แมกโนเลียควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ ชูการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่สอดคล้องงานวิจัย เทรนด์การอยู่อาศัยในอนาคต ต่อยอดทุกโครงการ
บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ได้ทำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามแนวทางงานวิจัยเกี่ยวกับการอยู่อาศัยในอนาคต เดินหน้าพัฒนาทุกโครงการภายใต้แนวทาง’For All Well-Being’ สอดรับเทรนด์แห่งอนาคต ‘วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจติดบ้าน’ พร้อมเปิดอาณาจักร ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS)’ จุดพลุทำเลบางนาประตูสู่ทิศทางความเจริญใหม่

นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า ทาง MQDC ให้ความสำคัญด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมความต้องการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย และทิศทางของการอยู่อาศัยในสภาวะต่างๆในระยะยาว ก่อนที่จะพัฒนาโครงการขึ้นมา ถือเป็น DNA ของทุกโครงการในเครือ ที่ต้องนำผลวิจัยมาต่อยอดสร้างโครงการ โดยมี “หัวใจ” หลักในการพัฒนา ว่าต้องทำให้ผู้อยู่อาศัยในโครงการและเพื่อนบ้านในพื้นที่รอบ “บ้าน” มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่และสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ตามแนวทาง ‘For All Well-Being’ สร้างคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีให้กับสรรพสิ่งบนโลก อย่างยั่งยืน จึงได้จัดตั้ง 2 ศูนย์วิจัย คือ ศูนย์อนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab) ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเทรนด์อนาคต เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ แบ่งปันข้อมูลที่มีประโยชน์ ช่วยกันยกระดับองค์ความรู้เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ และได้นำมาต่อยอดในการพัฒนาโครงการต่างๆ และได้มีงานวิจัยถึงชีวิตความเป็นอยู่หลังโควิด ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของโครงการของบริษัท และศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Research & Innovation for Sustainability Center -RISC) ทำงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาวะที่ดีให้สามารถตอบโจทย์ For All Well-Being และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุดซึ่งมีผลงานวิจัยมากมาย อาทิ วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะ การร่วมพัฒนาวัสดุ Upcycling เพื่อใช้ในการก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน การพัฒนาเครื่องฟอกอากาศระดับเมือง การควบคุมมาตรฐานด้านสุขภาวะ เป็นต้น
เราพบว่าแนวทางของเราที่ได้วางไว้และดำเนินการมามีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนหลังเกิดวิกฤตโควิด-19 ที่คำนึงเรื่องคุณภาพและสุขภาพ การใช้วัสดุตกแต่ง และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาวะของผู้อาศัย ใช้ไม้ปลูกเชิงพาณิชย์ที่ได้รับการรับรองจากองค์การจัดการด้านป่าไม้ (FSC) ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ กำหนดให้ใช้สีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้อาศัย มีการวิจัยคุณภาพอากาศ โดยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศระดับเมืองในโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ บูเลอวาร์ด(Magnolias Ratchadamri Boulevard) และ วิสซ์ดอม สุขุมวิท 101 (Whizdom Sukhumvit 101) นอกจากนี้ เรายังมีการรับประกันการดูแลโครงการของเราเป็นเวลา 30 ปี ใน 4 เรื่องด้วยกันให้กับลูกค้าของเรา คือ งานโครงสร้าง งานระบบน้ำ-ไฟ การใช้งานของประตูหน้าต่าง และการรั่วซึมของหลังคา เป็นต้น
หลังโควิดแล้ว จากงานวิจัยของศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา (FutureTales Lab) พบว่าการทำงานที่บ้าน (Work from home) ทำให้เกิดการนำไปสู่วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจติดบ้านดังนั้นทำเลใจกลางเมืองอย่างเดียวจึงไม่ใช่เรื่องหลัก แต่ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อมกำลังเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะโปรเจคต์ของเราคือ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS)’ ได้นำผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) บ่งชี้ว่า ถ้ามนุษย์เราได้อยู่กับธรรมชาติทุกวันจะช่วยลดสภาวะความเครียด และเป็นปัจจัยส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เราพบว่าประเทศไทยมีปริมาณพื้นที่สีเขียวต่อประชากร 1 คน น้อยกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่ได้ตั้งไว้
