางที่เอกชนรายที่ผ่านการพิจารณาสินเชื่อ เอาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปปล่อยต่อให้เอกชนที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในราคาสูง มีลักษณะเหมือนสินเชื่อนอกระบบ รายใหญ่ได้ประโยชน์ รายเล็กโดนเอาเปรียบ

ท้ายสุด ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในวันนี้คือมี SME จำนวนน้อยนิดที่ได้รับอนุมัติเงินกู้จาก พ.ร.ก. ฉบับนี้ แต่ยังมี SME อีกจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินกู้นี้ได้ คนที่ควรได้รับการช่วยเหลือ กลับไม่ได้ ผมจึงขอเน้นความห่วงใยของผมไปที่เรื่องของความทั่วถึง และให้เงินกู้ลงถึงมือคนที่เดือดร้อนจริง

@ ใช้แบงก์ชาติ อุ้มหุ้นกู้จะเกิดผลเสีย

“ในส่วนของ พ.ร.ก. การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563 นั้น ในส่วนนี้ ผมเล็งเห็นถึงความจำเป็นของการรักษาเสถียรภาพของตลาดตราสารหนี้ ซึ่งเป็นอีกแหล่งทุนสำคัญในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน แต่ผมมีข้อห่วงใยว่าการดำเนินการตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ จะส่งผลเสียหลายประการ เช่น โดยหลักแล้ว ธนาคารชาติมีหน้าที่เป็นธนาคารของรัฐบาล และเป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์ ไม่มีหน้าที่ลงไปจัดสรรสินเชื่อเอง เพราะอาจสร้างความเสียหายเกี่ยวกับความเชื่อมั่น และเสียหายในเชิงหลักการของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ เพราะเหล่านี้ หลีกเลี่ยงไม่พ้นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งอาจถูกกล่าวหาใช้เงินรัฐอุ้มคนรวย อาจเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น และเกิดความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินของประเทศ

ในเรื่องนี้ จะดีกว่าไหมถ้าให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณารับซื้อตราสารหนี้เอกชนตามความเสี่ยง จากนั้นธนาคารพาณิชย์สามารถนำตราสารหนี้เหล่านี้ มาค้ำประกันเพื่อกู้เงินเสริมสภาพคล่องจากธนาคารชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ให้กู้รายสุดท้าย หากบริษัทใดผิดนัดชำระหนี้ ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้รับความเสี่ยง ธนาคารชาติเป็นผู้ดูแลสภาพคล่องของระบบตลาดการเงิน ตามหน้าที่ที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นระบบปกติ ซึ่งจะดีกว่าธนาคารชาติเข้าไปทำการจัดสรรสินเชื่อเอง แม้มีคณะกรรมการ ก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นการเลือกปฏิบัติ

@ เงินทุกบาทคือเงินลูกหลาน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคฝ่ายค้านจะร่วมกันอภิปรายถึงรายละเอียดในเชิงลึกของ พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับ ต่อไป ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สภาผู้แทนราษฎรจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อทำให้ประโยชน์ของ พ.ร.ก. ทั้ง 3 ฉบับนี้ ลงสู่การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง เป็นผลต่อการกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการบริหารจัดการที่โปร่งใส มิใช่เป็นแหล่งทุนที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง โปรดระลึกไว้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์นั้นคือเงินอนาคตของลูกหลาน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ประชุมสภา