เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
เศรษฐกิจภูมิภาค CP ALL จัดพิธีบวงสรวง-ตอกเข็มฤกษ์ก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้า RDC & CDC นิคมอุดรฯ
“พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
Real Estate “พิพัฒน์” แก้คอขวด ICD ลาดกระบัง สางปัญหาสัมปทาน เปิดประมูลใหม่ 20 ปี“พันล้าน”
ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
Real Estate ASW ปั้นโมเดลใหม่ ‘บิสซิเนสยูนิต’ ‘อยู่-ทำธุรกิจ’ เขย่าตลาดคอนโดฯ
ดูทั้งหมด

สุดจะต้าน โควิดพิษร้าย ร้านอาหารร่วงยกแผง

17 ส.ค. 2563 | 13:48น.

คงไม่มีใครที่จะหลุดรอดหรือฝ่าด่านอันตรายของ “โควิด-19” ไปได้ และเป็นไปตามที่ใครหลาย ๆ คนคาดการณ์ เพียงแต่ว่าใครหรือธุรกิจไหนจะได้รับผลกระทบมากหรือน้อยแตกต่างกันไป


สะท้อนจากผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/2563 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หลาย ๆ แห่งที่เริ่มทยอยแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่ต้องปิดการให้บริการนานเกือบ 2 เดือน ตามมาตรการล็อกดาวน์ของทางการ “ปิดห้าง-ปิดร้าน” เพื่อลดการแพร่ระบาด ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม-17 พฤษภาคม 2563

เริ่มจาก “เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป” เจ้าของร้านอาหารหลากหลายแบรนด์ อาทิ เซ็น, อากะ, ออน เดอะ เทเบิ้ล, ตำมั่ว, ลาวญวน ฯลฯ ที่แจ้งผลการดำเนินงานว่า ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีรายได้รวม 338.6 ล้านบาท หรือลดลงถึง 55.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

ขณะที่รายได้รวมในครึ่งปีแรก ปี 2563 ลดลงจาก 1,495.7 ล้านบาท เป็น 982.2 ล้านบาท หรือลดลง 513.5 ล้านบาท หรือ 34.3%

หากย้อนกลับไปจะพบว่า ตลอดเวลาที่ต้องปิดให้บริการไป 2 เดือน ร้านอาหารในเครือเซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป ได้หันไปให้ความสำคัญกับช่องทางในการซื้อกลับบ้าน หรือดีลิเวอรี่ เพื่อรองความต้องการของลูกค้า ขณะเดียวกันก็ได้ดำเนินมาตรการการควบคุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิ การเจรจากับเจ้าของพื้นที่เพื่อขอลดค่าเช่าสำหรับสาขาที่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ การใช้นโยบายการสมัครใจลางานโดยไม่รับค่าจ้างทั้งกรณีของผู้บริหารและพนักงาน เป็นการพยายามรักษาสภาพคล่องและคงเงินสดไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคงในระยะต่อไป

เซ็น คอร์ปอเรชั่นระบุว่า การพยายามประหยัดค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะไม่สามารถชดเชยการสูญเสียรายได้ในไตรมาสที่ 2 ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ยอดขายของร้านอาหารหลาย ๆ แบรนด์ในเครือได้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ขณะที่ “เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป” เจ้าตลาดร้านสุกี้ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ต่างกัน โดยรายได้จากการขายและบริการในไตรมาส 2 ของบริษัท และบริษัทย่อย รวม 2,163 ล้านบาท ลดลง 2,308 ล้านบาท หรือลดลง 51.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้รายได้จากการขายและบริการสำหรับงวดครึ่งปีแรกปี 2563 เท่ากับ 5,958 ล้านบาท ลดลง 32.5% จากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

เนื่องจากสาขาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดต้องปิดให้บริการตามประกาศของทางการ และแม้ว่ายอดขายในส่วนของการซื้อกลับบ้านและจัดส่งถึงบ้านจะเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้ของการรับประทานในร้านได้

แม้ว่าร้านอาหารจะกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ยังคงต้องจัดที่นั่งแบบเว้นระยะห่างทางสังคม และต้องปิดให้บริการเร็วกว่าปกติ ก็ส่งผลให้ยอดขายค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย แต่หลังจากมีการผ่อนปรนเพิ่มในเดือนมิถุนายน ยอดขายก็ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19

