ช่วยธุรกิจจ้างงานต้องชัดเจน-เร่งทำ
บทบรรณาธิการ
ปัญหาคนตกงาน ว่างงาน จากสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตโควิดเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ เพราะช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา นอกจากลูกจ้าง พนักงานนับล้านคน จะถูกเลิกจ้าง ลดระยะเวลาทำงาน ส่งผลกระทบต่อรายได้แล้ว กลุ่มบัณฑิตจบใหม่ปีนี้ 4-5 แสนคนก็มีจำนวนไม่น้อยที่เคว้งคว้าง เนื่องจากตลาดแรงงานซบเซาหนัก
ภาวะเศรษฐกิจกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยังพ่นพิษไม่หยุด ทำให้คนระดับกลางและล่างซึ่งถูกกระทบต่อเนื่องดำรงชีวิตยากลำบากมากขึ้น หลากหลายปัญหาที่ถาโถมมีแนวโน้มขยายวง ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมา การไม่มีรายได้ ความยากจน กลายเป็นกับดักซ้ำซ้อนยากจะก้าวข้าม
มาตรการแก้ปัญหาการว่างงานที่ศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 หรือ ศบศ. จัดลำดับความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ และหยิบยกขึ้นพิจารณาเพื่อเร่งหาทางออก จึงถือเป็นการแก้โจทย์ที่ตรงจุด
ขณะเดียวกันหากทำจริง แปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้รวดเร็วทันการณ์ จะช่วยผ่อนคลายบรรเทาปัญหา ทำให้บัณฑิตจบใหม่ คนว่างงาน มีอาชีพ มีรายได้ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม
นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พลังงาน ระบุว่า เบื้องต้น ศบศ.เห็นชอบแนวทางแก้ไขปัญหาการว่างงาน โดยจะมีมาตรการจูงใจเอกชนให้ร่วมมือกับภาครัฐจ้างงานระยะสั้น 12 เดือน ในรูปแบบ “ร่วมจ่าย” หรือ “co-payment” ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำรายละเอียด
กลุ่มเป้าหมายแรก จะโฟกัสไปที่การจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ 400,000 คน และคนตกงาน 400,000 คน โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 กับวงเงินที่จะขอจัดสรรภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ ในส่วนของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 400,000 ล้านบาท และดึงเอกชนรายใหญ่จัดทำโครงการจ้างงานใหม่รองรับ
โดยบริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานประมาณ 20 บริษัท ที่กระทรวงพลังงานกำกับดูแล กลุ่มธุรกิจไฟฟ้า พร้อมช่วยเหลือบัณฑิตจบใหม่ และคนตกงานเต็มที่ ขณะที่เอกชนรายใหญ่อีกหลายบริษัทต่างขานรับนโยบายเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เอกชนขอรอดูแนวทางแก้ไขปัญหา รวมทั้งมาตรการจูงใจของภาครัฐ อย่างเช่น รัฐช่วยลงขันจ่ายเงินเดือน การให้ธุรกิจนำรายจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มมากขึ้น ฯลฯ
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งสรุป แนวทาง ให้การแก้ปัญหาเดินหน้าได้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด หยุดวิกฤตคนตกงาน ว่างงาน ที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรง ไม่ให้ลุกลาม เป็นสึนามิลูกใหม่ถล่มเศรษฐกิจไทยที่กำลังซวนเซย่ำแย่ลงกว่านี้