เราจึงนำผลการศึกษามาแก้ปัญหา ด้วยการสร้างความยั่งยืนของพื้นที่สีเขียว สร้างป่าแท้ๆให้เกิดขึ้นจำนวนมากกว่า 30 ไร่และพื้นที่สีเขียวปกคลุมอีกมากกว่า 70% ในโครงการเป็นโครงการแรกของโลก มีความสมบูรณ์เป็นเมืองเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS)’ ประกอบด้วย คอนโดวิสซ์ดอมสำหรับคนวัยทำงาน บ้านเดี่ยวกลุ่มแบบคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ มัลเบอร์รี่ โกรฟ (Mulberry Grove) และคอนโด ดิ แอสเพน ทรี (The Aspen Tree) ที่รองรับตลอดชีวิตของผู้สูงวัยซึ่งจะรวมถึงเรื่องสุขภาพและสภาวะที่อาจจะต้องการการดูแลต่อไป”
นอกจากนั้นทาง MQDC ของเรายังเน้นการมีพันธมิตรระดับโลก เพื่อมาร่วมพัฒนาโครงการหลายราย ดังเช่นอาณาจักร‘เดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS)’ มีแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านที่พักระยะสั้นและระยะยาวในระดับโลกมาเป็นพันธมิตร อาทิ ซิกส์เซนส์ (Six Senses) ที่จะมีทั้งที่อยู่อาศัยและโรงแรม
F & P (Thailand) เป็นที่ปรึกษาและร่วมออกแบบโครงการ ITEC Entertainment มาออกแบบไลฟ์สไตล์ด้านสันทนาการและประสบการณ์เพื่อผู้อยู่อาศัย Atelier Ten มาร่วมวางแผนการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน รวมถึงการวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในด้านไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยในรูปแบบต่างๆ และเพื่อให้สอดคล้องกับงานวิจัยของศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาที่ว่าเทคโนโลยีจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทางเราก็ได้มีการเป็นพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี คือ Huawei ที่จะร่วมพัฒนา Smart city จาก Digital platform ของ Huawei โดยจะเริ่มจากโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS) ที่เป็นเมืองคู่ป่า คุณวิสิษฐ์กล่าว
นอกจากนั้นแล้ว เรามีโครงการที่เกิดขึ้นจากผลวิจัยและ สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ คือ ‘มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท (Mulberry Grove Sukhumvit)’ ที่ได้เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ออกแบบให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัวหลากหลายช่วงวัยเพื่อทุกเจเนอเรชั่น จากงานวิจัยที่ว่าคนเรามีความต้องการที่จะอยู่ร่วมกันกับครอบครัว มีบริการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่คอยให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือตลอด 24 ชม. มีพื้นที่ห้องครัวขนาดใหญ่รับไลฟ์สไตล์ที่นิยมทำอาหารในบ้านมากขึ้น ซึ่งพบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (FutureTales Lab by MQDC) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab) ได้ทำการวิเคราะห์แนวโน้มอนาคต พบว่า มีเทรนด์หลักๆ ที่ทำให้ วิถีความคิดของผู้บริโภคในแง่การตัดสินใจซื้อบ้านกำลังเปลี่ยนแปลงไป
โดยพบว่าคนเรามีความต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น Prioritizing Space Over Convenience คือ วิถีความคิดของผู้บริโภคในแง่การซื้อที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนไป เพราะที่ผ่านมาทุกอย่างจะรวมตัวกันอยู่ในกลางเมือง โดยยึดเอาแนวเส้นการเดินทางที่ใกล้รถไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการทำงานในอนาคต สามารถทำงานที่บ้านได้ ดังนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ทำงานทุกวัน จึงอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมือง หรือ อาศัยในคอนโดมิเนียมขาดเล็กกลางใจเมืองต่อไป แต่อาจปรับเปลี่ยนเป็นบ้านนอกเมือง แต่มีพื้นที่มากขึ้น มีสวน การปรับเปลี่ยนบ้านพักตากอากาศ (vacation home) มาใช้อาศัยประจำแทน
อีกทั้งมีแนวคิดว่า บ้านคือทุกสิ่ง Everything At Home หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจติดบ้าน อันเนื่องมาจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป เริ่มเคยชินกับการอาศัยอยู่ในบ้าน ทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ภายในที่พักอาศัยของตนเอง ส่งผลต่อความต้องการที่พักอาศัยที่อาจจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่สามารถอาศัยในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กได้ แต่ขณะนี้อาจจะไม่เพียงพอ และต้องการมีพื้นที่ที่สามารถทำอะไรได้หลายหลากมากยิ่งขึ้น อย่าง คอนโดมิเนียม ก็ต้องมีพื้นที่สำหรับการทำอาหาร พื้นที่ทำงานและออกกำลังกายได้ในขณะเดียวกัน