เช่นเดียวกับค่ายร้านอาหารรายใหญ่ “ไมเนอร์ ฟู้ด” บริษัทในเครือไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มีแบรนด์ดังอยู่ในพอร์ตโฟลิโอมากมาย อาทิ ซิซซ์เล่อร์, เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, สเวนเซ่นส์, เบอร์เกอร์ คิง, บอนชอน ฯลฯ และมีสาขาทั้งในและต่างประเทศ หลังจากที่ทางการได้ประกาศคลายล็อกให้ธุรกิจกลับมาเปิดให้บริการได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ร้านอาหารต่าง ๆ ในเครือไมเนอร์ ฟู้ด ในประเทศไทย ที่มีรวมกันประมาณ 1,490 สาขา ได้ทยอยเปิดให้บริการเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เปิดได้ทั้งสิ้นราว ๆ 94% โดย ณ สิ้นไตรมาส 2 ยอดขายรวมทุกสาขาลดลง 21.8%

ไม่ต่างจาก “อาฟเตอร์ ยู” ร้านขนมหวานชื่อดัง ที่ยอดขายในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ลดลงเหลือเพียง 144 ล้านบาท หรือลดลงไปกว่า 54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้งวด 6 เดือน มีรายได้จากการขาย 363 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ที่มียอด 599 ล้านบาท หรือลดลง 39%

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ซบเซาและถดถอย จากนี้ไป อาฟเตอร์ ยู จึงมีแผนชะลอการเปิดสาขา และเน้นการออกบูทสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นหลัก จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาฟเตอร์ ยู วางแผนที่จะขยาย 1 สาขาใหม่ โดยอยู่ระหว่างการต่อรองกับผู้ให้เช่าพื้นที่ จะเลื่อนการพิจารณาการเปิดร้านไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม

พร้อมกันนี้ ยังมีนโยบายออกผลิตภัณฑ์ to go ชนิดใหม่ เพื่อวางจำหน่ายในช่องทางโมเดิร์นเทรด จากที่ผ่านมามีการออกผลิตภัณฑ์แป้งแพนเค้กสำเร็จรูปเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้า รวมทั้งการออกผลิตภัณฑ์อื่น ๆ เพิ่มเติม รวมทั้งเพิ่มช่องทางการกระจายผลิตภัณฑ์ในโมเดิร์นเทรดเพิ่ม จากปัจจุบันมีจำหน่ายเฉพาะในบางสาขาของวิลล่ามาร์เก็ต เดอะมอลล์ และท็อปส์ จากที่ผ่านมา อาฟเตอร์ ยู พยายามลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ทั้งขอเจรจาลดค่าเช่าจากทางศูนย์การค้า การลดค่าใช้จ่ายพนักงาน ด้วยการลดการจ้างพนักงานชั่วคราว หรือให้พนักงานลาหยุดแบบไม่รับค่าตอบแทน ลดจำนวนพนักงานประจำสาขา ด้วยการให้พนักงานสลับวันเข้าทำงาน เป็นต้น

ไม่เฉพาะร้านอาหารของค่ายต่าง ๆ เท่านั้น แต่พิษไวรัสร้าย “โควิด-19” ยังลามไปถึงค่ายเครื่องดื่มที่โดนหางเลขด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ส่วนหนึ่งสะท้อนจากผลการดำเนินงานของบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่ “เสริมสุข” ที่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีรายได้จากการขาย 2,441 ล้านบาท ลดลง 760 ล้านบาท หรือ 23.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา โดยปัจจัยหลัก ๆ มาจากยอดขายในช่องทางร้านอาหาร โรงแรม และห้างสรรพสินค้าลดลง จากมาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด-19

เช่นเดียวกัน กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มของ “โออิชิ กรุ๊ป” ในช่วงไตรมาส 3 (เมษายน-มิถุนายน) มีรายได้ 1,542 ล้านบาท หรือลดลง 275 ล้านบาท หรือ 15.3% จากผลกระทบของโควิด-19 ที่ทำให้ตลาดชาพร้อมดื่มในประเทศหดตัวลง 18.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ขณะที่ธุรกิจกลุ่มอาหาร โออิชิ กรุ๊ป มีรายได้เพียง 630 ล้านบาท หรือลดลงถึง 1,210 ล้านบาท หรือคิดเป็น 65.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะนี้แม้ว่าการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์จะคลี่คลายขึ้น และเริ่มเห็นสัญญาณบวกของการฟื้นตัวของยอดขายที่มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถวางใจได้เต็ม 100% โดยเฉพาะตัวแปรในเรื่องของเศรษฐกิจ กำลังซื้อ ที่ยังเป็นโจทย์ใหญ่ รวมถึงการกลับมาระบาดอีกรอบของ “โควิด-19” ที่ทุกฝ่ายเฝ้าระวังและกังวล ยังวางใจไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง