ธุรกิจห้างสรรพสินค้าแนะ “ประยุทธ์” ออก “ช้อปช่วยชาติ” จ้างงาน 6 ล้านคน
นายกสมาคมผู้ค้าปลีก ได้เข้าพบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมเสนอแนวคิดฟื้นฟูภาคธุรกิจค้าปลีกทั้ง ปลดล็อกจ้างงานรายชั่วโมง เข้มภาษีค้าออนไลน์ หนุนโครงการช้อปช่วยชาติ วงเงิน 5 หมื่นล้าน และอื่นๆ เชื่อเพิ่มการจ้างงาน 1.2 ล้านอัตรา พยุง SME รอด 1.3 ล้านราย พร้อมสร้างรายได้ให้รัฐกว่า 3 หมื่นล้านบาท
วันที่ 3 กันยายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ยื่นข้อเสนอแนะแนวทางการในพัฒนาภาคค้าปลีกในด้านต่างๆ ต่อภาครัฐ ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับการอนุมัติจะส่งผลให้ SME อยู่รอดกว่า 1.3 ล้านราย เกิดการขยายการจ้างงานจาก 6.2 ล้านอัตรา เป็น 7.4 ล้านอัตรา และจะมีเม็ดเงินสะพัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากกว่าแสนล้าน รวมทั้งสร้างรายได้ให้ภาครัฐเพิ่มขึ้นกว่า 3 หมื่นล้านบาท

โดยข้อเสนอแนะนี้ประกอบด้วย
1.จ้างงานรายชั่วโมง
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมชาติของธุรกิจการค้าปลีกสินค้าและบริการที่มีช่วงเวลาให้บริการที่ไม่สม่ำเสมอ รวมถึงช่วงที่ลูกค้าหนาแน่นจะเป็นช่วงเที่ยง และช่วงเย็น รวมทั้งเสาร์ อาทิตย์ ซึ่งแตกต่างจากภาคการผลิตอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้นหากกระทรวงแรงงานประกาศค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะช่วยกระจายการจ้างงานได้ โดยลูกจ้างจะสามารถรับงานได้ยืดหยุ่นและมีระยะเวลาทำงานได้มากขึ้น (สามารถทำงานได้กับหลายบริษัทใน 1 วันได้) ส่วนนายจ้างสามารถเพิ่มอัตราการจ้างงานให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่ต้องการได้
โดยหากสามารถจ้างงานได้มากกว่า 20% จะสามารถสร้างงานเพิ่มได้มากกว่า 1.2 ล้านอัตรา ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วนและทุกขนาดของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร และธุรกิจบริการอื่นๆ อีกด้วย
2.กระตุ้นการบริโภคในวงกว้างผ่านโครงการช้อปช่วยชาติ
ด้วยวงเงิน 50,000 บาท ในกรอบเวลา 60 วัน ซึ่งจะสามารถสร้างเงินสะพัด 75,000 ล้านบาท ภายใน 60 วัน
3.กระตุ้นการบริโภคในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง
ปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ในไทยสูงถึง 30% ซึ่งสูงที่สุดใน 15 ประเทศแถบเอเชีย ทำให้คนหันไปซื้อสินค้าที่ต่างประเทศแทน จึงเสนอให้ทดลองปรับลดภาษีนำเข้าชั่วคราวเป็นเวลา 4 เดือน เช่น ลดจากเดิม 30% เป็น 10% จะสามารถสร้างเงินสะพัดได้ถึง 25,000 ล้านบาท ภายใน 4 เดือน

4.ขับเคลื่อน SME ให้อยู่รอดและแข็งแรง
เสนอให้มีการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) 0.1% ผ่านผู้ค้าปลีกรายใหญ่ โดยใช้งบประมาณ 25,000 ล้านบาท จากวงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่รัฐตั้งไว้แล้ว เร่งจ่ายเงิน SME ขนาดเล็กจากเดิม 30 วัน เป็นภายใน 7 วัน ส่งผลให้สามารถเพิ่มสภาพคล่องสู่ SME กว่า 5 แสนราย และไม่สร้างหนี้เสียให้ธนาคารพาณิชย์
5.ควบคุม E-Commerce ในด้านราคาและการเสียภาษี
เสนอให้ภาครัฐจัดเก็บภาษีนำเข้า และภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่บาทแรก และห้าม E-Commerce ขายราคาต่ำกว่าทุน เนื่องจากจะทำให้เอสเอ็มอี และค้าปลีกไทยได้รับผลกระทบอย่างมาก ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีดังกล่าวจะทำให้รัฐมีรายได้จัดเก็บภาษีจาก E-Commerce ได้ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท รวมถึงเป็นการปราบปรามสินค้าหนีภาษีที่เติบโตจาก E-Commerce อีกด้วย
6.กำกับดูแลธุรกิจค้าปลีกทุกช่องทางอย่างโปร่งใส ยุติธรรม
เสนอให้มีการกำกับดูแลอย่างโปร่งใส โดยใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าที่ยุติธรรม จะทำให้เกิดการสมดุลในทุกช่องทางค้าปลีก อีกทั้งช่วยคงสภาพการจ้างงานในค้าปลีกแบบมีหน้าร้านที่มีมากกว่า 6.2 ล้านอัตรา และขับเคลื่อนเอสเอ็มอีไทยในระบบให้ก้าวต่อไป
ทั้งนี้ที่ผ่านมาวงการค้าปลีก สร้างเอสเอ็มอี ภาคการค้ากว่า 1.3 ล้านราย สร้างงานโดยตรงกว่า 6.2 ล้านคน และสร้างรายได้ให้รัฐ ผ่านการจ่ายภาษีมากกว่า 5 แสนล้านบาท