ศูนย์ FutureTalesLab ที่จับตามองประชากรของโลกในยุคอนาคต หรือ Citizen of the future ผ่านการศึกษาเพื่อสะท้อนแนวโน้มของกลุ่มเจนเนอเรชัน Z (กลุ่มที่เกิด 1997 – 2012) ที่จะมีบทบาทสำคัญในวิถีและทิศทางของประเทศและโลกต่อไป โดยข้อมูลของกลุ่มเจนนี้แสดงถึงการใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีตลอดเวลา หรือ Always on รวมถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ เนื่องด้วยกระแสวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะทำให้กลุ่มคนเจนนี้เปลี่ยนวิถีการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อไปสู่โลกและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับการทำงานผ่านธุรกิจและวิถีชีวิตที่ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
งานวิจัยเรื่องวิถีชีวิตไทยในอนาคต (future of living) สะท้อนผลวิจัยด้านกลุ่มผู้สูงวัยที่มีแนวโน้มการใช้ชีวิตและอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ปัจจัยสำคัญที่จะสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวนั้นผ่านการให้สำคัญกับความหมายของชีวิต(sense of meaning) วัตถุประสงค์ของการใช้ชีวิตและเรียนรู้ระหว่างวัยผ่านการดูแลทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจและสุขภาพอารมณ์โดยตามแนวคิดผู้สูงวัยในถิ่นที่อยู่อาศัย (age-in-place) ที่ช่วยให้ผู้สูงวัยได้รับความช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่จำเป็นเฉพาะวัย รวมไปถึงการได้อยู่ร่วมกับครอบครัว เพื่อน และชุมชนถือเป็นรากฐานของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยของโครงการฟอเรสเทียร์ ที่เน้นส่งเสริมการสร้างชุมชนที่มีคนหลากหลายวัยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน โดยมีองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของสมาชิกทุกๆ วัย

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) กล่าวเสริมว่า การอยู่อาศัยภายใต้สุขภาวะที่ดี หรือ “Well-Being” นับวันจะอยู่ในความสนใจและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น MQDC ล้วนมีสิ่งเหล่านี้เตรียมพร้อมไว้แล้ว ภายใต้การดำเนินงานของ RISC เพื่อเป็นศูนย์นวัตกรรมชั้นนำด้านสุขภาวะและความยั่งยืน ดำเนินการศึกษาในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด จึงเป็นที่มาของ MQDC Standard ในการออกแบบเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว โดยหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุก่อสร้างบางอย่างอย่างเด็ดขาดเพื่อเป็นการอนุรักษ์ในระยะยาว และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการออกแบบก่อสร้างตามหลัก Sustainovation รวมทั้งยังพร้อมส่งมอบองค์ความรู้ไปสู่สาธารณชน ไม่จำกัดแค่ภายในองค์กรเท่านั้น ดังนั้นงานในโครงการของ MQDC จึงมีนวัตกรรมที่รองรับเกี่ยวกับสุขภาวะเสริมอยู่ ตัวอย่างเช่น จากงานวิจัยเราเห็นว่า สภาพของคุณภาพอากาศจะเป็นประเด็นใหญ่ ทุกโครงการตั้งแต่ปี 2561 จึงได้มีการติดตั้งเครื่อง ERV หรือ ที่เรียกว่า Energy Recovery Ventilation เพื่อช่วยให้เกิดการถ่ายเท หมุนเวียนอากาศที่ดีเข้ามาในที่อยู่อาศัย และเพิ่มปริมาณอ็อกซิเจนในห้องปรับอากาศให้เหมาะสมกับปริมาณผู้ที่อยู่อาศัย ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ก็สามารถติดตั้งแผ่นกรอง PM 2.5 เพิ่มเข้าไปได้
ปัจจุบันโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ MQDC อยู่ระหว่างการพัฒนาแบบ ขาย ก่อสร้าง และอยู่ในช่วงการโอน ทั้งหมด 24 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 300,000 ล้านบาท โดยมีโครงการระดับซูเปอร์ลักซูรีที่ร่วมทุน ได้แก่ แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม, เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีลูกค้าโอนไปแล้วเกือบ 100% และกว่า 60% ตามลำดับ มูลค่าโครงการรวม 2 โครงการกว่า 20,000 ล้านบาท และมียอดโอนรวมกันกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นความไว้วางใจจากผู้บริโภค รวมทั้งยังได้แมนดาริน โอเรียนเต็ล มาเป็นผู้ให้บริการแก่เจ้าของห้อง นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ขอบริษัท อาทิ วิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว, วิสซ์ดอม สเตชัน รัชดา-ท่าพระ, วิสซ์ดอม คอนเนค สุขุมวิท, วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท, วิสซ์ดอม อินสปาย สุขุมวิท, และมีโครงการที่ยังเดินหน้าก่อสร้างพร้อมเปิดขายแล้วจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ เดอะ ฟอเรสเทียส์ , เดอะ สแตรนด์ , มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท รวมทั้ง มีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มอีก 3-5 โครงการ
โดยทางบริษัทมองว่าวิกฤตโควิดเป็นโอกาสที่จะได้เสนอการอยู่อาศัยที่ดีในแบบ For All Well-Being เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีตามวิถีชีวิตใหม่หลังโควิดได้ผ่านพ้นไป
