“เอกนิติ” เคลียร์ปม เรื่องร้อนๆ “บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ”
สัมภาษณ์
ก้าวสู่วาระงานปีที่ 3 แล้ว สำหรับ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ขณะที่ สคร.เองก็เพิ่งครบรอบสถาปนาปีที่ 15 (3 ต.ค.) โดยระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา หลายนโยบายสำคัญ ๆ ได้ถูกขับเคลื่อนออกไป ขณะเดียวกันยังมีอีกบางเรื่องที่ต้องออกแรง “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รับโอกาสสัมภาษณ์พูดคุยเคลียร์ประเด็นต่าง ๆ ที่กำลังฮอตมานำเสนอ
Q : อยากให้เล่าถึงสิ่งที่ทำมา
ช่วงที่ผมเข้ามาราว 2-3 ปี สคร.มีบทบาทเปลี่ยนไปมาก ด้านแรกคือ การสนับสนุนนโยบายรัฐบาล โดยปี 2558 ที่ผมเข้ามา ตอนนั้นเศรษฐกิจยังไม่ค่อยดี เติบโตแค่ 2.9% และมาโตได้ 3.2% ในปี 2559 ผมเข้ามาก็รู้ว่าส่งออกยังติดลบ การบริโภคก็ยังไม่ฟื้น เอกชนก็ไม่ลงทุน ผมจึงเน้นเรื่องเบิกจ่ายงบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจ อย่างปี 2559 ที่เศรษฐกิจโตได้ 3.2% จะเห็นว่างบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจโต 10% มาปี 2560 นี้ ในไตรมาสแรกเศรษฐกิจโต 3.3% งบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจโต 17% พอไตรมาสสองเศรษฐกิจโต 3.7% งบฯลงทุนรัฐวิสาหกิจโต 20% ฉะนั้นจะเห็นถึงบทบาทของ สคร.ที่ทำมาในการขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว
ด้านที่ 2 คือ การขับเคลื่อนการดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) เพราะหลังจากกฎหมายบังคับใช้ปี 2556 ก็ยังไม่มีโครงการลงทุนออกมาเลย พอผมเข้ามา จึงทำเรื่อง “PPP Fasttrack” จากใช้เวลากว่า 20 เดือน เหลือแค่ 9 เดือน ถึงตอนนี้ก็ทำไปได้ 5 โครงการ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาทแล้ว
ด้านที่ 3 คือ ช่วยเสถียรภาพการคลังของรัฐบาล อย่างปีนี้ที่ผ่านมาภาษีหลายตัวยังเก็บได้ต่ำกว่าเป้า ขณะที่รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เกินเป้าหมายแล้ว 2.5 หมื่นล้านบาท ถึงตอนนี้คิดว่าปีงบประมาณ 2560 นี้น่าจะทำได้เกือบ 1.6 แสนล้านบาท จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.31 แสนล้านบาท
ด้านที่ 4 คือ การจัดตั้ง “ไทยแลนด์ฟิวเจอร์สฟันด์” (TFF) ที่เป็นเรื่องเพื่ออนาคต เราก็ทำได้เกือบสำเร็จแล้ว ประมาณ 90% ซึ่งต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ทำมาอย่างยากลำบาก เพราะคนในประเทศไทยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ชอบแต่ไปของบประมาณ หรือไม่ก็กู้มาใช้ ขณะที่เรายังมีโครงการลงทุนอีกมากที่จะมาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และยังมีโครงการต้องดูแลผู้สูงอายุ ดูแลสวัสดิการ ฉะนั้นภาระการคลังก็รับไม่ไหว ซึ่งตรงนี้ TFF จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์
และด้านที่ 5 คือ การเสนอร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ นอกจากเรื่องเหล่านี้ ก็จะมีเรื่องการปฏิรูปภายในองค์กร การเชื่อมโยงกับบอร์ดของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เพื่อส่งผ่านนโยบายได้เร็วขึ้น รวมถึงการสร้างองค์กรคุณธรรม
Q : ทิศทางการทำงานในปี 2561
