+ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากความตึงเครียดทางการเมืองในอิรัก หลังชาวเคิร์ด จัดการลงประชามติเพื่อแยกตัวเป็นประเทศเอกราช ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบ
+ ตุรกีที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับอิรัก ขู่ว่าจะปิดท่อขนส่งน้ำมันดิบจากอิรักออกสู่ตลาดโลก โดยการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันดิบทางตอนเหนือของอิรัก ที่ ณ ปัจจุบัน ส่งออกน้ำมันดิบที่ระดับ 500,000-600,000 บาร์เรลต่อวัน
+ ความต้องการใช้น้ำมันดิบในสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังโรงกลั่นน้ำมันกลับมาดำเนินการผลิต หลังจากหยุดดำเนินการผลิตเนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคน Harvey
– อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดัน หลังรอยเตอร์คาดอุปทานน้ำมันดิบของผู้ผลิตกลุ่มโอเปกปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 50,000 บาร์เรลต่อวันในเดือน ก.ย. จากการที่อิรักและลิเบียปรับเพิ่มปริมาณการผลิต
– ผู้ผลิตกลุ่มโอเปกยังคงกังวลว่าอุปทานน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale oil) อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น และกดดันราคาน้ำมันดิบ หลังราคาน้ำมันดิบอยู่ในระดับสูง
– Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบของสหรัฐฯ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 29 ก.ย. 60 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6 แท่น มาอยู่ที่ 750 แท่น ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบเจ็ดสัปดาห์

ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบ โดยได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ที่ยังคงแข็งแกร่ง และปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังในสิงคโปร์ที่ปรับตัวลดลง หลังสิงคโปร์สามารถส่งออกน้ำมันเบนซินไปยังเม็กซิโกอีกครั้ง
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากอุปทานมีแนวโน้มตึงตัวจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นในภูมิภาค และได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดีเซลคงคลังในสิงคโปร์ที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสเคลื่อนไหวในกรอบ 48-53 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 55-60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันคุ้มทุนที่จะเพิ่มการขุดเจาะน้ำมันดิบ โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐในเดือนต.ค. 61 ปรับเพิ่มขึ้นราว 79,000 บาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับในเดือนก.ย. ที่ผ่านมา แตะระดับ 6.083 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ กำลังการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นจากการกลับมาดำเนินการอีกครั้งของผู้ผลิตในพื่นที่ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก หลังผ่านช่วงการพัดถล่มของพายุ Harvey
ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้น จากปริมาณการผลิตและการนำเข้าน้ำมันดิบทื่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราการกลั่นทรงตัว หลังโรงกลั่นส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุ Harvey กลับมาดำเนินการเต็มกำลังตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา
จับตาสถานการณ์ความตึงเครียดที่ประเทศอิรัก หลังรัฐบาลท้องถิ่นในภูมิภาคเคอร์ดิสถาน (KRG) เขตกึ่งปกครองตนเองทางเหนือของอิรัก จัดการลงประชามติเรื่องการแยกตัวเป็นเอกราชจากอิรักในวันที่ 25 ก.ย. ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าประชามติครั้งนี้จะยังไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย แต่ก็สร้างความไม่พอใจให้กับนานาประเทศ รวมถึงรัฐบาลอิรัก และประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ตุรกี และอิหร่าน ซึ่งเกรงว่าการกระทำครั้งนี้จะทำให้ชาวเคิร์ดในประเทศอื่นในตะวันออกกลางกระทำตาม และล่าสุดนาย Tayyip Erdogan ประธานาธิบดีตุรกี ขู่จะปิดท่อขนส่งน้ำมันดิบ กำลังการขนส่ง 500,000-600,000 บาร์เรลต่อวัน ที่ลำเลียงน้ำมันดิบจากทางตอนเหนือของอิรักที่ถูกควบคุมโดย KRG ไปยังท่าเรือ Ceyhan ของตุรกี ซึ่งอาจส่งผลให้อุทานน้ำมันดิบตึงตัวมากขึ้น