เรามีภารกิจ 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.การพัฒนารัฐวิสาหกิจ ซึ่งกฎหมายใหม่จะเข้ามามีบทบาทมาก 2.ทำ PPP Fasttrack ให้เป็นมาตรการถาวร โดยการแก้ไข พ.ร.บ.PPP และ 3.การจัดทำยุทธศาสตร์บริหารหลักทรัพย์ของรัฐ ขณะที่การฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจ ขณะนี้กำลังอัพเดตความคืบหน้าแก้ปัญหาของ 7 รัฐวิสาหกิจ ก่อนที่ คนร.จะมีการประชุมในวันที่ 11 ต.ค.นี้
Q : พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจถูกต่อต้านมาก
กฎหมายนี้ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ จึง “ไม่เกี่ยวกับการแปรรูปทั้งทางตรงและทางอ้อม” เราต้องการเอาระบบธรรมาภิบาลที่ดีมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ นำไปสู่การยกระดับบริการสาธารณะให้ดีขึ้น โดยกฎหมายนี้มีหัวใจสำคัญ 6 เรื่อง ได้แก่ 1.ยกระดับคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ดขึ้นเป็นกรรมการภายใต้กฎหมายที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จากอดีตรัฐวิสาหกิจจะต่างคนต่างทำไปคนละทิศละทาง เพราะฟังนโยบายจากกระทรวงเจ้าสังกัดอย่างเดียว
2.กำหนดให้มียุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจในภาพรวม จากอดีตที่ต่างคนต่างทำ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 3.รัฐวิสาหกิจต้องดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจ โดยการสั่งให้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลจะต้องมีการแยกบัญชีตามนโยบาย (PSA) ออกจากผลดำเนินงานปกติด้วย พร้อมเปิดเผยผลขาดทุนต่อสาธารณะ 4.การแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจ จะต้องมีกระบวนการกลั่นกรอง โดยกำหนดสมรรถนะความชำนาญหลัก เรียกว่า “skill matrix” ไม่ใช่ส่งใครมานั่งก็ได้ เพราะทำให้เกิดกลไกคอร์รัปชั่น
5.กำหนดให้มีการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ และกรรมการรัฐวิสาหกิจ โดยกำหนดหลักเกณฑ์อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีการประเมินจากความพึงพอใจของผู้ใช้บริการด้วย และ 6.การตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (โฮลดิ้งคอมปะนี) ซึ่งประเด็นนี้ “sensitive” มาก โดยรัฐวิสาหกิจที่จะเข้ามาอยู่ในโฮลดิ้งมี 11 แห่ง เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีทุนเรือนหุ้น เพราะทำให้สามารถวัดมูลค่าหุ้นได้ชัดเจน และโอนมาบรรษัทได้ โดยกระทรวงการคลังจะถือหุ้นในบรรษัท 100% และห้ามขาย เพราะจากที่เราไปรับฟังความคิดเห็น รู้เลยว่าเขากังวลกันเรื่องการแปรรูป แต่กฎหมายนี้ไม่เกี่ยวเลย
Q : ทำไมยังมีเสียงคัดค้านอยู่
ประเด็นที่มีคนกังวลมีด้วยกัน 3 ประเด็น คือ 1.กลัวแปรรูป ซึ่งเรายืนยันว่ากฎหมายนี้ไม่เกี่ยวเลย การจะแปรรูปหรือไม่ จะขึ้นกับ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2.กลัวจะมุ่งกำไรสูงสุด ซึ่งไม่ใช่ เพราะบรรษัททำหน้าที่เพียงผู้ถือหุ้นแทนกระทรวงการคลัง โดยการประเมินก็ไม่ได้ใช้กำไรสูงสุดเป็นเป้าหมาย และ 3.กลัวแปรรูปซ่อนเงื่อน ทำเหมือนกั้นคอกม้า ไม่ขายแม่ แต่จะขายลูก ซึ่งต้องบอกว่า พวกรัฐวิสาหกิจอย่าง บมจ.ปตท. บมจ.การบินไทย บมจ.อสมท ปัจจุบันมีมติคณะรัฐมนตรีคุมอยู่ ว่ากระทรวงการคลังต้องถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการมีกฎหมายฉบับนี้ยังเป็นกลไก “ล็อกอีกชั้น” ด้วย เพราะการจะเปลี่ยนแปลงสัดส่วนหุ้นรัฐวิสาหกิจต้องให้ คนร.มีความเห็นก่อน จากเดิมที่กระทรวงเจ้าสังกัดเสนอ ครม.ได้เลย